CafeTech-ExchangePantip MarketChatPantownBlogGangTorakhongGameRoom


    อำนาจอธิปไตยในระบบกฎหมายไทย

    สืบเนื่องจากวันที่ 10 ธันวาคม พุทธศักราช 2475 อันเป็นวันที่พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระราชทานรัฐธรรมนูญให้เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว รวมทั้งฉบับต่อๆมา ล้วนจัดวางโครงสร้างระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
    โดยที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้บัญญัติวางหลักไว้ดังในมาตรา 2 ความว่า “ประเทศไทยมีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” และในมาตรา 6 ความว่า “รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ………….”
    ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยเป็นที่ทราบกันดีว่า หมายถึง การปกครองโดยประชาชน อำนาจในการปกครองหรือที่เรียกว่า”อำนาจอธิปไตย”นั้นเป็นของปวงชน
    ด้วยบทบัญญัติดังกล่าว นัยสำคัญอย่างน้อย 2 ประการ ได้ปรากฎขึ้ กล่าวคือ
    1.ความเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ
    2.อำนาจอธิปไตยในระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
    การมีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศนี้ ไม่ว่าจะเป็นการใช้อำนาจรัฐเกี่ยวกับการตราบทกฎหมาย ออกกฎหรือข้อบังคับ ไม่อาจขัดหรือแย้งได้ แม้กระทั่งเกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี(ม.233)ก็ไม่อาจขัดหรือแย้งได้
    ด้วยเหตุนี้ จึงกล่าวได้ว่า ประเทศไทยปกครองหรือบริหารราชการแผ่นดินโดยยึดกฎหมายซึ่งอาจกล่าวอีกนัยหนึ่งว่า”ประเทศไทยเป็นนิติรัฐ”
    การใช้อำนาจอธิปไตยหรือการบริหารราชการแผ่นดินตามหลักนิติรัฐ ล้วนต้องอ้างอิงหรือมีที่มาจากบทบัญญัติของกฎหมาย
    รัฐธรรมนูญในมาตรา 3 กล่าวไว้ว่า “อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้
    มาตราดังกล่าวได้กล่าวถึงการที่ พระมาหากษัตริย์ทรงเป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยโดยผ่านองค์กรต่างๆตามรัฐธรรมนูญ จะไม่ทรงใช้อำนาจอธิปไตยโดยตรง ดังจะเห็นได้ในมาตรา 8 ต่อไป (อย่างไรก็ตามพระมาหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจบางประการตามที่รัฐธรรมนูญตราไว้ เช่นเกี่ยวกับองคมนตรี การพระราชทานอภัยโทษ เป็นต้น) และองค์กรต่างๆก็ต้องดำเนินการพันธกิจภายใต้กรอบกติกาของรัฐธรรมนูญอันเป็นเจตจำนงร่วมกันของปวงชนชาวไทย
    โดยที่ประเพณีการปกครองของไทยในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข  พระมหากษัตริย์ย์จะทรงดำรงอยู่ในฐานะอันเป็นที่เคารพสักการะ ผู้ใดจะละเมิดมิได้ (ม.8) เช่นนี้ การที่ทรงใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย จึงต้องมี”ผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ” หรือ “องค์คณะลงนามพิพากษาอรรถคดีในพระปรมาภิไธย”
    นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กล่าวได้ว่าเปลี่ยนแนวคิดไปจากฉบับก่อนๆบางประการ ที่สำคัญ คือ มิได้ยึดถือหลักการแบ่งแยกอำนาจออกเป็นสามอำนาจเคร่งครัดนัก ดังจะเห็นได้จาก องค์กรอิสระทั้งหลายไม่ว่าจะเป็น กกต. คตง. ปปช.
    องค์กรเหล่านี้ ล้วนมีส่วนในการใช้อำนาจอธิปไตยและไม่จำกัดเพียงอำจาจบริหาร หรือนิติบัญญัติ หรือตุลาการด้านใดด้านหนึ่ง บางองค์กรใช้ทั้งสามอำนาจทั้งออกกฎ บริหารจัดการให้เป็นไปตามกฎ รวมทั้งวินิจฉัยข้อพิพาท
    สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จึงมิได้อยู่ที่ แบ่งแยกอำนาจออกเป็นสาม  หากแต่ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบและถ่วงดุล
    องค์กรตามรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจอธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นคณะรัฐมนตรี รัฐสภา ศาล รวมถึงองค์กรอิสระทั้งหลาย ล้วนมีที่มาโดยมีจุดเกาะเกี่ยวหรือความเชื่อมโยงกับอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยทั้งสิ้น หากแต่อาจมีรายละเอียดในการเข้าสู่ตำแหน่งบางประการที่แตกต่างกัน
    บางตำแหน่งได้รับการเลือกตั้งจากประชาชน ดังกรณี สส. สว.(ม.99,102 เป็นต้น) โดยไม่ต้องมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้ง
    บางตำแหน่งเชื่อมโยงกับอำนาจอธิปไตยโดยผ่านมาตรา 3 และมาตรา 251ของรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ พระมหากษัตริย์ทรงใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าแต่งตั้ง เช่น ผู้พิพากษา ตุลาการในศาลยุติธรรม ในศาลปกครอง เป็นต้น นี้คือที่มาของอำนาจอธิปไตย มิใช่อยู่ๆอำนาจในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีจะงอกออกมาจากอำนาจอธิปไตยได้
    บางตำแหน่งต้องผ่านการเลือกสรรจากองค์กรอื่นๆ และต้องได้รับการโปรดเกล้าด้วย เช่น นายกรัฐมนตรี(ม.201,203ผ่านสส.) ตำแหน่ง ปปช. ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญผู้ทรงคุณวุฒิ(ม.297,251,255-258ผ่านสว.เลือกสรร)
    บางตำแหน่งผ่านสว.อาจเลือกสรรหรือรับรองต้องดูกฎหมายอื่นประกอบด้วยและมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้า เช่น ผู้ว่าการตรวจเงินแห่นดินของรัฐสภา (ม.197) ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(ม.312)
    กรณีเกี่ยวแก่ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินนี้ มีผู้กล่าวไว้ความว่า “ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินได้รับเลือกจากสรรจากวุฒิสภา” ผู้เขียนไม่ทราบเช่นกันว่าผู้นั้นสรุปเช่นนี้ได้อย่างไร
    บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเกี่ยวแก่กรณีผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) มีอยู่มาตราเดียวคือ ม.312 ซึ่งมิได้กล่าวไว้เลยว่า ให้เลือกสรรหรือรับรอง ครั้นเมื่อไปดูกฎหมายอื่นประกอบ (กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญและระเบียบว่าด้วยการสรรหาของคตง.) กลับเป็นการรับรอง ซึ่งคนละความหมายเลยทีเดียว
    เมื่อบทกฎหมายของรัฐธรรมนูญมาตราดังกล่าว เห็นเป็นเรื่องรายละเอียดที่ต้องการให้ไปว่ากล่าวกันในกฎหมายนั้นๆ จึงไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ต้องเคารพหลักกฎหมายและเจตนารมณ์แห่งบทบัญญัติ เพื่อให้เป็นไปตามหลักนิติรัฐ (หากจะกล่าวถึงเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญย่อมค้นหาได้จากตัวบทมาตรานั้น ฉบับนั้น คำปรารภ รวมไปถึงรายงานการประชุมของสภาร่างรัฐธรรมนูญ)
    อย่างไรก็ตาม ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญ (ซึ่งใเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจอธิปไตยเช่นกัน) ได้วินิจฉัยว่า กระบวนการสรรหาผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินไม่ชอบด้วยกฎหมาย
    เกี่ยวแก่ประเด็นนี้ การที่มีผู้แสดงความเห็นว่า “ศาลรัฐธรรมนูญเข้ามาใช้อำนาจวินิจฉัยจำกัดอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติ (ซึ่งเป็นอธิปไตยของปวงชน) ที่ไม่เกี่ยวแก่รัฐธรรมนูญ” ความคิดเห็นเช่นนี้ เห็นได้อย่างเด่นชัด ถึงความไม่รู้ ไม่เข้าใจเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่มิได้เน้นการแบ่งแยกอำนาจเป็นสามอำนาจ แบ่งออกเป็นสามองค์กร อย่างในอดีต ทั้งยังไม่เข้าใจไปถึงบทบาทและขอบเขตอำนาจขององค์กรตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด
    โดยหลักนิติรัฐ อำนาจอธิปไตย มิใช่ว่าเมื่อมอบหมายให้สว.ดำเนินการเรื่องใดแล้ว สว.จะทำอย่างไรก็ได้อย่างไร้ขีดจำกัด หาไม่แล้ว อำนาจอธิปไตยในส่วนนี้ย่อมไม่ต่างจาก การที่ปวงชนชาวไทย “ลงนามในเช็คเปล่า”แล้วให้สว.ไปกรอกอะไรก็ได้
    สว.ต้องปฏิบัติพันธกิจที่ได้รับมอบหมายจากปวงชน ภายใต้กรอบกติกาของรัฐธรรมนูญ อันถือเป็นเจตจำนงร่วมกันของชนในชาติ การใช้อำนาจ”เลือกสรร”ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน จึงเป็นการใช้อำนาจที่ไม่มีกฎหมายรองรับ ฝ่าฝืนเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
    รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายมหาชนที่มิใช่นักกฎหมายหรือทนายความที่มาเป็นสว.ประเภทที่ใช้กฎหมายอย่างศรีธนญชัย ตีความและใช้กฎหมายรัฐธรรมนูญอย่างคำนึงถึงตัวอักษร และ หรือ ซึ่ง กับ แก่ แต่ ต่อ
    คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเกี่ยวแก่เรื่องนี้ “จึงเป็นการตรวจสอบสว.มิให้ใช้กฎหมายไปในทางที่บิดผัน” เพื่อคงไว้ซึ่งหลักและเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ
    ซ้ำร้ายกว่านั้น “การเสนอให้สว.มีมติให้ถอดและกราบบังคมทูลให้มีพระบรมราชโองการถอดคุณจารุวรรณฯ ยิ่งไปกันใหญ่
    ตำแหน่งสาธารณะที่รัฐธรรมนูญกำหนด มิใช่ทั้งหมดต้องมีพระบรมราชโองการให้ถอด บางตำแหน่งต้องมี เช่น คณะรัฐมนตรี (ม.216,217) ผู้พิพากษา ตุลาการ (ม.251) บางตำแหน่งไม่ต้องมี เช่น ผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน
    ข้อเสนอดังกล่าวจึงขัดต่อหลักกฎหมายมหาชนอย่างชัดแจ้ง ไม่มีบทบัญญัติใดที่ให้อำนาจสว.ทำเช่นนั้นได้ กฎหมายมหาชนนั้นมีหลักอยู่ว่า “เมื่อไม่มีกฎหมายให้อำนาจ ย่อมทำไม่ได้” อันแตกต่างจากกฎหมายเอกชนที่มีหลักอยู่ว่า “เมื่อใดไม่มีกฎหมายห้าม ย่อมทำได้”
    เช่นนี้แล้ว การใช้อำนาจอธิปไตยอย่างเป็นทางการ การใช้อำนาจอธิปไตยตามกฎหมายที่กล่าวอ้างถึง เอาไปไว้ที่ไหน ?
    การที่สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญให้คำอธิบายต่อมาทำนองว่า คุณจารุวรรณฯ ถือว่าไม่เคยดำรงตำแหน่งมาก่อน และคตง.ได้ดำเนินการสรรหาผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินใหม่ จนถูกโจมตี กล่าวหาว่า ตีความกฎหมายหรือตีความคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งหาได้เป็นเช่นนั้นไม่
    คำอธิบายดังกล่าว เป็นเพียงอธิบายให้ผู้ไม่รู้ ไม่เข้าใจ ได้ทราบถึงหลักกฎหมายมหาชน ด้วยหลักกฎหมายมหาชนเป็นเช่นนั้นเอง มิใช่การตีความใดๆอย่างที่เข้าใจหรือกล่าวอ้างกัน
    เมื่อจะกล่าวหรือพิเคราะห์ปัญหาของบ้านเมืองอย่างเป็นทางการ (ซึ่งก็คือ ตามกฎหมาย) แล้ว ต้องพิเคราะห์ตามหลักกฎหมายให้ตลอดรอดฝั่ง มิใช่ขึ้นต้นจั่วหัวว่าตามกฎหมาย แต่ข้อเสนอภายหลังกลับไม่เอากฎหมาย เช่นนี้แล้วที่พูดว่า “หลัก” ย่อมมิใช่ “หลักกฎหมาย” หรือ “หลักการ” หากแต่จะเป็น “หลักอะไร” คงต้องให้ผู้นั้นชี้แจงเอง
    ล่าสุด  ได้มีนักกฎหมายผู้หนึ่งแสดงความเห็นผ่านสาธารณะ กล่าวถึงบทบาทของศาลรัฐธรรมนูญไว้อย่างน่าสนใจ ก่อให้ผู้ฟังหรือผู้อ่านเกิดจินตนาการไปถึงทางออกของปัญหาผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (ต้องให้ความเป็นธรรมแก่ท่านผู้นั้นด้วย เพราะมิได้กล่าวชัดเจนอย่างที่จินตนาการกัน) คือ ให้ศาลรัฐธรรมนูญกลับคำวินิจฉัยของตน
    ทางออกเช่นที่จินตนาการกันนี้ น่าสนใจเป็นอย่างมาก เนื่องเพราะเป็นทางออกอันมีที่มาที่ไปตามกฎหมาย
    อย่างไรก็ตาม ยังคงไม่อาจหลีกเลี่ยงถึงผลกระทบที่ตามมาได้ เช่น การที่ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องกลับคำวินิจฉัยของตนเอง เช่นนี้ สถานะของศาลรัฐธรรมนูญย่อมสั่นคลอนอย่างหนัก ทั้งที่ความผิดไม่ใช่ของศาลรัฐธรรมนูญ หากแต่ต้นเหตุแห่งความผิด อยู่ที่สว.บางคน บางพวก
    ทั้งยังมีคำถามตามมาอีกว่า แล้วการที่สว.ละเมิดบทบัญญัติและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ต่อกรณ๊นี้ จะทำเช่นไร ?
    อีกทั้งยังหมิ่นเหม่ต่อมาตรา 233 ของรัฐธรรมนูญอีกด้วย (เว้นแต่จะเปลี่ยนประเด็นเป็นอย่างอื่นไม่ถึงขนาดต้องกลับคำวินิจฉัยของตนเอง)
    ควรแล้วหรือที่จะต้องถึงขนาดให้หลักกฎหมายมหาชนบางประการต้องวิปริตผิดเพี้ยน และองค์กรตามรัฐธรรมนูญต้องถูกกระทบกระเทือนอย่างหนัก เพียงเพื่อให้บุคคลบางคนที่ไปเชื่อฟังทนายความประเภทศรีธนญชัยที่มาเป็นสว.ไม่ต้องรับผิด หรือเพียงเพื่อสนองตอบความต้องการของบุคคลบางกลุ่มบางพวก ที่พยายามสร้างกระแสเองแล้วอ้างว่าเป็นกระแสของปวงชน ?

    จากคุณ : สินธร - [ 8 ม.ค. 49 02:49:02 ]

 
 


ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป