ความคิดเห็นที่ 10
เรื่องบำรุงกำลังกรุงศรีอยุธยา
เมื่อสมเด็จพระมหาธรรมราชาผ่านพิภพนั้น พวกไทยเมืองเหนือเพราะมาช่วยในกองทัพพระเจ้าหงสาวดี คงจะไม่ถูกกวาดเอาไปเป็นเชลย แต่ก็ไม่เป็นประโยชน์อันใดกับสมเด็จพระมหาธรรมราชาในชั้นแรก เพราะพระเจ้าหงสาวดีออกจากกรุงศรีอยุธยาก็ยกไปตีกรุงศรีสัตนาคนหุต เดินทัพทางเมืองพิษณุโลก คงจะเกณฑ์เอากองทัพไทยหัวเมืองเหนือไปด้วยหมด อย่างดีก็จะแบ่งพวกเมืองพิษณุโลก ซึ่งสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชเคยใช้สอยให้ไว้บ้าง
ครอบครัวราษฎรที่ในพระราชพงศาวดารว่า พระเจ้าหงสาวดีเหลือไว้ให้ ๑๐,๐๐๐ คนทั้งชายหญิงนั้น จะเอาเป็นชายฉกรรจ์สัก ๓๐๐ ก็เห็นจะไม่ใคร่ได้ ยังถูกพระยาละแวกเข้ามาเที่ยวกวาดต้อนผู้คนไปเสียอีกด้วย ในชั้นแรกได้แต่กำลังไพร่พลพม่ามอญ ที่พระเจ้าหงสาวดีให้เมืองนครพรหมคุมอยู่ที่กรุงศรีอยุธยา ๓,๐๐๐ เป็นกำลัง จะมีไพร่พลรักษากรุงศรีเบ็ดเสร็จไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ คน เพราะฉะนั้นเมื่อพระยาละแวกยกมาครั้งแรก จึงถึงต้องปรึกษากันว่าจะหนี ครั้นเมื่อกองทัพหัวเมืองเหนือกลับจากช่วยพระเจ้าหงสาวดีตีกรุงสัตนาคนหุต ผู้คนทางหัวเมืองเหนือมากขึ้น ต้องการควบคุมและปกครองมิให้เป็นจลาจล สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช จึงให้สมเด็จพระนเรศวรราชโอรสพระองค์ใหญ่ขึ้นไปครองเมืองพิษณุโลก เมื่อปีมะแม จุลศักราช (ตามฉบับหลวงประเสริฐ) ๙๓๓ พ.ศ. ๒๑๑๔ ตามประเพณีซึ่งเคยมีมาแต่โบราณ
การสะสมกำลังกรุงศรีอยุธยา คงจะได้จัดต่อกันมาโดยเต็มกำลัง กรุงศรีอยุธยาอยู่ใกล้ทะเล และเป็นที่ประชุมการค้าขายอยู่แล้ว การจะหาปืนผาอาวุธจะไม่สู้ยากนัก ปรากฏในหนังสือพระราชพงศาวดารฉบับนี้ว่า เมื่อราวปีจอ จุลศักราช (ตามฉบับหลวงประเสริฐ) ๙๓๖ พ.ศ. ๒๑๑๗ ให้ขุดคูเมืองด้านตัวนออก ซึ่งเรียกว่าขื่อหน้า ให้กว้างลึกตั้งแต่วัดแม่นางปลื้มลงมาจนบางกะจะ และขยายแนวกำแพงเมืองด้านตะวันออกลงมาตั้งถึงริมน้ำ การที่ทำนี้ต้องใช้คนมากจึงทำได้ จึงทำให้เห็นว่า กำลังกรุงศรีอยุธยาจะเจริญขึ้นในไม่สู้ช้านัก แต่ถึงอย่างไรเชื่อได้ว่า ในครั้งนั้น และตลอดลงมาจนเวลาที่สมเด็จพระนเรศวรทำศึกสงครามกับพระเจ้าหงสาวดี กำลังไทยทุกๆอย่างยังน้อยกว่าที่มีเมื่อครั้งแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิเป็นอันมากเป็นแน่ ที่ไทยกลับตั้งตัวเป็นอิสระได้ ด้วยมีแม่ทัพดีเท่านั้น(๑)
ทางหัวเหมือเหนือ ถึงจะไม่ถูกพระเจ้าหงสาวดีกวาดต้อนผู้คน แต่เพียงถูกเกณฑ์เข้ากองทัพไปด้วย ๒ คราว และถูกเก็บเสบียงอาหารเรือแพมาใช้เสีย ก็จะป่นปี้มากอยู่ เมื่อสมเด็จพระนเรศวรขึ้นครองเมืองพิษณุโลก ในหนังสือพระราชพงศาวดารว่า พระชันษาได้ ๑๖ ปี สมเด็จพระนเรศวรคงจะได้เคยไปทัพกับสมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราชมาแต่ก่อนแล้ว แต่ไม่ปรากฏว่าจะได้เคยเข้าสู่ที่รบพุ่ง มาปรากฏคราวแรกเมื่อลงไปไล่พระยาจีนจันตุขุนนางกรุงกัมพูชา ขณะนั้นสมเด็จพระนเรศวรเสด็จลงมาอยู่กรุงศรีอยุธยา พอได้ข่าวว่าพระยาจีนจันตุหนีก็เรียกพวกพิษณุโลกที่ตามเสด็จมาด้วยออกติดตามโดยลำพัง เอาพระองค์ออกหน้าเข้าต่อสู้ข้าศึกเอง จนพระแสงทรงถูกปืนข้าศึก
อีกครั้ง ๑ เมื่อพระยาละแวกแต่งให้พระทศราชา พระสุรินทราชา ยกกองทัพ ๕,๐๐๐ เข้ามากวาดครัวทางเมืองนครราชสีมา ประจวบเวลาสมเด็จพระนเรศวรเสด็จลงมาอยู่กรุงศรีอยุธยาอีก พอทรงทราบข่าวก็เรียกพวกล้อมวังได้ ๓๐๐ รีบยกไป ให้เจ้าเมืองชัยบุรี (เห็นจะเป็นไชยบาดาล) เป็นกองหน้าไปสมทบพระถมอรัตน เจ้าเมืองท่าโรง (ซึ่งยกเป็นเมืองวิเชียร ในรัชกาลที่ ๓ กรุงรัตนโกสินทร์) ยกคนไปไม่เกิน ๑,๐๐๐ ใช้อุบายซุ่มพล ล่อกองทัพเขมรให้หลงเข้าในที่ซุ่ม แล้วตีพวกเขมรแตกไปทั้งผู้คนมากๆ
พิเคราะห์ดูเรื่องที่รบ ๒ คราวนี้ ทำให้เห็นว่าสมเด็จพระนเรศวรชอบพระทัยในการรบพุ่ง มีพระสติปัญญากล้าหาญในการสงครามมาแต่ยังทรงพระเยาว์ เหมือนเทพเจ้าให้บังเกิดมาสำหรับที่จะกู้เมืองไทยให้คืนคงเป็นอิสรภาพ เมื่อเสด็จขึ้นไปครองเมืองพิษณุโลก สมเด็จพระนเรศวรทรงพระเจริญพอที่จะรู้สึกเจ็บแค้นข้าศึกอยู่แล้ว เห็นว่าไม่ใช่แต่จะไปรวบรวมพลอย่างเดียว คงจะเลือกคัดผู้คนมาฝึกหัดใช้ชิดร่วมพระทัยไว้มาก คนชุดนี้ที่ได้มาเป็นแม่ทัพนายกองเมื่อภายหลัง โดยทรงพระราชดำริเห็นมาแต่แรก ว่าวิธีรบพุ่งต่อไปจะต้องใช้ความกล้าหาญและกลอุบายในกระบวนรบ เอากำลังคนน้อยสู้คนมาก ไทยจึงจะเอาชัยชนะได้ ข้อนี้มีพยานเห็นได้ตั้งแต่รบเขมรเป็นทีแรก และในการศึกของสมเด็จพระนเรศวรตลอดมาว่า สมเด็จพระนเรศวรได้เปลี่ยนวิธีรบพุ่งของไทย ดังจะปรากฏในเรื่องราวต่อไปข้างหน้า
....................................................................................................................................................
(๑) เรื่องปืนและอาวุธก็ดี เรื่องกำลังผู้คนก็ดี คงต้องขอพระราชานุญาตจากพระเจ้าหงสาวดีก่อนจึงมีได้ ผมคิดว่าคงจะทูลอ้างเหตุที่พระยาละแวกเข้ามาย่ำยี ต่อพระเจ้าหงสาวดี ขอมีปืนอาวุธและกำลังผู้คนเพื่อป้องกันตัวบ้าง เมื่อพระเจ้าหงสาวดีเห็นสมควรจึงพระราชทานอนุญาต ต้องขอบคุณกองทัพเขมรในครั้งนั้นที่ช่วยให้เรามีกำลังและอาวุธขึ้นมาบ้าง -กัมม์
ขยายกำแพงเมืองด้านตะวันออก พระยาโบราณราชธานินทร์(พร เดชะคุปต์) http://topicstock.pantip.com/library/topicstock/2006/05/K4349426/K4349426.html#16
กำแพงเดิมก่อนแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ ด้านเหนือตั้งแต่หน้าพระราชวัง คงจะไปตามแนวถนนป่ามะพร้าวแล้วไปเลี้ยวมามุมใต้ประตูหอรัตนชัย วกลงไปข้างในห่างจากถนนรอบกรุงเดี๋ยวนี้ถึงป้อมเพ็ชร แต่ป้อมเพ็ชรมาตามทางริมน้ำทิศใต้ทิศตะวันตกบรรจบ ทิศเหนือจดคลองท่อ ที่ซึ่งเป็นวังจันทรเกษมเดี๋ยวนี้อยู่นอกพระนคร จะได้กล่าวต่อไปในภายหลัง
และเหตุที่กำแพงเดิมอยู่หลังวังจันทร์เกษมห่างจากแม่น้ำเดี๋ยวนี้เข้าไปมากนั้น ก็เห็นจะเป็นด้วยครั้งแรกสร้างกรุงที่แถวนั้นจะเป็นหาดทรายและลำลาบลุ่มมาก เพราะในเวลานี้เมื่อขุดดินลงไปลึกสักศอกเศษ ก็พบพื้นล่างเป็นทราย ครั้นมาภายหลังที่ดอนขึ้น ชานพระนครกว้างออกไป จึงได้สร้างพะเนียดที่จับช้างขึ้นระหว่างวังจันทร์เกษม กับที่ซึ่งเป็นวัดขุนแสนวัดซองเดี๋ยวนี้ และบางทีก็จะได้ใช้เป็นที่ทอดปล่อยเลี้ยงช้างหลวงด้วย
ครั้นมาในแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ เกิดศึกหงสาวดีติดพระนคร คงจะทรงเห็นว่า การที่ไว้ชานพระนครกว้าง ปล่อยให้กำแพงกับคูห่างกัน ย่อมเป็นทางให้ข้าศึกข้ามคูเข้ามาถึงกำแพงได้ง่าย เพราะไกลทางปืน จึงโปรดให้ขยายกำแพงพระนครออกไปตั้งถึงขอบริมน้ำ แต่ครั้งนั้นเห็นจะยังไม่แล้วเสร็จ
มาเมื่อจุลศักราช ๙๒๔ ปี ในแผ่นดินสมเด็จพระมหาธรรมราชา จึงปรากฏว่าได้ทำกำแพงอีกคราวหนึ่ง ก็เห็นจะทำเพิ่มเติมกำแพงที่ค้างมาในแผ่นดินสมเด็จพระมหาจักรพรรดินั้นเอง กำแพงใหม่ตอนที่ยกออกมานี้ แยกจากกำแพงเก่าที่ท่าสิบเบี้ย วงเอาวัดราชประดิษฐานและที่ซึ่งภายหลังเป็นวัดขุนแสน วังจันทร์เกษมไว้ข้างใน แล้ววกลงไปบรรจบป้อมเพ็ชร ซึ่งเป็นถนนรอบกรุงที่ใช้เดินกันไปมาอยู่ทุกวันนี้ ส่วนกำแพงเดิมที่อยู่ภายในหลังวังจันทร์เกษมเข้าไปคงจะรื้อปราบลงเป็นถนนในพระนคร คงเป็นถนนป่ามะพร้าวข้างวัดพลับพลาชัยแน่
จากคุณ :
กัมม์
- [
26 ก.พ. 50 16:19:05
]
|
|
|