CafeTech-ExchangePantip MarketChatPantownBlogGangTorakhongGameRoom


    บทความของ คุณ ดุสิต ศิริวรรณ เขียนได้ตรงใจมากครับ..

    คิดระหว่างวัน โดย ดุสิต ศิริวรรณ สยามรัฐ - 21/4/2549

    ++ จดหมายจากคนไทยในต่างแดน (ตอนที่ 1)

    ในช่วงเวลาที่มีคนบางกลุ่มบางพวก และนักการเมืองบางคนในบางพรรคการเมืองร่วมขบวนการกันก่อม็อบ ทำให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการเมืองในบ้านเรา ทั้งๆ ที่บ้านเมืองของเรา ก็ไม่มีปัญหาใดๆ ที่จะทำให้เกิดวิกฤตการณ์ขึ้นได้ แต่เมื่อมีคนก่อม็อบจนเกิดเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมือง สื่อสารมวลชนในบ้านเราจำนวนไม่น้อย ก็เอากับเขาไปด้วย ในที่สุดจึงตกเป็นเหยื่อของบรรดาสื่อและสำนักข่าวต่างชาติ ประโคมข่าวระบายสีประเทศไทยไปในเชิงลบกันอย่างไม่ยั้ง และไม่เกรงอกเกรงใจประชาชนส่วนใหญ่ ที่เขาไม่ได้เห็นด้วยกับพวกขบวนการก่อม็อบทั้งหลาย ทำให้มีคนไทย ซึ่งมีถิ่นพำนักอยู่ในต่างประเทศทั่วโลก เกิดความสับสนในประเด็นข่าวข้อเท็จจริง ก่อให้เกิดความวิตกกังวลในความเป็นไปของบ้านเกิดเมืองนอนของตน

    เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมได้รับจดหมายจากคนไทยในต่างแดนฉบับหนึ่ง ที่เขียนโดย คุณพอลีน เทวอักษร (Haldemann) ซึ่งเป็นคนไทยที่มีถิ่นพำนักอยู่ในเมืองลูเซิร์น ประเทศ สวิตเซอร์แลนด์ มาเป็นเวลานานมากกว่า 35 ปี เธอได้เขียนแสดงความคิดเห็นของเธอในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง และห่วงใยประเทศไทยด้วยสายตาของคนไทยที่มองประเทศไทยจากนอกประเทศ ภายหลังจากที่เธอได้รับชมรายการ “หนี้แผ่นดิน” ทางยูบีซี 7 ที่ผมเป็นผู้ดำเนินรายการร่วมกับ คุณวิชัย พันธุ์โภคา คนไทยซึ่งเคยเป็นผู้บริหารระดับสูงของธนาคารเดรสเนอร์แบงก์แห่งประเทศเยอรมัน

    ผมมีความเห็นว่า จดหมายฉบับนี้เป็นจดหมายที่มีคุณค่า สมควรที่คนไทยทั้งประเทศ ซึ่งเป็นพลังเงียบ จะต้องรับทราบเพราะเป็นการสะท้อนความคิดเห็นของคนไทยในต่างแดนคนหนึ่งที่มองประเทศไทยในช่วงวิกฤติทางการเมืองที่ผ่านมา ด้วยความเป็นห่วงและวิกตกังวลในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ผมจึงขอนำจดหมายฉบับดังกล่าวข้างต้นนี้ มาลงตีพิมพ์ในคอลัมน์ของผมรวมกันเป็น 3 ตอน โดยเริ่มตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

    จดหมายฉบับดังกล่าวของคุณพอลีน เทวอักษร (Haldemann) ได้ตั้งหัวข้อเรื่องเอาไว้ว่า

    “เกิดอะไรขึ้นในสังคมไทย?”

    เรียน คุณดุสิต ศิริวรรณ

    เขียนมาถึงในฐานะที่เป็นคนไทยคนหนึ่ง แม้ว่าจะอยู่ต่างประเทศติดต่อกันได้ถึงกว่า สามสิบห้าปีแล้ว ได้มีโอกาสไปพักอยู่ที่เมืองไทยประมาณห้าหกเดือน ในช่วงที่มี Crisis เกิดขึ้น และเพิ่งจะกลับมาสวิสเมื่อสองสามวันก่อน รู้สึกอัดอั้นตันใจมากในเหตุการณ์ที่ (ไม่น่าจะ) เกิดขึ้น ระหว่างที่อยู่ที่นั่น ได้มีโอกาสฟัง panel discussion ของคุณดุสิต ในรายการหนี้แผ่นดินทางยูบีซี รู้สึกประทับใจในความมี “สาระ” ของเนื้อหาในการสนทนาเช่นเดียวกับที่เคยได้ประทับใจในการให้สัมภาษณ์ของ คุณ อุกฤษ มงคลนาวิน ในช่องเดียวกัน รู้สึกว่าเป็นการพูดคุยที่ให้ความรู้ ให้ความหมายแจ่มแจ้ง มีเหตุผลตรงกับที่ดิฉันคิดอยู่ แต่ไม่ทราบว่า พวกที่เรียกตนเองว่านักวิชาการ อาจารย์มหาวิทยาลัย หรือ พวกปัญญาชนทั้งหลายจะเคยสนใจรับฟังหรือไม่ หรือว่าพวกเขาเก่งเกินไป วิเศษเกินไปจนเกินกว่าจะมาเสียเวลารับฟังรายการเช่นนี้ ถ้าเป็นเช่นนั้นก็น่าเสียดายอย่างยิ่ง

    การเมืองก็เหมือนการเล่นเทนนิส แม้ว่าผู้เล่นทั้งสองฝ่ายจะมีฝีมือสูสีกัน และในช่วงการแข่งขันจะมี deuce หรือ tie break สักกี่ครั้ง ผลสุดท้ายผู้ชนะก็คือผู้ชนะ ไม่มีใครเอาใจใส่ว่าจะชนะกันกี่แต้ม ผู้ชมจะพูดกันแค่ว่าใครได้เป็นแชมเปี้ยนมากกว่า ผู้แพ้จะมาแย้งว่าผู้ตัดสินไม่ยุติธรรม เอาใจช่วยอีกฝ่ายหนึ่งมากกว่า จะต้องเล่นกันใหม่ ก็คงจะไม่มีใครที่มีสติสัมปะชัญญะจะทนฟังยกเว้นแต่พวกสติแตกเช่นพวก hooligan เท่านั้น เพราะฉะนั้นการเลือกตั้งที่มีเสียงข้างมากถึงสิบแปดล้าน มากกว่าอีกฝ่ายถึงสิบล้านก็เป็นฝ่ายได้ชัยชนะ แม้จะมีคนเถียงว่ามีบัตรเสียหรือโนโหวตมากเป็นประวัติการณ์ก็ตาม เหตุผลฟังไม่ขึ้นเอาเสียเลย

    ดิฉันมีความเสียใจและปวดร้าวอยู่ลึกๆ เช่นเดียวกับคนไทยหลายคนซึ่งอยู่ในฐานะเป็น silent majority ที่ต้องทนดูพฤติกรรมของคนเพียงหยิบมือ ที่อ้างว่าสิ่งที่เขาต่อสู้นั้น ทำเพื่อประชาชนชาวไทย เขาอาจจะลืมไปว่า ประเทศไทยมีพลเมืองถึงหกสิบสามล้านคน ไม่ใช่หนึ่งหรือสองแสนคน ที่ไปชุมนุมประท้วง สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้คนที่ต้องเดินทางบนท้องถนนและที่ต้องเลี้ยงชีพเป็นจำนวนมาก ต้องยอมทนดู รัฐธรรมนูญถูกเหยียบย่ำ กรมตำรวจถูกเหยียดหยาม กองทหารถูกท้าทายให้ถอดเครื่องแบบออกไปร่วมชุมนุม ทั้งๆ ที่ฝ่ายทหารก็ยืนยันว่า จะวางตนเป็นกลาง

    ผู้พิพากษารวมถึงศาลต่างๆ ถูกกล่าวหาว่า ถูกอุดปากด้วยเงินจนไม่สามารถเปิดปากได้ พวกที่ตั้งข้อกล่าวหาร้ายแรงแบบนี้ฟังตนเองพูดหรือเปล่าว่า ได้ดูถูกสถาบันต่างๆ อย่างไม่อาจจะอภัยให้ได้ แทนที่จะประณามพวก (หมา) หมู่ที่ตั้งตัวอยู่เหนือกฎหมาย เขากลับไปยกย่องพวกเหล่านั้น แล้วหันมาประณามคนที่ตั้งใจทำงานเพื่อให้ประเทศชาติได้เจริญก้าวหน้าทัดเทียมอารยะประเทศ ต่อต้านยาเสพติด ใช้เงินจากล็อตเตอรี่ใต้ดินเป็นกองทุนในการศึกษา แทนที่จะเสียไปเปล่าๆ ให้พวกมาเฟียทั้งหลาย ให้บัตรสามสิบบาทเป็นค่ารักษาพยาบาล พยายามยกฐานะคนที่ด้อยโอกาสในสังคมให้ได้มีโอกาสในชีวิตมากขึ้น หากพวกเขาคิดว่าชาวไร่ชาวนา “โง่” ทำไมไม่ออกไปหาทางช่วยพวกเขาให้ “ฉลาด” ขึ้น ไม่ใช่ด้วยการด่าพ่อล่อแม่ผู้บริหารประเทศ แต่อธิบายให้เขาฟังทั้งในข้อดีและข้อเสียของระบบใดระบบหนึ่ง หากจะกล่าวโทษใครว่าคอร์รัปชั่น ทำไมไม่หาหลักฐานพยานมา ไปขึ้นศาล ให้ศาลตัดสิน ไม่ใช่มาตั้งศาลเตี้ยกันเอาเองโดยพลการ ไม่เช่นนั้นเขาจะมีคำพูดกันหรือคะว่าเราจะต้องให้ทุกคนเป็นผู้บริสุทธิ์ จนกว่าจะมีหลักฐานมาผูกมัดว่า เขามีความผิด...

    เนื้อที่บทความวันนี้หมดแล้ว ท่านผู้อ่านติดตามอ่านต่อกันได้ในวันถัดไปนะครับ

    จากคุณ : มิตรภาพอาบยาพิษ - [ 24 เม.ย. 49 05:09:06 ]

 
 


ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป