CafeTech-ExchangePantip MarketChatPantownBlogGangGameRoom


    1 วัน... เที่ยวเมืองเกียงจู ..... A Day in Gyeong-ju, Korea

    เกียงจู  Gyeong-ju

    เกียงจูเป็นเมืองในสาธารณรัฐเกาหลี เป็นสถานที่ที่เจ้าภาพเลือกมาจัดการประชุม ที่ผู้เขียนได้มีโอกาสไปร่วม ระหว่างวันที่ 8 – 10 ธันวาคม 2547 จึงเป็นครั้งแรกที่ได้เยือนเมืองเกียงจู โดยเฉพาะฤดูนี้เป็นช่วงเวลาแห่งความหนาวเย็นเสียด้วย โชคดีที่เจ้าภาพซึ่งคือรัฐบาลเกาหลีได้จัดโปรแกรมทัวร์ไว้สำหรับพาเจ้าหน้าที่ที่มาประชุมไปชมสถานที่สำคัญๆ ของเกียงจูในช่วงครึ่งวันสุดท้ายหลังจบการประชุม ผู้เขียนและหัวหน้าจึงได้มีโอกาสได้เปิดหูเปิดตากับเมืองที่น่าทึ่งเมืองนี้

    วันที่ไปถึง อากาศหนาวเย็นยะเยือกมาก เราออกเดินทางจากกทม. ช่วงเที่ยงคืนกว่าๆ ไปต่อเครื่องที่ ปูซาน (Busan) แล้วไป โซล (Seoul) แล้วถึงบินกลับมาเกียงจู เป็นความซับซ้อนและเสียเวลามาก พอไปถึงจึงได้ทราบว่าจริงๆแล้ว แค่ไปลงปูซานแล้วนั่งรถมาชั่วโมงกว่าๆ ก็ถึงเกียงจูแล้ว โธ่..... หลงบินอ้อมเสียครึ่งวัน

    เกียงจู สำหรับคนเกาหลีคงคล้ายๆกับ อยุธยากับคนไทย คือเป็นเมืองหลวงเก่าของเกาหลีที่มีโบราณสถานที่สำคัญๆมากมาย ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดย UNESCO เนื่องจากเป็นสถานที่ตั้งของราชวงศ์ศิลา (Silla Kingdom)  ซึ่งมีวิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัย 57 ปีก่อนคริสตกาลจนถึง คศ 935 อาณาจักรศิลาจึงได้ล่มสลายไปจากการรุกรานของญี่ปุ่นใน ศตวรรษที่ 16 และราชวงศ์แมนจูในช่วงศตวรรษที่ 17  ในบริเวณเมืองเกียงจูจะสังเกตเห็นโดยทั่วไปว่ามีภูหญ้าเป็นลูกๆ ขนาดใหญ่ประมาณปิรามิดของอียิปต์ ตั้งกระจัดกระจายไปทั่วเมือง ซึ่งภูหญ้าเหล่านี้เป็นสถานที่ฝังศพและเก็บทรัพย์สมบัติ (Burial Mounds) ของกษัตริย์และผู้มีอำนาจในราชวงศ์ศิลา จุดที่มีภูหญ้าที่หนาแน่นหน่อยจะอยู่ในเมืองค่ะ เขาจะกันเป็นบริเวณคล้ายสวนสาธารณะเรียกว่า Tumuli Park เก็บค่าเข้าชมคนละ 3000 วอน หรือประมาณ 90 บาทค่ะ เสียค่าบัตรหนเดียว เดินเข้าเดินออกได้หลายรอบค่ะ ภายในภูเขาลูกๆนี้จะมีห้องโถงโล่งๆที่ผนังทำด้วยไม้ และมีโลงศพเป็นโลงไม้ตั้งตรงกลางโถง คอนเซปท์เดียวกันกับปิรามิดอียิปต์เพียงแต่เป็นไม้ไม่ใช่หิน ในกรณีที่เป็นสามีภรรยากัน บางสุสานก็จะฝังไว้ด้วยกัน แต่บางสุสานก็จะเป็นเหมือนภูแฝด คือมีสองลูกแต่เชื่อมต่อกันค่ะ

    สถานที่สำคัญแห่งหนึ่งที่เจ้าภาพได้พาเราไปชมคือ สุกุราม (Seokguram) ซึ่งเป็นพุทธสถานที่สำคัญของนิกายมหายาน และเป็นสถานที่สำคัญที่มีผู้มาสักการะมากมาย อาคารหลักสร้างด้วยหินแกรนิตมีลักษณะเป็นรูปโดม ภายในบรรจุพระพุทธรูปหินอ่อนสีขาว ลักษณะการสร้างนี้ได้รับอิทธิพลมาจากวัดที่อยู่ในถ้ำของอินเดีย  สุกุรามตั้งอยู่บนด้านหนึ่งของภูเขาโตฮัมซัน (Mt. Tohamsan) อยู่ด้านตะวันออกของเมืองเกียงจู ผู้ที่จะไปนมัสการพระพุทธรูปที่สุกุรามจะต้องเดินเลียบไหล่เขาไต่ระดับขึ้นไปประมาณเกือบครึ่งชั่วโมง วันที่เราไปลมหนาวพัดอู้ๆ ทำให้การเดินขึ้นเขาไม่เหนื่อยมาก แต่หนาวสั่นตลอดทางเลยค่ะ เช่นเดียวกับวัดอื่นๆที่สร้างขึ้นในสมัยเดียวกัน สุกุราม ถูกสร้างขึ้นโดยบัญชาของกษัตริย์กียองดุก (Gyeongdeok) ตามความเชื่อว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์จะช่วยเป็นอำนาจเสริมปกป้องความผาสุขของชาวเมืองจากศัตรูและความชั่วร้าย สุกุรามสร้างเสร็จในสมัยกษัตริย์ไฮเย-กง (Hyegong) ซึ่งได้ตั้งใจให้สุกุรามเป็นอารามหลวงเพื่อการทำพิธีกรรมทางศาสนาเป็นการภายในสำหรับสมาชิกราชวงศ์ (Royal Private Chapel) ในขณะที่วัดบุลกุกซา (Bulguksa) ซึ่งเจ้าภาพจะพาไปชมต่อไปนั้นจะเป็นอารามสำหรับให้สาธารณชนสักการะ  

    วัดบุลกุกซา Bulguksa Temple ที่เจ้าภาพพาเราไปชมต่อมาเป็นวัดขนาดใหญ่มาก วัดนี้ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นพุทธสถานที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ และเป็นสัญลักษณ์ของดินแดนแห่งธรรมะและนิพพานภายหลังการตรัสรู้ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า กลุ่มสถาปัตยกรรมที่ประกอบกันเป็นวัดบุลกุกซานั้นสร้างขึ้นจากหินภูเขา ด้านหน้ามีบันไดทอดยาวขึ้นไป 33 ขั้นสู่ศาสนสถานซึ่งยกระดับอยู่สูงกว่าพื้นปกติ บันไดที่ทอดขึ้นด้านหน้านี้มี 2 บันไดเรียกว่าสะพานเมฆขาว และสะพานเมฆฟ้า (The Bridge of White Cloud and the Bridge of Blue Cloud) สำหรับบันได 33 ขั้นนั้นเป็นเครื่องหมายแทนสวรรค์ภพ 33 ชั้น ปัจจุบันนักท่องเที่ยวไม่สามารถเดินขึ้นบนบันไดดังกล่าวได้ค่ะ ต้องเดินอ้อมไปเข้าอีกมุมหนึ่งด้านข้าง ในศาสนสถานได้แบ่งออกเป็น 2 บริเวณ ได้แก่บริเวณสุขมุณี (Seakgamoni “impure land”) และบริเวณอมิตตาภา หรือนิพพาน (Amitabha “the boundless light) ซึ่งบริเวณสุขมุณีเป็นบริเวณที่กว้างกว่าบริเวณนิพพาน วิหารหลักของบริเวณนี้มีพระพุทธรูปทององค์ใหญ่เป็นประธานประดิษฐานอยู่ภายในไว้เป็นสถานที่ประกอบพิธีกรรมทางศาสนา สำหรับบริเวณอมิตาภานั้นอยู่แยกไปทางซ้ายของลานหลัก มีทางเข้าแยกต่างหากและมีบันไดทอดขึ้นชื่อสะพานบงกช (Lotus Bridge) และสะพานเจ็ดสมบัติ (Bridge of Seven Treasures) ในบริเวณวัดบุลกุกซานี้ สถาปัตยกรรมที่เด่นที่สุดคือเจดีย์คู่ทำด้วยหินประดิษฐานในบริเวณลานหลัก พระเจดีย์คู่นี้ได้ถูกสร้างมากว่า 12 ศตวรรษแล้ว และรอดจากเพลิงไหม้ซึ่งได้เผาผลาญวัดบุลกุกซาไปทั้งวัดเมื่อครั้งเกิดสงคราม ในบริเวณวัดนี้มีความงดงามและความอ่อนช้อยของลวดลายและการก่อสร้างที่พิถีพิถันอยู่ในทุกมุมมอง น่าเสียดายที่เรามีเวลาที่นี่เพียงหนึ่งชั่วโมงเท่านั้น  หากมีโอกาสมาเที่ยวเองผู้เขียนก็อยากใช้เวลาทั้งวันชื่นชมบรรยากาศที่นี่ และนั่งนึกภาพว่าคนสมัยนั้นเขามีศรัทธามากเพียงใด ถึงได้ก่อสร้างสถานที่ที่เปี่ยมด้วยความงดงามและสุขสงบได้ขนาดนี้

    เกียงจูยังมีสถานที่สำคัญๆ ในบริเวณเมืองอีกสองสามแห่งค่ะ ผู้เขียนได้มีโอกาสเดินชมเมืองไม่กี่ชั่วโมงในวันแรกที่มาถึง พอได้ผ่านๆ บางแห่งบ้าง แต่ที่น่าสนใจคือชีวิตชาวบ้าน ช่วงที่ไปนี้ชาวเมืองกำลังง่วนกับการเก็บผักกาดมาทำกิมจิ ซึ่งเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้คู่กับการรับประทานอาหารของคนเกาหลี คนเมืองนี้ยังมีลักษณะเป็นชาวบ้านต่างจังหวัดกันอยู่ค่ะ บรรยากาศจึงสงบๆ ไม่วุ่นวาย หากมีโอกาสวันหลังได้มาเยือนในฤดูที่ไม่หนาวมาก ชาวเมืองเขาแนะนำให้เช่าจักรยานค่ะ ถีบรอบเมืองนี้ไม่ไกลเลย แต่อากาศดีที่สุดเลยค่ะ

    ชมภาพ และเรื่องราวเพิ่มเติมที่นี่ค่ะ

    http://www.rpst-digital.org/forum/showthread.php?t=2231

     
     

    จากคุณ : Michy - [ 16 ก.พ. 48 12:14:28 ]

 
 


ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป