Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com  


 
ชีวิตจริงที่ยิ่งกว่าละครของ ต่อง - "สาวิตรี สามิภักดิ์"  

ที่มานะคะ http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=mywill&date=11-10-2006&group=2&gblog=3


ชีวิตจริงที่ยิ่งกว่าละครของ "สาวิตรี สามิภักดิ์" <ตอนที่ 1>

ที่มา : นิตยสารดิฉัน

เรื่องราวของหนังและละครที่โลดเต้นอยู่ในจอ ถูกเขียนขึ้นด้วยฝีมือของนักเขียน โดยมีนักแสดงเล่นไปตามบทเพื่อสร้างความบันเทิงให้กับผู้ชม

ละครว่ามีสีสันแล้ว แต่ชีวิตจริงของ สาวิตรี สามิภักดิ์ ดาราและพิธีกรที่มีชื่อเสียง กลับมีสีสันยิ่งกว่าละคร เพียงแต่ไม่รู้ว่าใครเขียนบทให้เธอแสดง เท่านั้น

ในละครชีวิตที่เธอแสดงเป็นตัวเอกนี้มีเรื่องราวครบทุกรสชาติ มันเริ่มต้นเหมือนนิยายน้ำเน่าที่กำหนดให้เธอเผชิญกับความขัดสนมาตั้งแต่เกิด ทั้งต้องประสบกับอุปสรรคในชีวิตมามากมาย กว่าจะได้พบกับความสบายในที่สุด

เรื่องของเธอเปิดฉากขึ้นในบ้านที่มีลูกหลายคน ความเป็นอยู่ในครอบครัวจึงต้องเป็นไปอย่างกระเบียดกระเสียร

แต่น่าแปลกที่ว่าตั้งแต่เกิดมา เธอมีหน้าตาเหมือนลูกครึ่งฝรั่ง ต่างไปจากพี่น้อง ทำให้เธอคิดว่าตัวเองไม่ใช่ลูกของพ่อแม่ แต่เป็นลูกที่ถูกเก็บมาเลี้ยง ถูกล้อเลียนต่างๆนานา

หัวใจของเด็กหญิงตัวน้อย ได้แต่จมจ่อมอยู่กับความคิดที่ว่าพ่อแม่ไม่รักมาแต่เล็ก เป็นปมด้วยที่มีผลกระทบต่อชีวิตของเธอ ตลอดมา เรามาติดตามละครชีวิตของเธอตั้งแต่ฉากแรกกันเลยดีกว่า

"ต่องมีพี่น้องทั้งหมด 6 คนเสียไปคนหนึ่ง ต่องเลยเป็นลูกคนที่สามของที่เหลือ 5 คน
… บ้านต่องจนมาก พ่อทำงานอยู่บริษัทผลิตนมดูเม็กซ์ ตำแหน่งสุดท้ายคือเป็นหัวหน้าช่างเครื่อง
.... ส่วนแม่จะเป็น.. เรียกแม่บ้านก็จะดูเก๋หน่อย แต่ถ้าใช้ศัพท์สามัญก็คือคนใช้ล่ะค่ะ แต่อยู่บ้านฝรั่ง เป็นเจ้านายจากบริษัทอีสต์ เอเชียติ๊ก ประเทศเดนมาร์ก แม่มีหน้าที่ซักผ้า รีดผ้า ดูแลห้องน้ำ
… พวกเราจะอยู่ที่บ้านเจ้านายด้วย บ้านเป็นเรือนหลังใหญ่ เจ้านายอยู่ข้างบน เราจะอยู่ข้างล่าง ก็จะมีห้องคนครัว ห้องคนสวนแล้วก็ของแม่เป็นห้องแม่บ้าน จะมีห้องสองห้อง ยายอยู่ห้องหนึ่ง ห้องสองก็จะอยู่รวมกันหมดมีพ่อแม่แล้วก็น้องๆ
... พ่อกับแม่อายุห่างกันมาก ประมาณ 16 ปีกว่า ยังเคยแซวพ่อว่าหลอกเด็กรึเปล่า (หัวเราะ)”

คุณต่องมีหน้าตาผิวพรรณ ผิดแผกไปจากพี่น้องคนอื่นๆ เพราะเธอดูเหมือนลูกครึ่งมาตั้งแต่เด็ก ซึ่งเธอไม่ชอบใจเลย

“ตอนเด็กๆมักจะมีคนเรียกต่องว่าแหม่ม ซึ่งต่องจะเกลียดมาก เนื่องจากต่องไม่เหมือนพี่น้อง เราก็จะเป็นปมด้อย เวลาใครมาเรียกว่าแหม่มจะโกรธมาก เพราะชื่อเล่นต่องเต็มๆคือติ๊งต่อง
... แต่แม่เพิ่งบอกเร็วๆนี้ว่าจริงๆตอนที่เกิดน่ะ ชื่อแหม่มนะ เราก็โอย โชคดีมากเลยที่ไม่ชื่อนี้มาถึงตอนโต เพราะพอเราแตกต่าง เราก็ไม่อยากให้ใครมาเรียกให้เราต่างมากขึ้น เพราะว่าแม่เราดำ จมูกก็ไม่โด่ง แม่ใส่ผ้าถุง แล้วดูเป็นไท้ไทย เวลาเราไปกับแม่แล้วเรารู้สึกว่าเราดูต่างมาก
... จริงๆมันมีผลกับชีวิตวัยเด็กมากเลยนะคะ เพื่อนแม่เขาจะขายก๋วยเตี๋ยว หรืออยู่ในสวน ตั้งแต่เด็กๆเลยเขาจะล้อว่าเก็บมาจากกองขยะบ้าง ขอมาเลี้ยงบ้าง
... ประกอบกับเราอยู่บ้านฝรั่งด้วย แล้วเรามาเหมือนฝรั่งคนเดียว บางคนก็บอกว่าลูกนาย ซึ่งเป็นคำพูดที่แทงใจมาก มันทำให้ต่องโกรธมาก
… ต่องเคยคิดแม้กระทั่งว่า เอ๊ะ หรือเราจะไม่ใช่ลูกพ่อ เวลานั่งรถผ่านโรงพยาบาล เคยคิดหลายครั้งนะว่า เอ๊ะ ถ้าเราไปถามเขาๆจะบอกเราไหมนี่ ตอนที่เราเกิดนี่มีคนอื่นเกิดไหม เพราะคนชอบพูดว่าอาจหยิบลูกผิด
… ต่องรู้สึกไม่ดีที่ไม่เหมือนคนอื่น จมูกโด่งกว่าเขา ผิวขาวกว่าเขา หน้ามีความต่างค่อนข้างชัด มันเป็นปมด้อย แล้วยิ่งไปอยู่บ้านฝรั่ง มันแย่มาก
… แต่พ่อต่องไม่ใช่ไทยแท้ คุณปู่เป็นญวนอยู่จันทบุรี พ่อเป็นลูกครึ่งญวนก็จะขาว ส่วนแม่จะดำ แม่กับต่องเลยต่างกันมาก”

ครอบครัวของเธออาศัยอยู่ที่บ้านฝรั่งมานานหลายปี และย้ายออกเมื่อฝรั่งกลับประเทศ

“ต่องอยู่บ้านฝรั่งจนอายุ 10 ขวบ ตอนหลังเจ้านายกลับประเทศกันหมด บ้านหลังนั้นก็ไม่มีใครอยู่แล้ว เราก็ออกมาเช่าบ้านหลังละไม่กี่ร้อยอยู่ในสวนที่บางโคล่ แม่ก็เปลี่ยนจากเป็นแม่บ้านฝรั่งมาช่วยป้าขายของ
... ป้าขายข้าวแกงอยู่ที่ สนง.กฤษฎีกา ข้างหลังธรรมศาสตร์ แม่จะได้ค่าจ้างจากป้าวันละ 50 บาท แล้วแม่ก็ทำหมูทอด ไก่ทอดกระเทียมไปขายเสริม รายได้ก็เป็นของเรา ส่วนค่าจ้างก็ต่างหากไป แต่จะได้ข้าว ได้กับข้าวกลับมา
... โรงเรียนต่องเป็นโรงเรียนคอนเวนต์ ก็จะหยุดวันพฤหัสฯกับวันอาทิตย์ สองวันนี้ต่องจะมีหน้าที่ไปช่วยป้าล้างจานและช่วยแม่หิ้วของกลับบ้าน
... ตอนไปช่วยป้า ต่องจิ๊กเงินให้แม่บ่อยนะ มีความรู้สึกว่าป้าให้น้อยไป ใช้งานเยี่ยงทาส (หัวเราะ) ต่องต้องล้างจานตั้งหลายน้ำ
... แล้วพวกเด็กธรรมศาสตร์ก็ชอบแซวว่าต่องหัวแดง จะเกลียดมากเวลาใครเรียกว่าแหม่มกะปิ ไอ้หัวแดง แหม่ม เด็กเก็บมาเลี้ยงหรือเปล่า เด็กกองขยะ หน้าต่องจะไม่ยิ้มกับใครเลยเวลาใครแซว พอป้าให้ตักขนมต่องก็จะ:-)ๆๆๆๆใส่ แต่ไม่มีน้ำลายหรอก
... บางพฤหัสฯ แม่ขายสาคูไส้หมู แม่ทำไส้สาคูอร่อยมากๆ ต่องจะปั้นสาคู พอเด็กธรรมศาสตร์ ที่มาซื้อสาคู มาแซว ก็จะยัดพริมใส่ลงไปในสาคูทุกเม็ดก่อนเอาไปนึ่ง เขาก็กลับมาซื้ออีกนะ ทำไมเขาไม่โกรธไม่รู้”

ในท่ามกลางชีวิตที่ขัดสน เธอยังมีเรื่องราวให้สนุกตามประสาเด็ก เพราะในสวนย่านบางโคล่อันร่มรื่นนั้น มีที่ให้เธอซุกซนได้มากมาย

“บ้านต่องไม่มีสวนเองหรอก แต่ข้างๆบ้านจะมีรั้วปิดแล้วจะมีหมาก 2 ต้นขึ้นคู่กัน ด้วยความซน ต่องกับน้องจะขึ้นต้นหมาก เอาขาโอบแล้วก็รูดตัวขึ้นไป ที่เราทำคือขโมยหมากมาให้ยาย
... คือเมื่อก่อนเราจน เราก็จะบอกว่าขอหน่อย แล้วก็ขึ้นไปเก็บ ขึ้นจนโล้เปลี่ยนต้นกันกับน้องสาวได้
... แล้วสมัยก่อนจะมีกระท้อนห่อ ต่องจะขอกับต้นทั้งสิ้น แล้วค่อยมาแก้บาปวันอาทิตย์ ต่องก็จะบอกกับตัวเองว่าไม่ได้ขโมย ขอทุกครั้ง ขอลูกนึง ต่องคิดว่าเจ้าของสวนรู้นะว่าเราขโมย แต่เขาไม่ได้ว่าอะไร เพราะก็แค่กินใต้ต้นน่ะ
... แล้วท้องร่องจะมีกระจับอยู่ในน้ำ ก็เก็บมาให้พ่อ พ่อชอบผักบุ้ง ผักหนาม ผักเสี้ยน ก็เก็บมากำแล้วฝากเขาเอาไปขาย บางทีก็เอาไปขายป้า แล้วชอบขายแพงกว่าคืนอื่น ถ้าป้าไม่ซื้อ โกรธ ป้าต้องอุดหนุนของต่องกับน้อง
... เสาร์อาทิตย์ เราก็พับถุงกระดาษหนังสือพิมพ์ไปขายป้า ถ้าป้าซื้อคนอื่นจะถูกกว่าร้อยละ 50 สตางค์ แต่ป้าต้องซื้อของหลาน ถึงจะแพงกว่า 50 สตางค์ก็ต้องซื้อของหลาน ก็ได้ค่าขนม”

แม้ครอบครัวจะฐานะไม่ดีนัก แต่คุณพ่อของเธอให้ความสำคัญกับการศึกษาของลูกๆ โดยส่งเสียให้เรียนโรงเรียนดีๆ

“ต่องเรียนที่พระแม่มารีตั้งแต่ชั้นอนุบาล เป็นโรงเรียนคอนเวนต์ คือพ่อเป็นคาทอลิก ส่วนแม่เป็นพุทธ แล้วพ่อเคร่งมาก ลูกทุกคนต้องเรียนโรงเรียนคาทอลิกหมด ซึ่งค่าเทอมแพง
... ต่องมานึกตอนโตนี้เองว่าพ่อทำได้ยังไง บ้านเราจนจะตาย ซึ่งถ้าเทียบกับโรงเรียนรัฐบาลมันฟ้ากับเหวเลยนะคะ ค่าเทอมแพงมาก แต่พ่อให้ลูกๆเรียนที่นี่ทุกคน เพราะพ่ออยากให้เราเรียนคำสอน และได้รับศีลอย่างถูกต้อง
... แต่ตอนเรียนเราไม่ต้องเสียค่าเทอมกันทุกคน พี่ชายคนที่สองเสียชีวิตเพราะถูกรถชนตอนที่กำลังมาโรงเรียน โรงเรียนเลยให้น้องชายคนเล็กเรียนฟรี ส่วนคนอื่นน่ะเสียสตางค์ก็เท่ากับเสียค่าเรียน 4 คน
... ตอนเด็กๆก็จะมีใบเตือนจ่ายค่าเทอมจากโรงเรียนตลอด เขาจะออกใบเตือน 4 ครั้ง คือโดนทุกเทอม ต่องจะเป็นคนท้ายๆที่ได้จ่าย ก็จะได้ใบเตือนครั้งที่ 4
... แล้วเขาก็จะเรียกเวลาใครได้ใบเตือนในห้อง จากเริ่มแรกคืออาย เพราะใบเตือนอีกแล้ว เพราะที่เรียนกันส่วนใหญ่จะเป็นลูกคนมีเงิน ลูกคนจีน ลูกนักธุรกิจ เขามีรถมาส่ง เราแทบจะเป็นคนเดียวในห้องที่สุดยอดแล้วในเรื่องความไม่มีเงิน
... โดนแรกๆมันก็อายมาก หลังๆขำ จากอายเป็นไม่อายแล้ว เพราะมันครั้งที่ 4 ช่างมันเถอะ คือแม่จะจ่ายพร้อมกัน 4 คน มันเป็นไปไม่ได้ เขาต้องทยอยจ่ายเพราะมันแพง"

ถึงฐานะจะไม่เท่าเทียมเพื่อน แต่เธอไม่เคยรู้สึกว่าความจนเป็นปมด้อย

“ต่องไม่ได้รู้สึกว่าเรื่องจนมันแย่นะคะ เด็กๆนี่ไม่ได้รู้สึกเลยนะคะ รู้ว่าไม่มี ก็เท่านั้น
... เวลามีงานแสดงโรงเรียน ถ้าไม่ถูกบังคับต่องจะไม่เอาเลย เพราะเวลามาขอตังค์แม่เพื่อจะตัดชุด หรือเช่าชุด แม่จะไม่มี หรือมีกิจกรรมพอเศษที่ต้องขอเงินแม่ ก็จะเบื่อมาก เพราะรู้ว่าแม่ไม่มี
... เราเห็นแม่จำนำมาตั้งแต่เด็ก แล้วแม่ซื้อของเงินสดไม่ได้ ก็จะผ่อนแขก ที่บ้านฝรั่งจะมีอาบังเฝ้าบ้าน พวกนี้เขาจะขายของเงินผ่อนด้วย แม่ก็ผ่อนผ้าถุง พัดลม ทุกอย่างผ่อนหมดไม่เคยเห็นแม่ซื้อเลย
... พวกเสื้อผ้า หนังสือเรียน ก็ต้องรับช่วงต่อกันจากพี่มาน้อง เพราะฉะนั้นกว่ากระโปรงจะมาถึงต่องมันก็แทบจะหมดสภาพแล้วค่ะ พอถึงน้องสาวน้องก็จะได้ตัดใหม่ ส่วนใหญ่มันจะเป็นแบบนั้น แต่ต่องไม่ค่อยรู้สึกอะไร”

จากคุณ : - - - - - - - - -
เขียนเมื่อ : 14 พ.ย. 52 22:59:45 A:58.10.195.148 X: TicketID:209803




ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป



Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com