Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com | Torakhong.org | GameRoom


    ภาพยนตร์การ์ตูนประวัติพระพุทธเจ้าผีมือคนไทย (ล้วนๆ) เกือบจะเสร็จแล้วครับ

    เมื่อปลายปี 48 เมื่อผมตั้งใจที่จะทำรายการธรรมะสำหรับเด็กและเยาวชน ได้ไปประชุมกันที่สถานีโทรทัศน์แห่งหนึ่ง มีท่านว.วชิรเมธี เป็นประธานการประชุม

    เราคุยกันหลายเรื่อง ท่านว. เสนอให้นำพระบรมราโชวาทของในหลวงมาทำเป็นละคร กึ่งเรียลลิตี้ เพื่อให้เห็นขั้นตอนการทำงานของพวกเขา ผ่านความคิดที่สร้างสรรค์และได้เรียนรู้ พระบรมราโชวาทของในหลวงท่านไปด้วย
    เพราะปีนั้นเรียลลิตี้กำลังมาแรงสุดๆๆ

    หลังจากที่ทุกคนสรุปจบเรื่องที่ตนเองอยากทำกันหมดแล้ว เป็นคราวของผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งอยู่ในวัยกลางคน สีหน้าเรียบเฉย รับฟังพวกเราอย่างตั้งใจทุกครั้งที่ผมหรือเพื่อนในกลุ่มคุยกัน เธอก็จะอมยิ้มน้อยๆ ราวกับแม่ที่ชื่นชมในความคิดของลูกๆ

    ผมไม่รู้ว่าเธอคือใคร ไม่รู้ว่าเธอมาทำไม และไม่คิดว่าเธอจะเกี่ยวอะไรกับการทำสื่อ ที่ออกจะเน้นเด็กๆ และวัยรุ่นแบบนี้ เพราะท่าทางเธอดูนิ่ง ...เฉยจนพวกเราไม่คิดว่าเธอจะเกี่ยวข้องด้วย

    ก่อนที่ทุกอย่างจะจบ ด้วยข้อสรุปของพวกเรา ผมหันไปถามเธอว่า เธอมีไอเดียอะไรมาเสนอหรือ

    เธอหยิบแฟ้มงานเล่มใหญ่ ซึ่งหน้าแรกๆ เต็มไปด้วยเอกสารที่เกี่ยวกับบริษัทอะไรซักอย่าง เธอพูดอย่างกระตือรือร้นถึงพ้นงานที่เธอเตรียมมานำเสนอ ให้ที่ประชุมของเราดูกัน

    ผมแทบจะไม่สนใจอะไรมากนัก เพราะคิดว่าคงเป็นงานที่ผู้ใหญ่คิดและยัดเยียดให้เด็กดูตามปกติเหมือนที่เคยร่วมงานมา

    แต่เมื่อเธออธิบายพร้อมทั้งเปิดพลิกข้ามหน้าไปที่หน้าที่มีภาพประกอบ

    สายตาทุกคู่ของเราทุกคนที่อยู่ในที่นั้นหยุดมองเป็นตาเดียวกัน เพราะมันเป็นภาพการ์ตูน ที่สวยที่สุดที่ผมเคยเห็นมามันหยุดอยู่ตรงหน้าของผม

    ภาพพระพุทธเจ้า ในฉบับวอลดิสนีย์  (ผมคิด)

    นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเห็น เธอยังคงเป็นภาพในหน้าถัดๆไปให้ผมดูอย่างกระตือรือร้น แต่เป็นผมเองที่หยุดภาพเหล่านั้นให้ช้าลง เพราะทุกอิริยาบถที่เคยจินตนาการ มันกำลังโลดแล่นอยู่ตรงหน้าอย่างมีชีวิตชีวาและสีสันสะดุดตาสุดๆๆ

    เธออธิบายว่าสิ่งที่เธอทำคือ ภาพยนตร์แอนนิเมชั่น
    ชื่อเรื่องว่า ประวัติพระพุทธเจ้า หรือ The life of Buddha

    เป็นฝีมือการวาดของคนไทย .....ผมถามย้ำคนไทยจริงหรือ .....นี่มันวอลดิสนีย์ชัดๆ

    เธอบอกว่า นี่แหละ...ที่วอลดิสนีย์ก็ฝีมือคนไทย

    ผมแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง ว่าจะมีสื่อที่ดีที่สุดและสวยที่สุดเกิดขึ้นตรงหน้าในตอนนั้น

    วันนั้นแม้ว่าจะเป็นเวลาที่ดึกมากๆแล้ว แต่ทั้งผมและท่านว.ต่างใจจดใจจ่อกับการอธิบาย ผลงานและแนวคิดที่เป็นรูปธรรมยิ่งกว่าอะไรทั้งหมดของเธอคนนี้ โดยลืมสิ่งที่เราคุยกันมาอย่างยาวนานไปเสียสิ้น

    เธอแนะนำตัวเองว่า ชื่อ ดร. วัลลภา พิมพ์ทอง

    เราตัดสินใจตามเธอไปดูสำนักงานที่วาดการ์ตูน  เป็นตึกแถวคูหาเดียวแถวถ.วงศ์สว่าง เลยบิ๊กซีวงศ์สว่างไปหน่อย

    หลังจากดูทุกอย่างเรียบร้อย เราค่อยมีเวลาสงบใจนั่งคุยกัน จึงได้ทราบปํญหาจากเธอว่า หนังเรื่องนี้ สร้างขึ้นด้วยแรงศรัทธาที่เธอมีต่อพุทธศาสนาและพระพุทธเจ้า เมื่อครั้งเธอไปเรียนต่อปริญญาเอก ที่อินเดีย

    ประกอบกับเธอทำสื่อเพื่อการศึกษาของเด็กอยู่แล้ว และตอนนั้นมีหน่วยงานของรัฐหน่วยงานหนึ่งมาว่าจ้างเธอให้อบรมการเขียนแอนนิเมชั่นให้กับคนจำนวนหนึ่ง ประมาณ 120  คน โดยเซ็นสัญญาว่าจ้างกัน ต่อมาภายหลังคนที่จบไปไม่ครบ หน่วยงานดังกล่าวจึงถือโอกาสเบี้ยวค่าจ้างที่เซ็นสัญญากับเธอไว้ โดยที่เธอได้เริ่มและตั้งใจที่จะทำหนังแอนนิเมชั่นเรื่องนี้ เพื่อรองรับคนที่จะจบมา เพราะเชื่อว่า ด้วยงบที่หน่วยงานของรัฐดังกล่าวสนับสนุน คงพอที่จะทำให้เสร็จ แต่เมื่อเกิดการเบี้ยวสัญญาขึ้น ทำให้เธอต้องรับผิดชอบภาระทั้งการผลิตหนังและคนที่จบออกมา

    เพราะเธอเสียดายทั้งความทุ่มเทและโอกาสที่เราจะได้มีหนังการ์ตูนไทยดีๆแบบนี้

    จึงตัดสินใจ รวมทีมที่สอน คือคนที่เคยวาดให้กับทางวอลดิสนีย์และทีมที่เรียน จำนวนหนึ่ง ....วาดต่อ
    และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมดด้วยตัวเธอเอง พร้อมกับดำเนินการฟ้องร้องหน่วยงานของรัฐ

    เวลาผ่านไป งบประมาณจากที่ตั้งไว้ 50 ล้านเริ่มบานปลายออกไป แพงสุดคือ ค่าแรงการวาด เพราะต้องละเอียดมากถึง 24 ภาพต่อวินาที

    เธอเริ่มเอาที่ดินมาจำนอง จำเป็นต้องขายบ้าน เริ่มกู้หนี้ ยืมสิน พี่น้อง เครือญาติ  

    ตอนแรกผมไม่คิดว่าเธอจะเดือดร้อนอะไรมากมายและคิดว่าเราจะช่วยอะไรไม่ได้มาก

    คิดแต่ว่าจะช่วยกันทำให้หนังนี้ออกไปสู่สายตาคนดูมากที่สุด เราจึงตั้งกลุ่มกันขึ้นมาชื่อว่า ธรรมะการ์ตูน 80 พรรษามหาราช เป็นชื่อที่ท่านว.ตั้งขึ้น

    เพื่อขับเคลื่อนให้หนังเรื่องนี้ ไม่ต้องออกมาในรูปของธุรกิจ

    ดร.วัลลภา ซึ่งต่อมาผมเรียกท่านว่า อาจารย์วัลลภา เห็นด้วย
    เพราะเจตนารมณ์ของเธอ คือต้องการให้เรามีสื่อที่ดี ที่ดูได้ชั่วลูกชั่วหลาน เป็นบุญกุศลที่ทำร่วมกัน

    มติกลุ่มเบื้องต้น เรียนเชิญ ท่านอาจารย์ ดร.สุเมธ  ตันติเวชกุล เป็นที่ปรึกษา

    ผมดำเนินการกราบเรียนเชิญท่าน  ท่านดร.สุเมธ ตอบตกลงหลังจากเห็นโครงการของเรา โดยไม่มีพิธีรีตอง

    เราจัดแถลงข่าวกันที่มูลนิธิชัยพัฒนา โดยความอนุเคราะห์อย่างสูงสุดจากอาจารย์ดร.สุเมธ

    ผมคิดว่ามันจะง่าย

    คิดว่าเมื่อคนรู้ คงมีคนมาช่วยกันสนับสนุน
    ท่านอาจารย์ดร. สุเมธ ให้คำปรึกษาและพยายามผลักเข้าสู่โครงการของมูลนิธิประเทศไทยใสสะอาด เพื่อเป็นโครงการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม เพื่อของบประมาณสนับสนุนจากองค์กรแหล่งทุน

    แต่มันไม่ง่ายนัก เพราะภาพลักษณ์ของเรา ยังเป็นบริษัท แม้ว่าเราจะตั้งกลุ่มขึ้นมา แต่ในแง่สังคม คงไม่มีใครสนใจกลุ่มเล็กๆอย่างพวกเรา ...และเพราะมันไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายด้วย

    เราจึงถอนตัวออกมา ไม่อยากรบกวนท่านอาจารย์ดร.สุเมธมาก

    และหาทางออกทางอื่น เงินทองที่อาจารย์วัลลภา หยิบยืมก็เริ่มพร่องไปมาก

    ผ่านไปหนึ่งปี เราช่วยกันทำแทบทุกอย่างเพื่อให้ได้เงินมาเป็นค่าแรง วิ่งหาทุกวัน ทุกที่  โดยเฉพาะอาจารย์วัลลภา ต้องขายรถเบนซ์ที่ตนขับไป เปลี่ยนมาเป็นรถโตโยต้าโซลูน่ารุ่นเก่าธรรมดาคันหนึ่ง (ที่ขอยืมญาติมาใช้)

    ทุกครั้งที่คุยกันอาจารย์จะต้องเสียงสั่น ด้วยความสิ้นหวังหลังบากหน้าไปขอกู้ ขอยืมเงินทองจากทุกคนที่รู้จัก

    ในที่สุดไม่มีทางเลือกอื่น  เห็นน้ำใจและความทุ่มเทจากใจจริงของท่าน จนยากจะบรรยายออกมาได้ ...ผมตัดสินใจช่วยท่านด้วย....บ้าน


    สถานการณ์ดีขึ้นบ้าง แต่อาจารย์ยังต้องแบกรับภาระหนี้สิน และการทวงหนี้ แบบถึงรากถึงโคน  เช้าถามเย็นถาม


    เราไปธนาคารออมสินด้วยกันเพื่อขอให้ช่วยสนับสนุน ดูเหมือนวิสัยทัศน์ในเรื่องการเผยแผ่ธรรมะผ่านการ์ตูนนั้น ช่างจำกัดเสียเหลือเกิน เพราะเมื่อมองในแง่การลงทุนแล้วเขาคิดว่า ผลตอบแทนต่ำ ความเสี่ยงสูง โอกาสได้ทุนคืนยาก

    แต่ถ้ามองในแง่คุณค่าหล่ะครับ เด็กอีกนับไม่ถ้วนที่จะได้แรงบันดาลใจ และเข้าใจว่า ทำไมต้องมีพระพุทธเจ้า พระองค์สอนอะไร ทำไมต้องบวช แล้วอะไรต่ออะไร ในพุทธศาสนาก็พรั่งพรูออกมา ...จากหนังการ์ตูนที่สวยที่สุดเรื่องนี้


    เรารอแล้วรออีก อาจารย์เหนื่อยสุด

    หลังจากนั้นเราได้ออกรายการเจาะใจ มีคนสนใจมากขึ้น
    ทุกคนชื่นชม หลายคนช่วยเหลือ บางคนมาร่วมกันผลักดัน  ประชุมคุยกัน ช่วยกันคิด ...แต่ไม่ค่อยได้ทำอะไรมากนัก

    เรื่องเงินทองเป็นเรื่องที่ใครก็อยากได้ แต่ไม่อยากให้ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะภาพ มันยังดูแยกแยะลำบาก เพราะทำงานด้วยบริษัท จะบริจาคก็ไม่ได้ แต่มันเป็นงานศาสนา พวกที่เป็นธุรกิจ ก็ไม่อยากลงทุน เพราะไม่คุ้ม

    ซึ่งสำหรับผม ผมคิดว่า งานนี้มันเป็นงานศาสนาที่จะช่วยเปลี่ยนสังคมนี้ให้ดีขึ้น ให้มีศีลธรรมมากขึ้น
    ทำให้คน...โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ที่จะได้ใกล้ชิดกับพระพุทธเจ้าและหลักธรรมะที่ท่านสอน ผ่านสื่อและการ์ตูน ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญ เหมือนเมื่อตอนเด็กๆที่เราดู ดราก้อนบอล หรืออะไรพวกนี้แล้วเราก็ชอบ อยากทำดี ช่วยคนอื่น ...แต่หนังเรื่องนี้...ยิ่งกว่านั้นเยอะ


    ตอนนี้ ทางออกและทางรอดที่ยังมีหวังคือ พึ่งพลังของคนที่เห็นคุณค่าของงานนี้ ว่ามันจะให้ผลในทางจิตใจ โดยเฉพาะกับเด็กๆ ที่กำลังรอดู และรอว่าผู้ใหญ่ในยุคนี้จะได้ให้อะไรกับเขาบ้าง

    หนังเรื่องนี้เป็นหนังของคนไทยทุกคนที่จะได้ภูมิใจ เป็นหนังแห่งธรรมะ ที่จะชนะพวกหนังผีทั้งหลายที่อยู่มากมาย จนคนตายแล้วตายอีกก็ไม่หมดสิ้น

    แต่หนังธรรมะดีๆสักเรื่องน่าจะมีคนสนับสนุนบ้าง

    ล่าสุด ผมเข้าไปกราบขอความช่วยเหลือ จาก อาจารย์ ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม รมต. กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ท่านใจดีมากโทรหาธนาคารออมสินให้เลยตั้งแต่วันนั้น และท่านยังรับปากว่าจะช่วยเหลืออย่างเต็มความสามารถ แต่ด้วยศักยภาพของหน่วยงานราชการ (โดยเฉพาะรัฐบาลนี้ซึ่งจะอยู่อีกไม่นาน) การช่วยเหลือคงจะไม่ทันท่วงทีเป็นแน่ เพราะเงินต้องใช้ทุกวัน เพราะเราต้องรีบทันให้วันสำคัญที่สุดวันหนึ่งของคนไทยทั้งชาติในปีนี้

    หวังว่า ถ้าช่วยกันได้เร็ว หนังเสร็จเร็ว เด็กไทยได้ดูกันเร็ว
    แล้วเขาคิดกันได้เร็ว  เกิดศรัทธาได้เร็ว ปัญญาเกิดได้เร็วเท่าไหร่

    ก็เท่ากับเราได้ช่วยให้ประเทศก้าวหน้า ...อีกก้าวหนึ่งเร็วเท่านั้น

    เมื่อวานอ.วัลลภาได้บอกผมว่ามีบริษัทหนึ่งของประเทศเยอรมันติดต่อมาจะขอซื้อหนังเรื่องนี้ โดยต้องการซื้อลิขสิทธิ์ไปเป็นของเขาทั้งหมด โดยยินดีจ่ายเงินร้อยล้านให้เลยทีเดียว แวบแรกผมคิดว่าคงจะดีหนี้สินทุกอย่างจะสูญสิ้น อ.ไม่ต้องแบกรับภาระนี้อีกต่อไป ผมได้บ้านได้เงินคืน แต่เมื่อคิดดูอีกที เราสองคนคงไม่บังอาจขายหนังแอนนิเมชั่นที่ดีที่สุดที่เป็นฝีมือคนไทยล้วนๆเรื่องนี้ไปให้ใครได้ เพราะหนังเรื่องนี้ไม่ใช่ของกลุ่มเรา แต่เราตกลงกันแล้วว่าหนังเรื่องนี้จะเป็นของคนไทยทุกคน

    เงินที่เราได้ลงทุนไป และจะขอกู้มาทำทุนอีกต่อไปนั้นยังไงก็ทำได้เพียงสร้างหนังให้เสร็จขึ้นมาและใช้ในการประชาสัมพันธ์ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เราไม่มีเงินจ้างนักการตลาด นักประชาสัมพันธ์ และเราคงไม่มีเงินไปลงโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อสู้กับหนังเรื่องอื่นๆแน่ๆ  เพราะตอนนี้เรายังต้องทุ่มเงินเพื่อทำหนังเรื่องนี้ให้สำเร็จอย่างสมบูรณ์ให้ได้เพียงเท่านั้น

    สุดท้ายท่านที่สนใจ ที่อยากจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของหนังเรื่องนี้ ช่วยกันผลักดัน ทั้งทุนทรัพย์ ซึ่งยังต้องการอีกจำนวนมาก และการลงแรง ร่วมกันคิด ช่วยกันผลักดัน (ต้องการคนช่วยอีกมากครับ)

    เพราะหนังเรื่องนี้ เป็นหนังของมนุษย์ทุกคนที่สามารถเข้าถึงได้


    กรุณาติดต่อ eee004@hotmail.com หรือ โทร 081-842-8271  แทนคุณ จิตต์อิสระ

    เวบไซต์ www.thelifeofbuddha.net (กำลังต้องการคนพัฒนา) แต่พอจะมีเนื้อหาที่จำเป็นเข้าไปดูได้ครับ อีกอย่างผมกำลังจะ upload ตัวอย่างหนังไว้ในเวบ youtube เอาไว้จะมาแปะลิ้งค์ให้ชมกันครับ

    จากคุณ : จิตต์อิสระ - [ 8 ก.พ. 50 00:44:50 ]