ความคิดเห็นที่ 8
มีบทวิจารณ์ ตั๊ดสู้ฟุด ของ คุณนันทขว้าง สิรสุนทร ด้วยล่ะ ..
***********************************
http://www.oknation.net/blog/nantakwang/2007/07/19/entry-1
ตั๊ด สู้ ฟุด : ตุ๊ดเป็น "พระรอง" การตัดต่อ เป็น "พระเอก" นายทุนหนังคนหนึ่งเคยบอกผมว่า ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาและอีกหลายปีนับจากเวลานี้...อุตสาหกรรมหนังไทยจะคล้ายๆ ยุทธจักรในปลายๆ ของวรรณกรรมยุคกลาง กล่าวคือมีสำนักต่างๆ อยู่ไม่กี่แห่งที่โดดเด่นในบู๊ลิ้ม
ถ้าอย่างนั้น GTH จะเป็นสำนักใดหรือ ? (เส้าหลินไม่น่าจะใช่ เพราะสำนักนี้เคร่งขรึมเกินไป) จะเป็นนามใดคงไม่สำคัญว่า GTH ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงตัวเอง ปรับสภาพให้อยู่ได้กับภูมิอากาศของหนังไทย ...จนกล่าวได้ว่า ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา งานของ GTH แม้จะมีการตลาดผสมผสานอยู่มาก แต่ขณะเดียวกันแนวทางของหนัง ก็มีความหลากหลายไปด้วยพร้อมๆ กัน
มีหนังรักอย่าง season change หรือเพื่อนสนิท ก็มีหนังผีอย่าง 'เด็กหอ', ชัตเตอร์ฯ และ 'แฝด' ....มีหนังตลกอย่าง โกยเถอะโยม ก็มีหนังตามใจตัวเองอย่าง 'มหา'ลัยเหมืองแร่' ...มีหนังหวือหวาย้อนยุคที่ทำเงินยากอย่าง 'เก๋าเก๋า' ก็มีหนังทดลองตลาด ที่นำร่องไปก่อนอย่าง final score
จะเห็นว่าแค่ตัวอย่างที่ยกมานี้ แนวหนัง ตระกูลหนังของ GTH ค่อนข้างหลากหลายและมีสีสันมากกว่าทุกบริษัท แถมมีโบนัสที่ผู้คนบอกว่าเกิดขึ้นเองธรรมชาติและถูกตั้งข้อสงสัยว่า ทำไมมีการประท้วงจนบ่อยผิดสังเกต ? อันนั้นแล้วแต่นานาจิตตัง
แม้แนวทางหนังของค่ายผสมชื่อนี้จะมีความหลากหลาย แต่ GTH ไม่ได้สุ่มเสี่ยงจนเกินไป หลายครั้งทางเดินของเรื่องหรือบรรยากาศโดยรวม อิงกับตลาดมากกว่าที่จะวิ่งออกไปโดยไม่รู้ทิศทาง ถ้าข้อสังเกตเป็นแบบนี้ จะเล่นธีมเรื่องเด็กสาววัยเรียน, เกย์ หรือผี กระทั่ง 'คนนอก'(outsider) ในสังคมชายขอบ นั่นคงไม่สำคัญเท่ากับรูปแบบ หรืออีกนัย 'เรื่อง' ไม่สำคัญเท่ากับการ 'เอามาเล่า' อย่างไร
season change ก็คือเพื่อนสนิท(คนใหม่), ชัตเตอร์ฯ ก็อาจคือ 'แฝด' ที่อยู่ในบ้าน และถึงตรงนี้ งานที่พยายามจะ 'หลบ' หรือลดคำให้ผ่อนคลายลงอย่าง 'ตั๊ด สู้ ฟุด' ก็คือ โกยเถอะโยม ที่วิ่งมาไกลถึงบู๊ลิ้ม...
มีข้อสังเกตอย่างหนึ่ง ที่ผมคิดเอาเองว่าดี ข้อสังเกตที่ว่านี้ก็คือ งานของ GTH มักจะไม่เสี่ยงอะไรกับทุนสร้างใหญ่โตแบบ 'ต้มยำกุ้ง' ที่ถ้าได้ก็ได้ ถ้าล้มก็พัง ปาดเหงื่อยาวๆ
เทสต์จากคนทำงานที่มีคุณภาพหลายคนและแคแรคเตอร์ของคนโฆษณา ที่วนเวียนอยู่ในสำนักนี้ต่างหาก ที่ถูกดึงออกมาให้คิดตีโจทย์กันว่า จะเรื่องอะไร มาเล่าอย่างไร (เหมือนวัลลีขายไม่ได้ ก็ต้องหาปาติหานมาขายแทน ส่วนเจ๊แสงดาว ช่างมันเถอะ - ฮา)
จึงน่าติดตามว่า เพลย์เซฟที่มีรสนิยมอย่าง GTH, ลงรากหญ้าแบบพระนครฟิล์ม และใหญ่บ้างเล็กบ้างแบบ 'สหมงคลฟิล์ม' นั้น...โจทย์ใครจะถูกกว่ากัน อาจถูกหมดหรือผิดบ้าง ...ก็น่าติดตาม
และที่สุด อย่างที่จอมยุทธผู้กล้าได้บอกไว้ พวกเขาอาจจะชนะกันที่ 'ครึ่งกระบวนเพลง' คำๆ นี้คือ การมองขาดว่า จะเอาตัวละคร หรือเอาธีมมาพลิกอย่างไร กล่าวถึงที่สุด ถ้าเป็นเกย์...จะพรีเซนต์แบบไหน ถ้าเป็นพระ ถ้าพระอย่างไร (ใครงง ลองนึกเทียบระหว่าง 'เกย์' ใน 'โกยเถอะเกย์' กับ 'เกย์' ใน 'ตั๊ดสู้ฟุด' (ผิดเพศคือ gay หมด )...แล้วดูผลประกอบการ ซึ่งข้าพเจ้าขอพนันว่า ตั๊ดสู้ฟุด งาบสนิทเรื่องรายได้)
เหล่านี้ วัดเอาจากความเข้าใจในความเป็น 'อารมณ์สังคมไทย' ช่วงนั้น ซึ่งตั้งแต่เปิดสำนัก GTH มา มาสเตอร์พีซด้านการตลาดยังเป็น 'แฟนฉัน' ถ้าแยกย่อยลงไปตามตัวอักษร อาจเท่ากับทฤษฏีดังนี้ = G(คู่กรรม) T(2499 อันธพาลครองเมือง) และ H(15 ค่ำฯ)
หากท่านอ่านแล้วไม่เข้าใจ ก็ขอให้ยอมๆ ต่อข้าพเจ้า เหมือนที่จะหยวนๆ กับเรื่องในหนัง 'ตั๊ดสู้ฟุด' ที่ดูไปดูมาแล้ว ไม่ต้องไปสนใจว่า ใครไม่ถูกกับใคร ทิ้งรายละเอียดได้ กุมพล็อตหลักๆ เอาไว้ก็พอ
ผมคิดว่าถ้าไม่นับ หม่ำ จ๊กม๊ก แล้ว ชั่วโมงนี้ คุณจตุรงค์ จ๊กม๊ก เหนือกว่าทุกคนเมื่อเทียบกับหนังที่สองเรื่องแรก ขณะที่ หม่ำ ได้รับอิทธิพลมาจากหนังเฉินหลง เล่นกับสถานการณ์ แก้ปัญหาจากเรื่องที่วิ่งเข้ามา งานของคุณจตุรงค์ เด็ดขาดกว่า คมคายกว่าด้วยมุขตลกที่เล่นกับจริตของสังคมไทย
การเอาขนบหรือ typical ของหนังจีนมาล้อในลักษณะ parody ดูน่าสนใจกว่าพล็อตแก๊งสามแก๊งที่แย่งชิงอำนาจใน....ไวยากรณ์ของหนัง อาทิ การตัดต่อ ดูโดดเด่นน่าทึ่งมากกว่าวิทยายุทธของ 'อาเฟย' 'เสิ่นปอ' และ 'หม่าย่งไห่' รวมกัน
ความแตกต่างที่เห็นได้ชัดระหว่าง 'ตั๊ดสู้ฟุด' เมื่อยืนเปรียบมวยกับ 'โกยเถอะโยม' ก็คือ ความเป็นหนังที่มากขึ้น มีเรื่องราวมากขึ้น จับอะไรได้เป็นรูปธรรมขึ้น แต่ข้อด้อยที่ยังคงปรากฏให้เห็นก็คือ การเชื่อมต่อจากส่วนต้นไปช่วงกลาง จากช่วงกลางไปตอนท้าย ...หลุดออกไปกันเป็นห้วงๆ
อาเต๋า อาจจะเป็นพระเอกในหนังตัวจริง แต่ฮีโร่ของแท้ ไม่มีใครเกินงานด้านการตัดต่อ ความเชี่ยวหรือชั่วโมงบินที่สูงของคนตัดต่อหนังเรื่องนี้ ทำให้แผลสดๆ 2-3 จุด ถูกปิดไปจนเกือบมองไม่เห็น ...การตัดต่อที่เล่นกับจังหวะและสปีด ทำให้คนดูไม่รู้เบื่อ ทั้งที่ควรจะเริ่มเบื่อกับมุขที่ไม่คมในบางช่วงบางตอน ดูแบบถูกหนังลากพาไปเรื่อยๆ คงไม่เห็นอะไรมาก แต่ถ้าพินิจกันบ้าง ข้อบกพร่องก็มีให้เห็น
จุดเด่นอย่างหนึ่งของคุณจตุรงค์ ที่ผมชอบก็คือ เขารู้ว่ามุขแบบไหน จะปกคลุมรากหญ้ามาจนถึงชนชั้นกลาง แม้มันจะเชยสำหรับคนกลุ่มหนึ่ง แต่มันก็อาจจะเวิร์คสำหรับคนดูอีกกลุ่มหนึ่ง ข้อสังเกตคือ มุขที่ไม่เวิร์คในหนังโกยเถอะโยม ก็ยังมาปรากฏอยู่ในตั๊ดสู้ฟุด จนน่าคิดว่ามันอาจใช้ได้ดีกับคนดูที่แตกต่างลักษณะกันออกไป ไม่เก็ทหมด แต่หว่านออกไป จะมีที่โดนบ้างไม่โดนบ้าง
ตุ๊ดอาจจะเป็นพระเอก แต่ฮีโร่จริงๆ คืองานโปรดักชั่น โดยเฉพาะการตัดต่อ
คงเป็นเรื่องผิดพลาดอย่างไม่น่าให้อภัย ถ้าจะไม่ชม คุณบอย สิทธิชัย ผาบชมภู ในบทของ 'อาเต๋า' ผู้แกร่งกร้าน อ่อนไหว ผู้เป็นชายชาตรีและดัดจริต พลิกแพลงการแสดงเก่ง และไหลลื่นไปกับบทบาทของตัวเอง
ส่วน ปกฉัตร เทียมชัย ในบทของ 'เพ่ย เพ่ย' ก็เรียกความเอ็นดูจากผู้ชมด้วยอาการมีสติสลับหลุดบ้า
ปกฉัตรนี่เล่นหน้าเก่งกว่าบอยนะครับ แต่คุณบอย เล่น body ได้เยอะ หนังเลยสนุก
อย่างไรก็ตาม ตัวละครคนหนึ่งที่ผมรู้สึกขำทุกครั้งที่พอโผลหน้าออกมา ก็คือ นุ้ย เชิญยิ้ม ในบทอาคุน บทพวกพูดหน้าตายนี่ สร้างคนมาเยอะแล้วในวงการหนังและแวดวงตลก
ในบรรดาหนังใหม่ที่เข้าฉายในสัปดาห์นี้ แน่นอนว่า 'ตั๊ดสู้ฟุด' ไม่ใช่เรื่องที่ดีที่สุดในแง่ของศิลปะภาพยนตร์ แต่ในมุมของความสุขและงานเรียกเสียงหัวเราะ ไม่มีหนังเรื่องไหนอีกแล้วในสุดสัปดาห์นี้ ที่จะเหมาะเป็นหนังครอบครัวเพื่อความบันเทิงอย่าง 'ตั๊ดสู้ฟุด'
ดูเอาฮา ไม่ต้องคิดมาก (เพราะชีวิตมีเรื่องที่ต้องคิดอีกมาก) เอาไว้ดูหนังอย่าง lemming หรือ little children แล้วค่อยคิด
น่าสนใจว่า ถ้าเอาจอมยุทธอย่าง 'ตั๊ดสู้ฟุด' มาประลองกับ 'อีส้ม สมหวัง' ในแง่รายได้ ผมว่าโดย sense ตั๊ดสู้ฟุด ชนะใน 5 กระบวนเพลง(คือสู้กันพักใหญ่)
แต่ทั้งสองเรื่องคงได้สตางค์อยู่พอสมควรจากช่วงสังคมไทยขาลง และบางทีหนังเรื่องนี้ อาจจะช่วยให้อนุโลมให้กระเทยในครอบครัวจีน ประเทศไทย เป็นตุ๊ดได้โล่งสะดวกมากขึ้น
"เอาเถอะ...ตุ๊ดจะรุ่งเรืองแค่ไหนในพีเรียดนี้ ข้าพเจ้าแม่นแล้วที่จะชัดเจนในคุณภาพชายแท้ ทั้งในและนอก" อาแฟรงค์ สิเนตร้า หนึ่งใน AF7 กล่าว..(AF = Alien Face)
"..ว่าแต่ว่า..เอ่อ..ตุ๊ดในหนังนี่ดีนะ มีคุณประโยชน์ปกป้อง ไม่เหมือนตุ๊ดแถวฝั่งธนฯ ข้างบ้านข้าพเจ้า ที่ไม่ค่อยจะสู้กะใคร ..รอแต่จะฟัด เอ๊ย ตั๊ด ลูกเดียว.." (ฮา)
จากคุณ :
Cz-da-WerL
- [
27 ก.ค. 50 18:34:04
]
|
|
|