Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com  


 
Backpack @Myanmar October 2010 : แบ็คแพ็ค พม่า ติดต่อทีมงาน

Myanmar : Yangon-Bago-Golden Rock

ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณชาว Blue planet ทุกคนที่ได้ให้ข้อมูลการท่องเที่ยวด้วยตัวเองในประเทศพม่า ทำให้มีข้อมูลที่เป็นประโยชน์ไปใช้สำหรับการเดินทางในครั้งนี้ รวมทั้งยังเป็นแรงบันดาลใจให้อยากที่จะมาแบ่งปัน และ update ประสบการณ์การเดินทางไปพม่าแบบ backpack
เริ่มจากอย่างแรกเลย คือ การขอ VISA ตอนแรกจะไปทำให้เพื่อนๆด้วยแต่ไม่ได้ สถานทูตไม่ยอมเลยต้องต่างคนต่างทำ ตอนไปขอ VISA งงมากเลย แต่สรุป คือ เปิด 9 โมง ไปก่อนซัก 15-20 นาทีก็ดี เข้าประตูด้านข้าง ไม่ใช่ประตูติดฝั่งสาธร จากนั้นกรอกเอกสารให้เรียบร้อยทุกอย่างให้ครบถ้วนทั้ง 2 form สามารถ download form มาใช้ได้ แปะรูปให้เรียบร้อย โดยรูปหลังจากวันที่ 1 Oct 2010 ต้องพื้นหลังขาว และเปิดใบหู เหมือนของญี่ปุ่น อเมริกา เมื่อเรียบร้อยแล้วให้เอาไปยื่นที่ counter เพื่อขอบัตรคิว แล้วก็รอเรียกตามคิว ไปขอ VISA ก่อนประมาณเดือนครึ่งก่อนเดินทางเนื่องจากกลัวมีปัญหาทำไม่ผ่าน โชคดีมากที่ถามเจ้าหน้าที่ว่าไปช่วง 13-17 เดือนตุลาคม ทำได้ป่าว เจ้าหน้าที่บอกว่าไม่ได้ เนื่องจาก VISA จะออกให้แค่ 28 วัน ถ้าทำก่อนก็จะหมดอายุต้องคำนวณวันดีๆ ดังนั้นไว้ใกล้ๆค่อยไปทำ สรุปก็กลับบ้านไว้ไปทำตอนปลายเดือนกันยายนดีกว่า ไม่งั้นเสียเงินฟรี 810 บาท
พอเพื่อนไปขอ VISA เค้าบอกว่าสามารถยื่นแทนคนอื่นได้ด้วย เจ้าตัวไม่ต้องมาก็ได้ สรุปว่าแล้วแต่อารมณ์เจ้าหน้าที่สถานฑูตมั้ง สำหรับ VISA ด่วน แค่วันเดียวก็ได้เล่มแล้วยื่นเช้าได้บ่ายเลยถ้าคนไม่เยอะ ไม่ก็ได้วันรุ่งขึ้น เสียค่าธรรมเนียม 1,250 บาท
เมื่อเรื่องการขอ VISA ผ่านไป ต่อมาก็จะเล่าเรื่องการเดินทางท่องเที่ยวพม่าแบบ backpacker ที่สนุกสนาน ได้ประสบการณ์ แต่ไม่โหดมากให้ฟังนะคะ


วันที่ 1 ออกเดินทางโดยสายการบิน Air Asia flight เย็น โดยเวลาของพม่าช้ากว่าเมืองไทย 30 นาที ถึงสนามบินก็ตอนเย็นแล้วออกมาประมาณ 18.30 น. มีคนพม่ามายืนรอเป็นแถวเพื่อจะไปส่งเราเข้าเมือง เราเจอคนพม่าคนนึงพูดภาษาอังกฤษคล่อง เลยต่อรองรถกับเค้า และหารถสำหรับพรุ่งนี้ด้วย ค่ารถเข้าเมืองคันละ 6 USD (คันเรานั่งได้ตั้ง 8 คน คิดเป็นคันเหมาไปเลย พอดีไปเจอกลุ่มคนไทยเลยชวนกันนั่งรถมาด้วยกัน) โดยที่พักหาไปก่อนแล้วมีดังต่อไปนี้ให้เลือกสรรหาข้อมูลมาจาก review นั่นแหละ
- Beauty land II : $ 21 / 3 persons ห้องแคบสำหรับอาบน้ำและนอน (ใกล้สุเล)
- Mother Land Inn II : $ 22 / 3 persons มีน้ำร้อนให้อาบ สะอาด มีอาหารเช้า ไกลจากเมือง 30 นาที มีรถรับส่งสนามบินฟรี
- White House : $ 21 / 3 persons ย่านเมือง ข้างนอกน่ากลัว ข้างในสะอาด ห้องพัดลม ห้องน้ำรวม มีอาหารเช้าให้
- Chan Myae : $ 15 / room ห้องไม่ติดหน้าต่าง สะอาด (ใกล้สุเล เดินไปได้)
- Okinawa : $ 17-20 / room มีอาหารเช้าให้ ใกล้สุเลมาก 5 นาที ไฟไม่สว่างเลยจัดของลำบาก ห้องน้ำรวมไม่ค่อยดีนัก แต่ก็พอรับได้
- May Shan : $ 15 / room ขนาดเล็ก ไม่มีหน้าต่างทุกห้อง สะอาด มีน้ำอุ่น (ใกล้สุเล)
โดยเลือกพักที่ Okinawa เนื่องจากเพื่อนของเพื่อนเพิ่งไปพักมา บอกว่าไม่ค่อยไกล ใกล้แหล่งศูนย์กลาง แต่ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ เนื่องจากไฟไม่สว่างเลย และแถวนั้นดูน่ากลัวเพราะเข้าไปในซอยถ้าเป็นผู้หญิงหมดอาจต้องระวังตัวเยอะๆ แถมที่สำคัญคือเรื่อง service mind มีอยู่คนนึงไม่ประทับใจเลยทำให้เสียความรู้สึกมากๆด้วย คราวหน้าไม่ไปพักอีกแน่นอน แต่ก็มีที่พักใหม่มาแนะนำ ดูสะอาด ติดถนนใหญ่ เดินทางสะดวก ราคาพอๆกับที่อื่น ไฟสว่างดูไม่อันตราย แถมแลกเงินได้ด้วยกับที่พัก คือ YOMA Hotel Yangon: 146, Bogyoke Aung San Street (TEL : (95-1) 299243, E-mail : yom:-)@mptmail.com, www.yomahotelone.com) ท่าทางน่าจะใช้ได้เลยหละ สรุปคืนนั้นก็นอนที่ Okinawa 5 คน ราคา 35 USD นอนพื้น 2 คน ห้องน้ำในตัว 1 ห้อง มีแอร์ ไม่มีน้ำอุ่น ได้ที่พักแล้วก็ไปหาข้าวหม่ำ โดยเริ่มจากการเดินหาที่แลกเงิน ตอนแรกให้รถไปแวะตึก Sakura ตามที่อ่านมาใน web มันคือตึก Hitachi มากกว่ามั้งเพราะมีป้ายตัวโตข้างบน แต่เค้าปิดแล้ว ตอนแรกรถตู้บอกว่ะพาไปแลก rate 900 แต่ไม่ไปเพราะคิดว่าต่ำมากเนื่องจากตอนอ่านไป rate = 970 Kyat เลยมาที่พักก่อนทาง Guest house แนะนำให้ไปแลกที่ Central hotel เดินไปประมาณ 3 block  ช่วงที่เราไป rate ไม่ค่อยดีนัก ค่าเงินแข็งตัว 1 USD = 860 Kyat (ตอนแรกเค้าให้ rate = 870 kyat แต่เนื่องจากไม่มีแบงค์ USD ที่ไม่มีรอยพับ (ใครจะไปมีแบงค์เนียบขนาดนั้น) rate เลยลดลง และจริงอย่างที่เค้าว่า คือ CB ไม่ได้ rate ตกลงไปใหญ่ได้แค่ 850 kyat เรื่องมากสุดๆ ถ้าจะให้ดีควรให้คนขับรถชาวพม่าไปแลกจะได้ rate ดีกว่ากะเหรี่ยงอย่างเรา แต่แบงค์พม่าที่เอามาให้เรามีรอยไหม้คงโดนบุหรี่จี้มั้งเลยไม่ยอมบ้างเอาไปเปลี่ยนกะเค้า แลกไปทั้งหมด 150 USD (สำหรับ 5 คน) เอาแค่พอมีเงินใช้ระหว่างไปไจก์ถิโย หาข้าวหม่ำแถวๆนั้นแหละ มีน้ำชาให้ดื่มฟรี กับข้าวใส่จานเล็กๆมาให้ หม่ำกัน 3 คน สั่งกับข้าวมา 4 อย่าง ข้าว 2 จาน รสชาติอาหารก็พอทานได้นะ ทานข้าว รวมทั้งจิบชา อาหารพื้นเมือง ทำตัวกลมกลืนกับคนพม่าโดยแท้จริง อิ่มแล้วก็กลับที่พักมาอาบน้ำนอน เตรียมพร้อมสำหรับพรุ่งนี้ (rate แลกเงินครั้งนี้ 1 USD = 30.12 Baht)


วันที่ 2 เช้านี้ฝนตกแย่จังเลย เตรียมตัวออกเดินทางไปบะโก โดยรถคันที่เราเลือกจากสนามบิน เห็นหน้าตารถแถมราคาก็พอรับได้ ตกลงเช่าตั้งแต่เมื่อคืนในราคา 160 USD 2 วัน 1 คืน ไปบะโก (เมืองหงสา/ Bago) และไจก์ถิโย (พระธาตุอินแขวน/ Golden Rock) รถไม่มีแอร์ นั่งได้เต็มที่ 7 คน (ไม่รวมคนขับ) แต่จะพอดี ห้ามเอากระเป๋าใบใหญ่มากไปเด๋วไม่มีที่ไว้ แต่ถ้าไปหลายคนก็สามารถเอารถตู้คันใหญ่กว่ามีแอร์พร้อม นั่งได้ 7 ที่นั่งแบบสบายๆ คิด 225 USD 3 วัน 2 คืน คือมีเที่ยวในย่างกุ้งให้ด้วยวันสุดท้าย อย่าลืมนัดเวลาให้ดีหละ เรานัดรถไว้ 8.00 น. แต่รถมาช้าถึงประมาณ 8.30 น. แถมยังให้เราไปช่วยเค้าหาแขกคนไทยที่มาพร้อมกันกะเราแต่พักคนละโรงแรมให้อีก เราก็ใจดีเลยยอมช่วยเค้า จากนั้นก็ไปที่ office ของเค้าเพราะเราต้องการจองโรงแรมบนพระธาตุอินแขวน กลัวเต็มเด๋วไม่มีที่พักหละยุ่ง เพราะช่วงนี้เริ่มมีทัวร์มาลงแล้ว แต่ก็คงไม่เยอะเท่าเดือนพย. – กพ. โรงแรมบนนั้นมี 3 แห่ง ดังต่อไปนี้
- Kyaikhto hotel : $ 45 / room ใกล้พระธาตุที่สุด 5 นาที เดินทางราบ จองแล้วจ่ายเงินที่ office ในย่างกุ้ง ใกล้สนามบิน ไม่มีแอร์
- Mountain Top hotel: $ 50 / room ใหม่กว่าอันแรก อยู่บนยอดใกล้ๆ พระธาตุอินทร์แขวน เดินทางราบ ไปมาสะดวก 10 นาที จองแล้วจ่ายเงินที่ office ในย่างกุ้ง ทานอาหารเย็นที่โรงแรม ชุดละ $ 7-13 น้ำ $ 1 ไม่มีแอร์ มีน้ำอุ่น มีอาหารเช้าให้
- Golden Rock hotel : ห่างจากพระธาตุอินแขวนพอควร เดินประมาณ 25-30 นาที เดินขึ้นเขา แต่ไม่ดีหรอก ถ้าต้องการไหว้ให้ครบ 3 ครั้ง ไกลเกินไปเหนื่อยด้วย ลมจับแน่นอน
ทาง office ของคนขับรถเราจอง Mountain Top ให้ในราคา 50 USD ต่อห้อง ให้เราจ่ายเงินเลย มีใบ confirmation ให้เราถือไป ก็โอเคนะ แพงหน่อยแต่มั่นใจ และได้นอนบนนั้นด้วยมีแต่คนบอกว่าบรรยากาศดีมาก เริ่มเดินทางออกจากย่างกุ้งประมาณ 10.30 น. ฝนหยุดแล้วโชคดีมาก แต่วันนี้อากาศครึ้มทั้งวันทำให้การเดินทางไม่ร้อนไม่หงุดหงิด เราไปกัน 4 คน เพื่อน 1 คนไม่ไปขออยู่ที่ย่างกุ้งคนเดียว คนขับรถแวะให้ถ่ายรูปที่สุสานทหาร และชี้ให้ดูสถานที่สำคัญต่างๆตลอดทาง ทั้งมหาวิทยาลัย โรงพยาบาล เจดีย์ชเวดากอง คนพม่าพูดภาษาอังกฤษฟังยากเสียงอยู่ในคอพูดคำติดๆกัน ต้องตั้งใจฟัง ถึงบะโกประมาณ 12.30 น. แวะทานข้าวเที่ยง (ที่นี่จะต้องเลี้ยงข้าวคนขับรถด้วย) จากนั้นไปเจดีย์ไจก์ปุ่น (พระ 4 ทิศ) ก็ไม่ได้สวยมากอย่างที่เห็นในรูป ไม่ได้เข้าไปด้วยเพราะเรากลัวไปไม่ทันขึ้นไจก์ถิโย และคิดเงินตั้ง 10 USD (แบบระบบเหมาจ่ายทีเดียวเที่ยวได้ทุกที่) เลยตัดสินใจมุ่งหน้าไปเมืองไจก์โถ ที่คินปุนแคมป์เลย ออกเดินทางประมาณ 13.20 น. ถึง ประมาณ 16.00 น. ถนนที่พม่าแย่มากเป็นหลุมบ่อตลอด สงสารรถกลัวพัง ระยะทางไม่ไกล แต่ขับเร็วไม่ได้มันสะเทือน แถมมีด่านเก็บเงินตลอดทาง แต่คนขับก็จ่ายหมดตามข้อตกลงตั้งแต่แรก ระหว่างทางก็เห็นวิถีชีวิตผู้คน บ้านเมือง ความเป็นอยู่ต่างๆ ที่นี่เลี้ยงแพะเยอะมากเห็นตลอดทาง ทั้งหมู เป็ด ไก่ วัว ควาย แพะ เดินกันขวักไขว่ พอถึงคินปุนแคมป์ก็หารถ 6 ล้อ (รถขนหมู) นั่งขึ้นไป รอรถเต็มประมาณ 30 นาที ค่ารถ 1,500 Kyat นั่งแถวละ 5 คนไม่เบียดมาก เนื่องจากช่วงเย็นคนขึ้นน้อย จากนั้นนั่งรถไปประมาณ 35 นาที ก็ถึงช่วงที่จะเดินขึ้นแล้ว เดินไหว ทางชันแต่ก็ไม่มากนักในความคิดเรา ใน Trip มีคนอายุ 54 ก็เดินไหวหาไม้มาช่วยพยุงตัว เดินขึ้นประมาณ 45 นาที ถ้าเราเดินคนเดียวคิดว่า 30 นาทีก็น่าจะถึงเพราะปกติเป็นผู้หญิงขาขึ้นอยู่แล้ว เดินขึ้นเร็วมาก ตอนขึ้นภูกระดึง 7 ซำ เดินประมาณ 2.30 ชั่วโมง (ถ้าเป็นคนขี้เมื่อยก็เอายาแก้ปวด และยาคลายกล้ามเนื้อไปกินก้อได้นะ) จ้างแบกของ 4 คน เหมาเป็น 6,000 kyat แต่สงสารเค้าเลยให้ Tip เป็นเงินไทยไปอีกนิดหน่อย ข้างทางส่วนใหญ่ก็มีขายน้ำเป็นหลัก มีเด็กๆน่าตาบ่องแบ๋วน่ารักดี มีคนถามตลอดทางว่าจะนั่งเสรี่ยงมั้ย คงเป็นเพราะเราผอมๆตัวเล็กมั้งดูไม่น่าจะเดินไหว ค่าเสรี่ยงคนละ 500 บาท และมีคนหามเสรี่ยงวิ่งแบกเสรี่ยงกันลงมาหาลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ดูแล้วก็คิดว่าเราโชคดีจังเลยที่เกิดมามีพร้อมทุกอย่าง แต่คนแบกเสรี่ยงทุกคนมี six pack หมดเลย เพื่อนผู้ชายที่มาด้วยกับบอกอิจฉา ทำยากมากเลยนะนั่น 555 พอขึ้นไปถึงก็เข้าที่พัก check in เก็บของ เดินไปนมัสการไจก์ถิโย ค่าเข้าคนละ 6 USD กล้อง 1 USD แต่จ่ายแค่ตัวเดียวที่เหลือก็เนียนๆไป ต้องถอดรองเท้าด้วยเนียนถอดรวมกับ group คนไทย แล้วก็ถ่ายรูป ขอบอกว่าสวยมากๆ แต่เราขึ้นไปช้าพระอาทิตย์กำลังจะตกแล้ว แสงเลยน้อย ถ่ายรูปไม่ค่อยแจ่ม แนะนำคนที่จะไปให้รีบไปให้ทันถ่ายรูปก่อนพระอาทิตย์ตกอาจจะร้อนหน่อยตอนเดินขึ้นก็กางร่มเอาละกัน จะได้รูปสวยทั้งคน ทั้งไจก์ถิโย พอเริ่มมืดคนจะเริ่มเบลอถ้าไม่มีขาตั้งกล้อง แต่ไจก์ถิโยสวยได้ตลอด ยิ่งตอนกลางคืนยิงไฟขึ้นไปยิ่งสวย ตอนเดินเข้าไปเจอ group คนไทย มีไกด์ด้วยเลยแอบไปขอฟังด้วย เลยพอได้ข้อมูลประวัติ และวิธีการไหว้ และได้สักการะเจ้าแม่สุ่ยหนานจิน ที่ตอนท่านเสียร่างกายนางก็แข็งเป็นหิน เกี่ยวกับสุขภาพ ให้ไหว้ขอพรจากนั้นเจ็บตรงไหนป่วยตรงไหนก็ไปจับที่รูปปั้นของนาง ภาพด้านหลังแสดงให้เห็นว่าผู้มีบุญจะเห็นวิญญาณของนางด้วย ขาออกมา group คนไทย ออกมาก่อน พอมาถึงรองเท้ามีเด็กมาเก็บตังค์ค่าฝากด้วย อารายเนี่ยเราไม่ได้ฝากซะหน่อยถอดไว้เฉยๆ แล้วก็เดินมาเลยไม่จ่าย รอบหน้าเข้าไปเอาถุงไปใส่รองเท้าของตัวเอง จากนั้นก็ไปอาบน้ำ ทานข้าวเย็น เลือก set 9 USD จริงๆมีกุ้งแม่น้ำด้วย แต่ตอนแรกไม่รู้ไม่งั้นสั่งแล้วหละตัวโตน่าหม่ำมาก จากนั้นกลับมาไหว้ใหม่ให้ครบ 3 ครั้งตามที่ได้ฟังมา มาไหว้อีกทีตอน 2 ทุ่มครึ่ง เดินออกมารอบนี้เริ่มเย็นๆแล้วต้องเอาเสื้อหนาวมาใส่ มีหมอกลงเพียบได้บรรยากาศมากๆเลย สวยมาก ชอบมาก อยากอยู่ต่ออีกคืนเลยหละ แล้วไปสวดมนต์ กลับไปตอน 4 ทุ่มครึ่ง ต้องมีไฟฉายส่องทางนะ มีชาวพม่ามาคุยด้วยอธิบาย และฉายไฟส่องทางให้ เลยให้ tip ไปหน่อยเห็นกะความขยันของเค้าดึกดื่นแล้วยังมายืนรอเราอีก ถึงที่พักก็รีบนอนเอาแรง พรุ่งนี้ต้องตื่นมาแต่เช้า นัดกันตี 5 ออกเดินไปไจก์ถิโย ไฟที่โรงแรมจะดับตอน 5 ทุ่ม อย่าลืมชาร์ตแบตเตอรี่กล้องก่อนหละ เปิดอีกทีตอนตี 5


วันที่ 3 ตื่น 4.45 น. พร้อมออก ตี 5 หนาวมากนะเรามีเสื้อแขนยาวบางๆตัวเดียว ใส่ปลอกแขนทับ โชคดีมีผ้าพันคอที่เพื่อนร่วม trip ให้ยืม ค่อยยังชั่วหน่อย หมอกลงจัดเหมือนเดิมแต่น้อยกว่าเมื่อคืน ได้ตักบาตรพระด้วยมีคนมาขาย 500 Kyat (มีถั่วเขียวและปาท่องโก๋ 1 ขา) เดินไปไหว้ ช่วงที่ไปคนไม่เยอะนัก ยังไม่ใช่ high season ไม่งั้นทั้งลานจะเต็มไปด้วยคนต้องแย่งกันไหว้ แย่งกันถ่ายรูป เบียดเสียดกันน่าดู ไปปิดทองเฉพาะผู้ชายที่เข้าได้ ไหว้จนถึง 7 โมง จริงๆควรอยู่รอแสงพระอาทิตย์เพราะเมื่อวานก็มาไม่ทันแต่กลัวอดเที่ยวที่อื่นๆ เลยกลับมาอาบน้ำ ทานข้าว และลงตอน 8.30 น. เดินมาถึงประมาณ 9.10 น. รอรถนานมากเพราะคนพม่าลงเยอะช่วงนี้ ต้องแย่งกันกะพม่าขึ้นรถ มีถุงทรายมีบันไดก็ปืนขึ้นไปหาที่นั่งให้ได้ แถมทางสวนไม่ได้ต้องรอรถขึ้นมาก่อนรถถึงสวนลงได้ ควบคุมโดยเจ้าหน้าที่พม่าวอบอกกัน ขาลงกว่าจะมีรถก็ 10.00 น. กว่ารถจะออกก็ 10.15 น. แถมนั่งเบียดมากแถวละ 6 คน ขยับขาไม่ได้เลย จนตะคริวกิน ควรนั่งแถวหน้าสุดมีที่ยืดขาได้พอควร ถ้านั่งริมจะโดนโครงแกนเหล็กของรถเบียดกะขาเจ็บพอควร นั่งลงมาประมาณ 25 นาทีก็ถึงคินปุนแคมป์ รถเรามารออยู่แล้วเดินทางไปบะโกเลย ถึงประมาณ 13.45 น. ทานข้าวที่ร้าน three five restaurant ที่ไกด์บุค recommend ติด Emperor Hotel ไม่เห็นอร่อยมากเลย แต่ผัดเปรี้ยวหวานใช้ได้เหมือนของบ้านเรา เสร็จแล้วก็ไปต่อเป็นแบบชะโงกทัวร์ เนื่องจากอากาศร้อนมาก ขี้เกียจเข้าไป แถมเสียค่าเข้าเยอะ มีเก็บยุบยับค่ากล้อง ค่าฝากรองเท้าอีกด้วย ก็ไปชะโงกเริ่มจากพระเจดีย์ชเวมอว์ดอว์หรือพระธาตุมุเตา คนขับรถก็เชียร์ว่าอย่าเข้าเลยไหว้ข้างนอกก็พอ แถมบูรณะอยู่ด้วยถ่ายรูปก็ไม่สวย สู้ชเวดากองไม่ได้ ต่อด้วยสถานที่ที่ทัวร์ไม่พาไป แต่มีพระเก่าแก่อยู่มากมายเต็มไปหมด เดอะมาการะ monastery แล้วก็มะตาเลียวพระนอนกลางแจ้งองค์ใหญ่มาก ถ่ายรูปได้ไม่เสียค่าเข้า จากนั้นพระพุทธไสยาสน์ชเวเลยอง สวยตรงที่ท่านนอนหนุนหีบสมบัติแปลกตาดี เข้าไปชะโงกมองแล้วออก พอแล้วสำหรับบะโก กลับย่างกุ้งไปตามหาวัดบารามีต่อดีกว่า ออกจากบะโกประมาณ 15.30 น. ถึงย่างกุ้งประมาณ 17.30 น. แล้วไปสักการะพระบรมสารีริกธาตุที่วัดบารามีและเช่ากลับมาด้วยหละ มีคนฝากเช่าหละ เลยร่วมทำบุญกะเค้าด้วย ก่อนกลับคนขับรถพยายามบอกว่าจะพาเราเที่ยวย่างกุ้ง คิดเราไม่แพง และก็จะพาเที่ยวให้ทั่วเลย และรับขากลับไปส่งสนามบินด้วยคิด 45 USD จริงๆวันสุดท้ายกะจะเที่ยวเอง แต่ก็เป็นคนใจอ่อน เค้าก็คงอยากมีรายได้ แถมเพื่อนร่วม trip OK ก็เลยยอม จากนั้นกลับที่พักนอนต่อที่เดิม ถึงแม้จะไม่ประทับใจแต่ย้ายไม่ได้เพราะมีเพื่อนนอนอยู่ก่อนอีกคน แล้วก็เดินหาข้าวเย็นเป็นอาหารแขก ที่พม่ามีอาหารแขกเยอะไม่รู้ว่าเพราะอารายเหมือนกัน แล้วก็กลับไปนอน ไม่มีขนมกินเลยอยู่พม่าเนี่ย อยากกินขนมจัง คิดถึงอาหารไทยมากแล้ว แกงพม่าก็ไม่ถูกปากเลย


วันที่ 4 วันนี้นัด 8.00 น. เหมือนเดิม ตอนแรกจะนัดเช้ากว่านี้คนขับทำท่าตกใจ เลยเปลี่ยนเป็น 8 โมง เพราะจริงๆพวกเราก็เหนื่อยด้วยหละ คนขับถึงตั้งแต่ 7.20 น. เราก็ลงมานั่งกินข้าวกันแล้ว เสร็จแล้วก็ออกเดินทางเที่ยวในตัวเมืองย่างกุ้ง ออกจากที่พักเกือบ มา 8 โมง จริงๆตอนแรกกะจะไม่เที่ยวเยอะ plan แค่ ทะเลสาบกันดอจิ, เทพทันใจ หรือที่ชาวพม่า เรียกว่า นัตโบโบยี ถ้าไปเที่ยวเองกรุณาจำชื่อพม่าด้วย ได้ถามทางถูก ไม่งั้นคนพม่าตอบเราไม่ได้แน่นอน และไปนั่งสามล้อถีบรอบเมือง จิบชาริมทาง สุดท้ายที่ชเวดากอง แต่แผนเปลี่ยนเนื่องจากเช่ารถก็ต้องเที่ยวให้คุ้ม โดยคนขับรถแนะนำให้เริ่มจากทะเลสาบกันดอจิก่อน เนื่องจากตอนเช้าอากาศดี ไม่ร้อน และจะได้ไปเห็นชเวดากองตอนอาบแสงด้วย ถึงทะเลสาบกันดอจิ สวยมากเลย ก่อนเข้าเสียค่าเข้าคนละ 300 Kyat ค่ากล้องตัวละ 500 Kyat ใหญ่ดี ภายในร่มรื่น มีที่สวยๆให้ถ่ายรูปมากมาย มีสะพานริมทะเลสาบโดยรอบ แต่เรามีเวลาไม่เยอะ เลยไม่ได้เดินเล่นรอบสะพาน แต่ก็ได้เดินดุถ่ายรูปกันสนุกสนาน ที่นี่สามารถอยู่ได้ทั้งวันเลย ภายในมีร้านอาหารเพียบ และเป็นที่ตั้งของ ภัตตาคารการะเวก ที่ทัวร์จะพามาทานอาหารที่นี่ด้วย ใช้เวลาที่นี่ประมาณ 1 ชั่วโมง และก็จะเคลื่อนพลต่อไปยังเจดีย์โบตะทาวน์ ที่ตั้งของเทพทันใจ ก่อนอื่นแวะแม่น้ำย่างกุ้งถ่ายรูปก่อน เนื่องจากอยู่ติดๆกัน จากนั้นก็เข้าเจดีย์โบตะทาวน์ เสียค่าเข้า 2 USD ค่ากล้อง 1 USD แต่เราเนียนไม่มีกล้องไม่จ่าย เพื่อนร่วม trip คนนึงเนียนมาก ทำตัวว่าเป้นพม่าเดินเข้าไปเฉย หลักการเนียนก็มีดังนี้ ตัวคล้ำได้เปรียบเพราะคนพม่าส่วนใหญ่ไม่ขาว แต่ห้ามเดินเกาะกลุ่มกัน แยกเดี่ยวจะไม่เป็นที่สังเกตุ แต่งตัวถ้านุ่งโสร่งจะเหมือนเนียนจับยาก แต่ไม่นุ่งก็เนียนได้เพื่อนทำมาสำเร็จตลอด เดินเข้าไปควักถุงพลาสติกขึ้นมาใส่รองเท้า แล้วก็เดินเข้าไปเลย อันนี้คือ trick ที่เรียนรู้ ส่วนใครจะทำตามหรือไม่ก็แล้วแต่ ส่วนเราไม่ได้ทำ แต่บางคนก็บอกว่าไม่อยากเอาเงินไปให้รัฐบาลก็เลยทำ ก่อนเข้าไปได้ไปซื้อของไหว้ เป็นกล้วยมะพร้าว มีธงด้วยต่อเค้า 4 ชุด 4,000 Kyat (ตอนแรกขายชุดละ 1,500 Kyat) เสร็จแล้วไปจ่ายเงินค่าเข้า และเดินหานัตโบโบยี ไปทำพิธี ให้ชาวพม่าทำให้ โดยให้บอกวันเกิดเค้า จันทร์ – อาทิตย์ ทำพิธี ยกของไหว้ขึ้นถวาย แล้วก็มีคนเอาผ้าคล้องมาให้ ก็รับมาคล้องท่านนัตโบโบยี เสร็จแล้วน้องมาคิดเงินค่าผ้า 500 Kyat ดูซิชาวพม่า จากนั้นเอาหน้าผากจิ้มที่นี้วท่านและขอพร แล้วก็ไปไหว้ด้านข้างด้วยไม่ทราบว่าท่านคือใคร แต่เราไหว้หมด โดนค่าผ้าไปอีก 500 Kyat เรียกว่าไม่เข็ดหลาบ เสร็จแล้วก็ไปไหว้เจดีย์โบตะทาวน์ และเดินชมในเจดีย์โบตะทาวน์ สวยดีพระพุทะรูปเพียบ แต่ Hi-light คือ พระเกศาธาตุของพระพุทธเจ้า มีให้ใส่เงินทำบุญในนั้นด้วยหละ และเดินเที่ยวชมข้างใน เหมือนเขาวงกต เดินไปเรื่อยๆขณะที่เพื่อนๆทยอยกันเดินออก แต่เราไม่สนเดินต่อ จึงทำให้รุ้ว่าข้างในกลมๆเชื่อมกันตลอดมาบรรจบจุดแรกที่เข้ามา แล้วก็เดินเล่นถ่ายรูปต่ออีก ให้คุ้มกับค่าเข้า มีของแปลกตาเพียบ จากนั้นไปต่อที่ฝั่งตรงข้าม คนไทยเรียกว่า เจ้าแม่กระซิบ คือให้ไหว้ด้วยน้ำนม มีขายอยู่ชุดละ 500 Kyat เราไหว้หมดทุกสิ่งเพราะถือว่ามาแล้ว แต่เพื่อนเราเอามือไหว้อย่างเดียวพอ พอไหว้เสร็จก็ให้เข้าไปกระซิบข้างหูท่านขอพร เป็นอันจบพิธี เดินทางต่อไปยังพระพุทธไสยาสน์เชาตาจี หรือ พระนอนตาหวาน ที่นี่ไม่เสียเงินค่าเข้าแหละ พอมาถึงมีร้านค้าอยู่ตามนิสัยคนไทยนักช๊อป ไปซื้อของก่อนเลย ก็ไม่ค่อยมีอะไรมาก มีหยก สร้อย งานไม้ เราซื้อภาพแขวนรูปพระธาตุอินแขวนมา 4 อัน เนื่องจากชอบมากไจก์ถิโย ประทับใจมาก อยากไปอีก ขึ้นตั้งแต่เช้าเลยจะได้มีเวลาบนนั้นเยอะๆ แล้วก็ซื้อ magnet และที่นวดให้แม่ พอเดินเข้ามาว้าว!! ตาหวานสมคำร่ำลือ และต้องถ่ายรูปที่ stand ที่อยู่ด้านหลัง จะเก็บได้ทั้งหมด และสวยด้วย (คนขับรถบอกแหละ เราไม่รู้หรอก ไม่เคยเจอใน review) แล้วก็ถ่ายรูปที่พระบาทด้วยงามมาก และฝั่งตรงข้ามพระบาทจะมีคำบรรยายถึงสิ่งที่อยู่ที่พระบาท และคำอธิบายต่างๆเกี่ยวกับพุทธศาสนาก็ไปอ่านกันนะจ๊ะ จากนั้นก็ไปนั่งชิวๆ ทำบุญ และกลับออกมา ต่อด้วยหาที่ทานข้าวเพราะมัน 12.30 น. แล้ว คนขับพาเราไปร้านขึ้นชื่อ ชื่อว่า HLA Myanmar restaurant (อยู่ที่ 5th street) อร่อยจริงสมคำร่ำลือ คนเยอะตลอดเวลา แถมมีกุ้งตัวใหญ่ให้ทานด้วยหละ ทั้งเหนื่อย ทั้งร้อน ทั้งหิว เลยซดน้ำอัดลมกันใหญ่เลย ค่อยยังชั่วหน่อย หม่ำเสร็จไปต่อที่เจาจอจี อันนี้ไม่อยุ่ในแผนแต่คนขับพามา เนื่องจากถามโน่นนี่เค้า เค้าเลยบอกว่าเดี่ยวจะพาไปดูพระองค์ใหญ่ไม่เสียค่าเข้าด้วย พยายามถามชื่อ แต่คนพม่าสำเนียงไม่ชัดเลยจับคำมาได้แค่นี้นะ เจาจอจี ก่อนมาเค้าพาดูบ้านคนรวยเนื่องจากเราอยากดู แถวบ้านคนรวยถนนจะเรียบ บ้านใหญ่สวย ส่วนใหญ่ก็เป็นพวกทหารทั้งนั้นแหละ เราขอให้พาไปดูบ้านอองวานซูจี แต่เค้าบอกว่าไม่ได้ แถวนั้นห้ามใครขับรถผ่านเลยก็อยู่ระแวกบ้านคนรวยนั่นแหละ แล้วก็ขับผ่าน Inya lake ทำให้รู้ว่าอันนี้แหละคือทะเลสาบะรรมชาติ ส่วนทะเลสาบกันดอจิขุดขึ้นมา ที่เจาจอจีอาคารสวยใหญ่โตขึ้นไปพบพระพุทธรูปองค์ใหญ่มีครอบแก้วไว้ ไม่รู้จะมีทำไมเพราะคงไม่มีใครขโมยหรอก แถมทำให้ถ่ายรูปไม่สวยด้วย เป็นพระพุทธรูปที่ลอยน้ำมา จึงมาการทำมาประดิษฐานไว้ที่นี่ บันไดทางขึ้นลงมีขายของด้วยแหละ จากนั้นไปต่อที่ปางช้างเผือก เที่ยวหลายที่มากวันนี้ มีช้าง 3 เชือก โดนล่ามโซ่ไว้ มีให้อาหารด้วย แต่น่าสงสารดูมันทรมาณ เค้าบอกว่าคู่บ้านคู่เมืองหายากเลยล่ามไว้ เชือกโตสุดตรงกลาง 32 ปี เล็กสุดริมซ้าย (ดูที่ตัวเล้กกว่าเพื่อนหนะ) 8 ปี ดูแป็บเดียวถ่ายรูปแล้วก้ออกมา ไม่เสียเงินค่าเข้า อาจจะคิดว่าทำไมเรางกจังเสียเงินค่าเข้านิดหน่อยทำไมไม่ได้ จริงๆตอนที่เราอ่าน review แล้วมีคนเขียนเรื่องเสียเงินเราก็คิดแบบนี้แหละว่า เสียเงินค่าเข้านิดหน่อยทำไมไม่ได้ แต่พอมาจริงถึงรู้ว่ามันน่ารำคาญมากเลย ความรุ้สึกนี้ เสร็จแล้วไปต่อที่ห้างสรรสินค้า เนื่องจากอยากกินขนมจังเลย มีคนบอกว่ามี Donut ชื่อ J’ Donut เลยถามคนขับ เค้าบอกว่ามีแถวนี้อยู่ในห้าง เลยโชคดีได้เห็นห้างพม่า ก็ไปใหญ่โตนัก เหมือนห้างต่างจังหวัดเช่นพวกเจริญศรีคอมเพล็กที่อุดรอะไรประมาณนั้น แต่ตอนนี้เจริญศรีคอมเพล็กกลายเป็น Central ไปแล้วนะจ๊ะ ก็ได้โดนัทมาหม่ำสมใจ ฝนตกแย่แล้วแต่เราจะไปตลาดสก๊อตคงไม่เป็นไรมากเพราะมีหลังคา ถึงตลาดสก๊อตประมาณ 15.00 น. เลยนัดรถ 16.30 น. เดินแป๊บเดียวพอคงไม่มีอะไรซื้อมาก และเป็นอย่างที่คาดไม่รู้จะซื้ออะไรจริงๆ เพื่อนชวนมาถ่ายรูปที่โบสถ์ฝรั่งติดๆกับตลาดสก๊อต เลยข้ามมาที่ฝั่งตรงข้ามมี complex ให้เดินซื้อของ เราไปเดินหาข้าวเย็นกันเป็นมาม่าคัพแหละ มีมากมายหลายราคา แล้วรอรถ ทำไงไม่เจอฝนก็ตกหนัก รอรอรอ พอซาลงก็ไปเดินหา เจอไก่ห้าดาว เลยซื้อมากินกะมาม่า ตัวละ 4,000 Kyat เราเดินหาเจอรถแล้วตอน 17.00 น. แต่กว่าจะเจอคนขับ 17.30 น. เลยมั้ง ไปต่อสุดท้ายที่ เจดีย์ชเวดากอง ห้ามใส่สั้นเหนือเข่าขึ้นไปนะ เสียค่าเข้าอีก 5 USD เพื่อนบางคนไม่เสียโดยทำวิธีเดิม แต่ต้องขึ้นคนละประตูเพราะประตูมี lift จะเป็นนักท่องเที่ยวมักจะโดนคิดเงิน มาถึงประมาณ 6 โมงเริ่มมืดแล้วถ่ายรูปเลยไม่ค่อยชัด แต่สวยมากใหญ่โตอลังการ มีทางขึ้น 4 ทิศ ต่างกัน เดินให้ครบนะ เราเดินเวียน 3 รอบเลย ปวดขาอยู่ไกลมาก บนนั้นมีจุดลูกศร ยืนแล้วจะเห็นเพชรบนยอดชเวดากอง เห็นจริงๆพิสูจน์แล้ว สิ่งที่ต้องทำบนนั้น คือ ไหว้พระเจดีย์ชเวดากองก่อน (เรารู้เพราะแอบไปฟังไกด์ของทัวร์คนไทยที่ขึ้นมาเที่ยวพร้อมกัน) จากนั้นก็ไปไหว้พระประจำวันเกิด (จันทร์ - อาทิตย์) โดยดูจากรูปสัตว์ต่างๆ ให้รดน้ำที่พระก่อน จากนั้นเทวดา แล้วก็เสา สุดท้ายรดที่สัตว์ซึ่งแทนตัวเรา เป็นอันเสร็จ นอกจากนั้นก็จะมีไปไหว้พระพุทธรูปในกระจกมีพับแบงค์โยนเงินเข้าไปด้วยหละ เราโยนทีเดียวเข้าเลย ตกลงที่ฐานพระพุทธรูปบนแท่นด้วยหละ ใครตามไปเที่ยวอย่าลืมไปดูนะ จากนั้นก็มีไปสักการะพระพุทธรูปองค์เล็กซึ่งศักดิ์สิทธิ์มากเกี่ยวกับการทำธุรกิจ ไปไหว้ขอพรเรื่องธุรกิจ ออกจากชเวดากองเกือบ 2 ทุ่ม กลับที่พักไปทานข้าวเย็น ไก่ห้าดาวอร่อยมากๆๆๆๆ นัดคนขับรถพรุ่งนี้ 6 โมงเช้า เนื่องจากต้องไปขึ้นเครื่อง flight เช้า เครื่องออก 8.30 น.


วันที่ 5 ตื่นแต่เช้าตี 5 รอรถมารับ 6 โมง จากนั้นก็ไปสนามบินมินกาลาดง พอไปที่เคาน์เตอร์ Air Asia เค้าบอกให้ไปจ่ายเงินก่อนที่ด่านตรวจของพม่า 10 USD โดยแบงค์ห้ามยับ ห้ามมีรอยปั๊ม รอยขีดข่วนใดๆ สิ่งนี้ควรเตรียมไปตั้งแต่แรกเลย เก็บอย่างดีเดี่ยวไม่ได้กลับบ้านนะ ที่ duty fee ในสนามบินพม่าแทบไม่มีอะไรขายเลยหละ เลยไปนั่งรอเครื่องออก เย่ๆๆได้กลับบ้านแล้ว ถึงกทม. 11.00 น. (ค่าเครื่องบิน Air Asia ไปกลับ 2,390 รวมทุกอย่าง load กระเป๋าขากลับรอบเดียว ไม่ซื้อ Insurance)


ค่าใช้จ่ายที่พม่า (ตุลาคม 2010)
- น้ำขวดใหญ่ 300 Kyat (Yangon)
- ค่า Taxi เหมาคัน รับส่งสนามบิน 5-6 USD
- ข้าว 2 จาน กับข้าวถ้วยเล็ก 4 อย่าง 2,500 Kyat
- กล้วยหวีละ 500 Kyat
- ลูกชิ้นไม้ละ 100 Kyat
- ข้าวเที่ยงถาดหลุมตอนอนุบาล 2,000 Kyat (กับข้าวในหลุม 3 อย่างที่ Bago)
- เช่ารถ 2 วัน 1 คืน (5-7 ที่นั่ง) 150 USD
- ค่าน้ำมัน 1 แกลอน 4.5 L 2,500 Kyat (ไม่แพงนะเนี่ย)
- Okinawa นอน 5 คน ห้องละ 35 USD (ห้องแอร์ มีปูฟูกนอนพื้น ห้องน้ำในตัว มีอาหารเช้า)
- YOMA Hotel Yangon คนละ 8 USD (ห้องแอร์ สะอาดกว่า ห้องน้ำดี มีอาหารเช้า)
- น้ำขวดใหญ่ 400 Kyat (Bago)
- น้ำขวดใหญ่ 500 Kyat (Golden rock)
- น้ำอัดลม 400 Kyat (Golden rock)
- ค่ารถขนหมู 1,500 Kyat
- ค่าแบกของขึ้นพระธาตุอินแขวน 6,000 Kyat (4 คน)
- ค่าเข้าพระธาตุอินแขวน 6 USD
- ค่ากล้องพระธาตุอินแขวน 2 USD
- ค่าฝากรองเท้า 500 Kyat
- Mountain Top ห้องละ 50 USD
- อาหารเย็นที่ Mountain Top 7-13 USD (ต่อ set แล้วแต่เลือก)
- ตักบาตรพระ ชุดละ 500 Kyat
- แผ่นทองปิดพระธาตุอินแขวน 1,000-2,000 Kyat
- ของไหว้พระธาตุอินแขวน 1,500 Kyat
- ของไหว้เทพทันใจ 1,000 Kyat
- ผ้าแพรถวายเทพทันใจ 500 Kyat
- อาหารเต่า 500 Kyat
- ข้องไหว้เจ้าแม่กระซิบ 500 Kyat
- ค่าเข้าโบตะทาวน์ 2 USD
- ค่ากล้อง 1 USD
- ค่าอาหารเท่ยงร้าน HLA 5,000 Kyat
- รูปไจก์ถิโยผ้าสักหราดแขวนผนัง 500 Kyat (เล็ก)
- รูปไจก์ถิโยผ้าสักหราดแขวนผนัง 1,000 Kyat (ใหญ่)
- ไม้นวดเล็กๆ 500 Kyat
- J’ donut นมเย็น (Take away) 600 Kyat
- J’ donut โดนัท (Take away) 400 Kyat
- ค่าเข้าชเวดากอง 5 USD
- มาม่าพม่า ราคา varies ขึ้นกะ brand 350 Kyat - 700 Kyat
- ภาษีสนามบินพม่า 10 USD


NOTE
ย่างกุ้ง ห้ามขี่ motor cycle เฉพาะตำรวจเท่านั้นที่มีสิทธ์ คนธรรมดาได้แค่จักรยาน แต่ก็ไม่เห็นมีให้เช่าเลย คนส่วนใหญ่ยังคงใส่โสร่งเดินไปมากันขวักไขว่ ขับรถข้างขวาเหมือนคนไทย แต่เลนส์สลับกัน คือ รถอยู่เลนส์ขวา รถสวนมาอยู่ซ้าย (เหมือนอย่างเยอรมัน) ดูแซงยาก แต่รถบ้านเค้าไม่เยอะนัก และรถก็ค่อนข้างเก่า

ไจก์ถิโย สูงจากระดับน้ำทะเล 2,600 เมตร หนัก 700 ตัน มีอายุนานกว่า 2,500 ปี โดยมีส่วนที่สัมผัสกับพื้นหินเพียงแค่ 2 ตร.ม. เท่านั้น มีการทาสีไจก์ถิโย 4 ปีครั้ง โดยทำนั่งร้านขึ้นไป การไหว้เจดีย์ไจก์ถิโยอ่านมาจาก web อื่นเค้าว่าไหว้ 3 ครั้งใน 1 ปี พรที่ขอจะสำเร็จ > ดังนั้น เดินขึ้นไปถึงเก็บของเสร็จ ไหว้เลย 1 รอบ > อาบน้ำทานข้าวเสร็จกลับมาไหว้อีก 1 รอบ > ตอนเช้าก่อนลง กลับมาไหว้อีก 1 รอบ (ตี 5) > การไหว้ให้ขอพร 1 อย่าง
การไหว้ มี 3 อย่างที่ควรทำ
- การปิดทอง ซื้อเลย 1,000-2,000 Kyat (ทองบริสุทธิ์แค่ไหน)
- การผูกกระดิ่ง หรือระฆัง > เขียนชื่อ และรายละเอียดต่างๆตามต้องการ > มีหลายราคาตั้งแต่ 3,000 Kyat
- การทำบุญตอนเช้า ไปซื้อเอา 3,000 Kyat มี 6 อย่าง > ไหว้แล้ววางในที่ๆจัดไว้ให้

แก้ไขเมื่อ 03 ธ.ค. 53 23:50:51

แก้ไขเมื่อ 03 ธ.ค. 53 23:41:28

แก้ไขเมื่อ 03 ธ.ค. 53 23:31:31

แก้ไขเมื่อ 03 ธ.ค. 53 22:04:48

แก้ไขเมื่อ 03 ธ.ค. 53 21:29:31

แก้ไขเมื่อ 03 ธ.ค. 53 21:27:29

จากคุณ : ถ้วยฟู diary
เขียนเมื่อ : 3 ธ.ค. 53 21:24:18




ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป



Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com