CafeTech-ExchangePantip MarketChatTrendyMobilePantown


    สุดสัปดาที่.....ครัวชมวาฬ......บ่อนอก (ประจวบคีรีขันธ์)

    ถนนสายเพชรเกษม จากกรุงเทพฯถึง ประจวบคีรีขันธ์ ออกเดินทางตั้งแต่ท้องฟ้ายังไม่สว่าง ถึงปราณบุรีประมาณ 8 โมงเช้า
    เลยแวะกินข้าวต้ม ที่ตลาดกลางสี่แยกปราณบุรี เมื่ออิ่มท้องแล้วก็เดินทางต่อ แต่ก็ยังไม่ลืมซื้อ ขนมครก ขนมถ้วย ของหวานของถูกใจ
    ติดมือไปกินต่อในรถ
             ครั้งแรกกับการเดินทางมาที่ครัวชมวาฬ จากคำบอกเล่า จากภาพแนะนำทางอินเตอร์เน็ต เลยทำให้ผม รู้สึกอยากมาสำผัส
    สถานที่อันเงียบสงบ หันหลังให้กับสับสนวุ่นวายในเมือง หากเป็นเพียงแค่สองวันเสาร์และอาทิตย์ ก็สามารถทำให้จิตใจของผม
    รู้สึกสดชื่นได้  การเดินทางมาในครั้งนี้ จุดหมายแรกที่จะไป ครัวชมวาฬ ห่างจากหัวหินประมาณ 30 กม. สารถีของเราขับรถมาถึง
    แยก บ่อนอก ประมาณหลักกิโลเมตรที่สามร้อย ก็จะเห็นป้าย "ครับชมวาฬ" ขนาดพอสมควร วางพิงต้นมะขามเทศอยู่ ก็เลี้ยวซ้าย
    เข้าไปตามที่ป้ายบอก ขับเข้าไปได้สักพักตามทาง ก็จะเห็นป้ายอีกอัน แต่อันนี้เป็นตู้ไฟขนาดเล็ก ก็ทำให้เรามั่นใจได้ว่ามาไม่ผิดทาง
    ก็เลี้ยวขวาเข้าไปตามป้ายบอกทาง จนในที่สุดก็มาถึง ครัวชมวาฬ มองจากภายนอนบรรยากาศก็ดูเงียบสงบดี ครัวชมวาฬ เป็น
    ร้านอาหารกึ่ง รีสอร์ทขนาดเล็ก  มีห้องพักประมาณ  5 ห้อง มี 4 ห้องพักเล็ก 1 ห้องพักใหญ่ ห้องพักเล็กพักได้ห้องละ 3 คน
    แต่จะอยู่ 4 คนก็ได้ ราคาห้องละ 500 บาท ห้องใหญ่พักได้ 15 คน ราคาห้องละ 2800 บาท ร้านอาหารที่นี่ก็อยู่หางจากห้องพัก
    ไม่ใกล เดินผ่านศาลานั่งเล่นหลังแรก ก็จะพบกับร้านอาหาร ภายในบรรยากาศ เป็นแบบไม้ๆ มิได้ตกแต่งให้สวยหรูอะไรมากมาย
    แต่ดูเป็นธรรมชาติมากกว่า ผมจัดแจงสั่งอาหารเย็นทันที กะว่าจะพักผ่อนสักสองสามชั่วโมง เสร็จ แล้วจะออกไปเที่ยว กองบิน 53
    อ่าวมะนาว และอุทยานวิทยาศาสตร์ หว้ากอ และกะว่าจะรับทานอาหารที่อ่าวมาะนาวเสียเลย นี่คือโปรแกรมที่เราได้วางเอาใว้
    ในวันนี้ พักผ่อนพอมีแรง ประมาณเที่ยง ก็ออกเดินทางไป กองบิน 53 ขับรถเลยไปเข้าทางตัวเมืองประจวบฯ ก็จะเห็นป้ายสถานที่
    ท่องเที่ยว ก็ขับเข้าไปตามป้ายได้เลย อ่าวมะนาวเป็นชายหาดที่อยู่ภายใน กองบิน 53 เป็นชายหาดสีขาวทอดยาวตลอดแนวต้นสน
    อันร่มรื่น มีลักษณะโค้งเข้าเป็นวงกลมคล้ายลูกมะนาว ริมชายหาด มีร้านค้ามาตั้งเต้น ขายอาหารทะเลมากมาย เราจึงไม่รอช้า
    หาที่จอดรถ และก็มองหาเตียงผ้าใบที่อยู่ริมชายหาด รีบสั่งอาหารมารับทานทันที หลังจากรับทานอาหารเสร็จแล้ว
    ก็ขึ้นรถขับไปตามเส้นทาง ตามป้ายบอกทางไป จนถึงอุทยานวิทยาศาสตร์ หว้ากอ ด้านหน้ามีรูปปั้นปลาโลมาและป้ายอุทยาน
    พอเห็นก็ขับรถเข้าไปเลย วันที่เราไปวันนี้มีการปิดปรับปรุง พื้นที่บางส่วน เราจึงเข้าไปดูได้ไม่ค่อยเต็มที่สักเท่าไร แต่ก็ได้ความรู้
    ตื่นตาตื่นใจกลับออกมาไม่น้อยทีเดียว หลังจากกลับออกมา ก็ขับรถกลับมาแวะที่อ่าวมะนาวอีกครั้ง แต่มาในส่วนที่อยู่ท้ายหาด
    เป็นหาดที่ทอดยาวไม่ร้านค้า มีแต่แนวต้นสน บรรยากาศร่มรื่น นั่งชมบรรยากาศ ปล่อยอารมณ์ ไปกลับเสียงและเกลียวคลื่น
    สักพักพอชุ่มฉ่ำปอด ก็พากันขึ้นรถกลับบ้านพัก เวลาขณะนี้ก็ประมาณ สี่โมงครึ่งพอดี ตั้งใจใว้ว่ากลับไปพักสักหน่อย
    เดินเล่นริมชายหาดสักพัก ก็บอกแม่ครัวจัดสำรับกับข้าว มาตั้งที่ศาลาริมหาดประมาณหกโมงเย็นพอดิบพอดี   อาหารที่นี่อร่อยมักๆ
    ครับ สั่งอาหารทะเลมาประมาณหกอย่าง อร่อยทุกอย่างเลยครับ มื้อนี้หมดไป เจ็ดร้อยกว่าบาทถือว่าถูกครับ หลังจากรับประทาน
    อาหารเสร็จแล้ว ก็ต่างคนต่างพักผ่อนตามอาทยาศํยครับ ใครจะไปเดินเล่น นอนเปลยวน นั่งเล่นที่ศาลาริมหาด กลับเข้าห้องอาบน้ำ
    ก็ว่ากันไป พอดึกหน่อยก็ลากันไปนอนเอาแรง เตรียมตัวพรุ่งนี้ไปเที่ยวกันต่อ หลังเช็คเอ้าท์
             ตื่นนอนแต่เช้า ท้องฟ้าดูหมองๆ แต่จิตใจมิได้หมองตามท้องฟ้า กลับสดชื่นสดใสกับวันใหม่ หลังจากนอนฟังเสียงคลื่น
    กระทบชายฝั่งมาทั้งคืน ต่างคนต่างพากันเข้าห้องน้ำล้างหน้า แปลงฟัน บ้างก็ไปเดินเล่นชายหาด  ชมพระอทิตย์ขึ้นยามเช้า
    บ้างก็พากันวิ่งเล่นเอาเหงื่อออกบ้างเล็กๆน้อยๆ เสร็จแล้วค่อยไปอาบน้ำ จะได้สดชื่น ผมเดินไปสั่งข้าวต้มทะเลหม้อใหญ่
    ให้พร้อมเสริฟประมาณเก้าโมงเช้า รับทานอีกแล้ว และก็เป็นเช่นเคย มื้อนี้ก็ยังเป็นอาหารที่มีรสชาติอร่อยเหมือนเดิม กินกัน
    เหลือเฟือ มื้อนี้หมดไปสองร้อยห้าสิบบาท กินอิ่มแล้วก็จัดแจงเก็บข้าวเก็บของ เตรียมตัวจะไปเที่ยวกันต่อ ออกเดินทางประมาณ
    เที่ยง พอดีไม่รีบร้อน
             วันนี้จะไปเที่ยว อุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด และต่อด้วย ถ้ำพระยานคร ขับรถผ่านที่ทำการอุทยานไม่ได้แวะพัก
    เพราะเห็นว่ามากันสายมากแล้วเหดียวจะกลับกรุงเทพฯกันเย็นเกินไป เลยขับเลยไปถ้ำพระยานครเลย พอไปถึงวัดบางปู
    ก็เห็นป้ายบอกทางให้ขับเข้าไปจอดรถภายใน ในที่สุดก็ถึงจุดที่เราจะต้องนั่งเรือข้ามไปยังปากทางเข้าถ้ำพระยานคร
    บริเวณที่จอดรถสามารถมองเห็นทางเดินที่จะสามารถเดินไปได้เหมือนกันแต่มองดูแล้วรู้สึกว่าจะต้องเดินข้ามเขาลูกแรกเสียก่อน
    จึงจะไปถึงเขาลูกที่สองซึ่งเป็นถ้ำพระยานคร มีคนในพื้นที่เดินมาถามว่านั่งเรือไปใหม เหมาลำข้ามฝั่งไปที่ถ้ำเลย ไปกลับ
    พร้อมนั่งเรือเล่นรอบเกาะนมสาวด้วย สี่ร้อยบาท จึงตกลงนั่งเรือกันไม่รอช้า นั่งเรือประมาณ สิบนาที ก็ถึงหาดแหลมศาลา
    มองไปรอบๆ มีบ้านพักและเต้นท์ให้เช่าด้วย ขึ้นไปบนหาดมีค้านค้าขายอาหาร พวกเราไม่รอช้า เข้าไปสั่งอาหาร
    รับประทางตุนเอาใว้ก่อนเห็นเขาบอกว่าจะต้องเดินขึ้นเขาไปประมาณห้าร้อยเมตร ชันประมาณหกสิบองศาโดยเฉลี่ย
    หนักเอาการเหามือนกันครับ เพราะต้องคอยปีนบ้างบางครับ แต่พอไปถึงก็รู้สึกคุ้มครับ เพราะข้างในถ้ามีอากาศเย็นสบาย
    มีแสงลอดผ่าน ภายในถ้ำ เป็นลานกว้าง มีหินงอกหินย้อยลักษณะต่างๆมากมาย ห้องที่เป็นที่ตั้งของพลับพลาที่ประทับ
    สวยสุดยอดครับ แต่เสียดายที่เราไปสายไปหน่อย เจ้าหน้าที่ที่นั่นบอกว่าถ้าจะให้ดีต้องขึ้นมาประมาณเที่ยงๆกำลังสวย
    แสงจะส่องลงมายังพลับพลาที่ประทับพอดิบพอดี แต่มาได้เห็นขนาดนี้ก็รู้สึกคุ้มแล้วครับ พักเหนื่อยกันสักพัก
    เดินเล่นกันสักหน่อย ก็ออกเดินทางกลับไปยังหาดศาลา เพื่อต่อเรือไปชมเกาะนมสาวกัน วนรอบเกาะได้รอบนึง
    แล้วก็กลับมายังจุดที่มาขึ้นเรือ ได้คุยกับคนขับเรือว่า ถ้าไม่มาที่เกาะนมสาวจะประหยัดไปอีก สองร้อยบาทเพราะว่า
    ถ้าไปแค่ถ้ำพระยานครจะเสียค่าโดยสารสองร้อยบาทอยู่แล้ว อ้าว......ไม่เห็นบอกกันตั้งแต่ทีแรกเลย รู้งี้ไปถ้ำอย่างเดียว
    ดีกว่า แต่ไม่เป็นไรมีโอกาสได้แนะนำใครมาใหม่ก็คอยบอกๆกันแล้วกัน จะได้ไม่เสียรู้เขาอีกสองร้อยผมยังรู้สึกว่ายังแพงเลย
    น่าจะประมาณ ร้อยถึงร้อยห้าสิบกำลังสวย เป็นอันว่า ทริป สองวันหนึ่งคืนในครั้งนี้ก็จบลงได้อย่างประทั้บใจ
    ขากลับก็ไม่ลืมแวะ ซื้อของฝากกลับไปให้เพื่อนๆที่บ้านด้วย ถึงกรุงเทพฯประมาณ สามทุ่มโดยสวัสดิภาพ

    จากคุณ : toon01 - [ 6 ก.ย. 47 15:12:57 ]