ความคิดเห็นที่ 232
อ่านสะนะครับ ท่าน ๆ ที่ยังไม่ตื่นจากฝัน
ขายหุ้นชินคอร์ป เรื่องจริงที่น่ายกย่อง หรือ เรื่องน้ำเน่าที่น่าสะอิดสะเอียน? โดย ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ 25 มกราคม 2549 19:13 น. เล่าลือกันมาเป็นเวลาหลายเดือน.... ในที่สุด ตระกูล ชินวัตร และ ดามาพงศ์ ก็ได้ตัดสินใจขายหุ้น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ทั้งหมด1,487,740,120 หุ้น หรือคิดเป็นร้อยละ 49.60 ให้แก่กลุ่มทุนจากสิงค์โปร์ทั้งจาก บริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้ง จำกัด และ บริษัท แอสแพน โฮลดิ้ง จำกัด ในราคาหุ้นละ 49.25 บาท ผลจากการขายในครั้งนี้ทำให้ตระกูลชินวัตร และดามาพงศ์ ได้เงินไปประมาณ 73,271 ล้านบาท โดยไม่ต้องเสียภาษีใดๆทั้งสิ้น!!! ฯพณฯนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ให้สัมภาษณ์ในเช้าวันจันทร์ที่ผ่านมาแก่สื่อสารมวลชนถึงเหตุผลการขายหุ้น ชินคอร์ป เอาไว้ได้อย่างน่าสนใจเป็นยิ่งนัก เป็นเรื่องของทางลูกๆ ที่อยากให้พ่อทำงานให้บ้านเมืองเต็มที่ จะได้ไม่ต้องเป็นห่วงถูกกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนเรื่องอะไรต่ออะไร นัยหนึ่งเสมือนบอกว่า ลูกๆช่างกตัญญูต่อพ่อที่ยอมเสียสละเพื่อไม่ให้พ่อต้องถูกข้อกล่าวหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนอีกต่อไป อีกนัยหนึ่งเสมือนบอกว่า ลูกๆมีคุณธรรมที่ดี มีจริยธรรมที่ดี ที่รู้ดีว่าอะไรคือสิ่งที่เรียกว่าผลประโยชน์ทับซ้อน ผู้ใหญ่ที่อย่าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กล่าวอ้างว่าเป็นการตัดสินใจของลูกๆนั้นก็ทำให้ต้องมีเรื่องที่น่าคิดตามต่อไปได้อีก บางทีการที่อ้างว่าเป็นการตัดสินใจของลูกก็อาจจะให้พูดเพื่อพยายามที่จะให้มีเหตุมีผลว่า เมื่อหลายปีก่อน ลูกๆเหล่านี้ยังเด็กอยู่และไร้เดียงสา ก็เลยไม่เคยคิดว่าการเก็บหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการสัมปทานและนโยบายของรัฐบาลเอาไว้ในขณะที่พ่อของตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนที่ถูกกล่าวหาจากภาคประชาชนได้ พอเด็กเหล่านี้เมื่อโตขึ้นมา 5 ปีก็เพิ่งจะมาคิดได้ ? จึงตัดสินใจขายหุ้นชินคอร์ปออกไป!!! ถ้าพูดในเหตุผลนี้การที่จะไปว่ากล่าวลูกๆของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็ดูจะไม่เป็นธรรมนัก เพราะเด็กๆเหล่านี้เมื่อ 5 ปีที่แล้ว ก็เป็นเพียงแค่เด็กนักเรียน นักศึกษา ที่ควรทำหน้าที่ตั้งใจเรียนหนังสือให้ดีโดยไม่ต้องไปทุจริตในการสอบ....... ทำได้เพียงแค่นี้ให้ได้ก็ถือว่าทำหน้าที่พอใช้ได้แล้ว!! ดังนั้นหากจะโทษว่าใครที่คิดช้าไป ก็ต้องโทษคนที่โอนหุ้นให้กับเด็กๆเหล่านี้ต่างหาก ว่าก่อนที่โอนหุ้นให้กับลูกๆเหล่านี้ ได้สั่งได้สอนในเรื่องจริยธรรมและผลประโยชน์ทับซ้อนดีพอแล้วหรือไม่? พูดให้เข้าใจง่ายๆก็คือ พ่อและแม่ได้สั่งสอนเด็กๆในเรื่องเหล่านี้หรือไม่? แต่ในความเป็นจริงแล้ว ไม่ใช่เด็กเท่านั้นที่คิดช้าไป 5 ปี เพราะรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ขายหุ้นชินคอร์ปในครั้งนี้ก็มีผู้สูงวัยเป็นผู้ใหญ่หลายคนที่คิดช้าไป 5 ปี รายชื่อกลุ่มผู้ถือหุ้นได้แก่ น.ส.พิณทองทา ชินวัตร ลูกสาวนายกรัฐมนตรี นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ พี่ชายคุณหญิงพจมาน ชินวัตร นายพานทองแท้ ชินวัตร ลูกชายนายกรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวนายกรัฐมนตรี นางบุษบา ดามาพงศ์ เมื่อปรากฏเช่นนี้ก็เห็นได้อย่างชัดเจนแล้วว่าขนาดผู้ใหญ่ยังคิดเรื่องนี้ไม่ได้ แล้วจะไปสั่งสอนเด็กให้คิดได้อย่างไร? 5 ปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นายกรัฐมนตรี เกิดอะไรขึ้นมาบ้างที่เรียกว่าผลประโยชน์ทับซ้อน ต้องขอทบทวนอย่างพอสังเขปกันอีกสักครั้งเพื่อให้เห็นว่า ครอบครัวชินวัตร และดามาพงศ์ ได้ถูกข้อกล่าวหาในเรื่องนโยบายของรัฐบาลได้เอื้อประโยชน์อะไรกับกลุ่มธุรกิจอาณาจักรชินบ้าง? ลดค่าสัมปทานโทรศัพท์มือถือ, จัดเก็บภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคมกีดกันผู้ประกอบการรายใหม่, ลดภาษีดาวเทียม, ชะลอการตัดสัญญาณซิมการ์ดที่ไม่ลงทะเบียนเพื่อแก้ปัญหาไฟใต้, ลดภาษีนำเข้าโทรศัพท์มือถือ, เจรจาเอฟทีเอเพื่อให้ดาวเทียมและกิจการโทรคมนาคมของประเทศไทยไปรุกตลาดต่างประเทศโดยยอมแลกกับความเสียหายส่วนอื่นๆในประเทศ, ปล่อยเงินกู้ให้ประเทศเพื่อนบ้านเพื่อให้บริษัทดาวเทียมในประเทศได้โครงการ, ลดค่าสัมปทานและปรับผังไอทีวี, ลงทุนในสายการบินราคาถูกและกำกับการบินไทยจนต้องลดสายการบินลงแบ่งส่วนตลาดให้แอร์เอเชีย ฯลฯ นี่คือตัวอย่างที่ สนธิ ลิ้มทองกุล และ เซี่ยงเส้าหลง ได้เคยให้คำจำกัดความว่าเป็น ลาภอันมิควรได้ เป็น ลาภอันมิควรได้ จากนโยบายของรัฐบาลที่มีอานิสงส์ต่อการเพิ่มมูลค่ากลุ่มบริษัท ชินคอร์ป จากนั้นก็มากระบวนการปั่นหุ้นของชาติ.... นำรัฐวิสาหกิจสาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา พลังงาน เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ นอกจากจะเป็นการปั่นมูลค่าตลาดหลักทรัพย์แล้วยังเปิดโอกาสให้พวกนักการเมืองหรือญาตินักการเมืองเข้าไปถือหุ้นในรัฐวิสาหกิจ และกำกับดูแลโดยนโยบายรัฐบาลทำกำไรให้ผู้ถือหุ้นอีกทีและยังสามารถ รู้ข้อมูลก่อนคนอื่น เมื่อหุ้นทั้งตลาดเพิ่มขึ้นต่างชาติเข้ามาลงทุนมากขึ้น หุ้นในอาณาจักรชินคอร์ป ก็ย่อมต้องได้รับอานิสงส์ไปด้วย นี่ยังไม่นับ ขาใหญ่ อย่างญาตินักการเมืองที่ในรอบหลายปีมานี้มีเงินทองมากมาย มาจากการปั่นหุ้น โดยที่ ตลท. และ ก.ล.ต. ไม่เคยจับใครลงโทษได้เลย ที่สำคัญรัฐบาลยังใช้กองทุนรวมวายุภักษ์ 1,300 ล้านบาท กองทุนประกันสังคม 19,400 ล้านบาท และกองทุนบำเหน็จบำนาญช้าราชการอีก 36,800 ล้านบาท รวมสามกองทุนก็มีประมาณ 56,500 ล้านบาท เข้าเป็นผู้เล่นซื้อขายหุ้นในตลาดเสียเอง และยังมีการเข้าไปซื้อหุ้นทั้ง เอไอเอส และชินคอร์ปอเรชั่น เสียด้วย นี่เป็นเพียงแค่ตัวอย่างบางส่วนเท่านั้นที่ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) บริษัทแม่ที่ถือหุ้นอยู่ในบริษัทลูกๆที่ถูกข้อครหาว่ามีผลประโยชน์ทับซ้อนกับนโยบายของรัฐบาลอย่างมหาศาล ในปี 2545 หลังจากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เข้ามาบริหารประเทศ ก่อนที่จะออกนโยบายข้างต้นนั้น มูลค่าตลาดหลักทรัพย์ (มาร์เกตแคป) ของบริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) มีมูลค่า 29.663 ล้านบาท แต่หลังจากปี 2545 กลุ่ม ชินคอร์ป ได้นำการสัมปทานทรัพยากรของชาติ ทั้งอากาศ คลื่นความถี่ของชาติ มาอิงกับนโยบายของรัฐบาล ปั่นหนี้รากหญ้า ปั่นกิเลส ปั่นหุ้น นี้ก็เพื่อปั่นราคาหุ้น บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) จนทำให้ในวันนี้ มูลค่าหลักทรัพย์ (มาร์เกตแคป) กลายเป็น 147,200 ล้านบาท แล้วก็ขายหุ้นการสัมปทานทรัพยากรของชาติที่ปั่นขึ้นมานั้นให้แก่ทุนสัญชาติสิงคโปร์ 3 ปีเศษ มูลค่าตลาดหลักทรัพย์ (มาร์เกตแคป) เพิ่มขึ้นประมาณ 117,537 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นประมาณเกือบ 400% มันจะมีธุรกิจอะไรอีกที่สามารถทำกำไรได้มากขนาดนี้? นอกเหนือไปจากธุรกิจที่ปล้นชาติปล้นแผ่นดิน ที่ทำมาทั้งหมดก็เพียงเพื่อสิ่งนี้นี่เอง และนี่คือคำตอบสุดท้าย ผลประโยชน์ทับซ้อนจนหยดสุดท้าย ก็ยังเกิดขึ้นอีกจนได้ เมื่อรัฐบาลชุดนี้ก็ได้ร่วมให้มีการแก้ไข พรบ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม ปี 2549 ที่เพิ่มสัดส่วนทำให้ชาวต่างชาติสามารถเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นในกิจการโทรคมนาคมจาก 25% เป็น 49% ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันเสาร์ที่ 20 มกราคม 2549 จนทำให้เกิดการขายหุ้นในครั้งนี้ได้สำเร็จพอดีในวันเปิดทำการเมื่อวันจันทร์ที่ 23 มกราคม 2549 ที่ผ่านมา ยังไม่นับเล่ห์เหลี่ยม หลบเลี่ยงภาษี ขายหุ้นได้เงิน 73,000 ล้านบาท โดยไม่ต้องเสียภาษีแม้แต่บาทเดียว เพราะขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ และมีการใช้ตัวแทนถือหุ้น (Nominee) ที่จดทะเบียนในประเทศที่ไม่ต้องเสียภาษี ในขณะที่กระทรวงการคลังกลับมาประกาศรีดภาษีจากภาคประชาชนให้ได้ 16,700 ล้านบาท โดยกำชับไปยังรองปลัดกระทรวงการคลัง กรมสรรพากร กรมศุลกากร และกรรมสรรพสามิต สมแล้วที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นผู้คิดค้นคำขวัญวันเด็กปีนี้ว่า อยากฉลาด ต้องขยันอ่าน ขยันคิด มีผู้สื่อข่าวไปถาม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรว่า เมื่อคิดจะขายหุ้นเพื่อไม่ให้มีผลประโยชน์ทับซ้อนแล้ว เหตุใดจึงคิดช้าไปหลายปี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ตอบว่า..... มันขายง่ายเหมือนขนมเข่งที่ไหน เงินตั้งเยอะแยะ ขนมเข่งพ่อค้ารับซื้อมากี่คน เงิน 7 หมื่นล้านบาท ใช่ใครจะมาซื้อง่ายๆ คนมีเงินกี่คนในโลกนี้ ใช่ไหม มันไม่ใช่ขายขนมเข่ง เดินเข้าไปในตลาดจะขายได้ ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยอมรับว่าที่ผ่านมามีผลประโยชน์ทับซ้อนมากมาย และขายเพื่อไม่ให้มีผลประโยชน์ทับซ้อน เพียงแต่บังเอิญว่าขายช้าไปเพราะไม่ใช่ขายอย่างง่ายๆแล้ว ก็จะขอคำนวณให้ฟังง่ายๆว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ควรจะแก้ไขปัญหาอย่างจริงใจในเรื่องนี้อย่างไร? โดยไม่ต้องทำตัวเป็นนักบุญเจียดเศษเงินไปตั้งมูลนิธิเพื่อวิจัยความยากจนของประเทศไทยให้เป็นที่ถูกครหาว่าสร้างภาพหรอก หาก ครอบครัว ชินวัตร และ ดามาพงศ์ ซึ่งถือสัดส่วนหุ้นประมาณ 49.6% ในวันนั้น ตัดสินใจขายหุ้นเสียตั้งแต่สิ้นปี 2545 ในขณะที่ยังไม่มีนโยบายของรัฐที่ไปสนับสนุนมูลค่าหุ้นกลุ่มชินคอร์ป ครอบครัว ชินวัตร และ ดามาพงศ์ ก็น่าจะขายได้เงินประมาณ 14,713 ล้านบาท แต่วันนี้บังเอิญขายช้า.... มาขายเอาในวันที่ 23 มกราคม 2549 ราคาหุ้นที่ ตระกูล ชินวัตร และ ดามาพงศ์ ก็เลยดันมีราคาสูงจนกลายเป็น 73,000 ล้านบาท วิธีคณิตศาสตร์ง่ายๆ ก็เอา 73,000 ล้านบาท หักออกจาก 14,713 ล้านบาท ก็กลายเป็น ลาภอันมิควรได้ 58,287 ล้านบาท คืนให้แก่แผ่นดินเสียให้หมด ทำเช่นนี้แหละจึงจะเรียกว่า เป็นเรื่องจริงใจที่น่ายกย่อง มิใช่ เรื่องน้ำเน่าที่น่าสะอิดสะเอียน
จากคุณ :
พระรถ
- [
22 ก.พ. 49 18:45:28
]
|
|
|