 |
พม่า:45 ปีแห่งการต่อสู้ระหว่าง"พลังประชาธิปไตย"กับ"พลังเผด็จการ"
จากเหตุการณ์นองเลือดในการปราบปรามผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยในพม่าเมื่อหลายวันที่ผ่านมานับเป็นบทสะท้อนถึงความโหดร้ายของระบอบเผด็จการทหารพม่า ระบอบที่มิได้เป็นภัยคุกคามต่อความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ของอาเซียนเท่านั้นแต่ยังเป็นภัยคุกคามต่อทั้งสันติภาพและความมั่นคงของโลก ดังที่จอห์น โบลตัน อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำยูเอ็นได้เคยกล่าวถึงพม่าไว้เมื่อปีที่แล้วว่า
"พม่านั้นเป็นภัยต่อสันติภาพและความมั่นคงของโลก ภายในประเทศเอง รัฐบาลพม่าก็กดขี่ข่มเหงประชาชน จนต้องเดินทางหลบหนีภัย ไม่ต่างอะไรกับสถานการณ์อ่าวเปอร์เซียหลังสงครามอ่าวครั้งแรก "
ในขณะเดียวกันโบลตันก็ได้สะกิดยูเอ็นว่า ยูเอ็นนั้นได้รับฟังการบรรยายสรุปพัฒนาการที่เกิดขึ้นในพม่าจากนายอิบราฮิม กัมบารี รองเลขาธิการยูเอ็นมาแล้วอย่างน้อย 2 ครั้งแต่ก็ไม่เคยมีความคืบหน้าเกิดขึ้นเพราะปัญหาของพม่ายังไม่ได้ถูกนำเข้าสู่วาระการประชุมอย่างเป็นทางการเนื่องจากมหาอำนาจรัสเซียและจีนไม่ยอมให้ความร่วมมือกับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อยับยั้งการกระทำอันป่าเถื่อนของทหารพม่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งจีนซึ่งถือว่าเป็นกุญแจสำคัญที่จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในพม่าเพราะรัฐบาลทหารพม่าชุดปัจจุบันคือตัวแทนของรัฐบาลปักกิ่งในขณะที่ ออง ซาน ซูจี คือตัวแทนของมหาอำนาจตะวันตก
แม้รัฐบาลทหารพม่าจะเปลี่ยนจาก สลอร์ค เก่ามาเป็น SPDC ย่างกุ้งก็ยังคงดำเนินนโยบายการกดขี่ของตนอย่างไม่ขาดตอน
รัฐบาลทหารพม่าได้ใช้กำลังเข้ากวาดล้างกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงซึ่งประกอบไปด้วยคนหนุ่มสาว พระสงฆ์และประชาชนนับแสนคนที่รวมตัวประท้วงโดยสันติคัดค้านการขึ้นภาษีและราคาน้ำมันเป็น 2 เท่าของกลุ่มรัฐบาลทหารเนื่องจากประชาชนไม่สามารถออกไปจับจ่ายซื้อของได้ตามปกติเพราะสินค้าขาดตลาด คนงานรวมไปถึงข้าราชการเองก็ไม่สามารถเดินทางไปทำงานได้เพราะค่าโดยสารที่พุ่งสูงขึ้นอย่างลิบลิ่ว รถโดยสารประจำทางจำต้องหยุดให้บริการเพราะไม่สามารถแบกรับภาระราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องไหว การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่ล้มเหลวของรัฐบาลทหารพม่าได้สร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนทั่วประเทศ ชาวพม่าไม่สามารถทนต่อการกดขี่ข่มเหง การริดรอนสิทธิเสรีภาพ การผูกขาดทางการเมือง เศรษฐกิจและสังคมและการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นมูลฐานด้านต่างๆ อย่างต่อเนื่องรุนแรงทั้งต่อประชาชนเชื้อสายพม่าและชนกลุ่มน้อยอื่นๆ โดยระบอบเผด็จการทหารได้อีกต่อไปและนี่คือจุดเริ่มต้นแห่งการลุกขึ้นมาต่อสู้กับเผด็จการทหารพม่าในวันนี้
เหตุการณ์นองเลือดในพม่าที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันที่ผ่านมายังผลให้มีผู้สูญหายมากกว่า 1,000 คน ผู้ถูกจับกุมมีอยู่กว่า 1,500 คน ประกอบด้วยแกนนำการประท้วงอย่างน้อย 85 คน พระสงฆ์มากกว่า 1,000 รูป นักเรียน นักศึกษาและกลุ่มเคลื่อนไหวต่างๆ ราว 300-400 คน แหล่งข่าวหลายแหล่งรายงานว่าพระสงฆ์ที่ถูกจับกุมเกือบทั้งหมดถูกทหารบังคับปลงจีวร เปลี่ยนสวมเครื่องแต่งกายแบบพลเรือนถูกทารุณกรรม ทุบตีและเตะอย่างไร้เกียรติและความปรานี คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งเอเชียหรือเอเอชอาร์ซีระบุว่ามีพระสงฆ์ถูกจับกุมกว่า 700 รูป พลเรือนถูกจับกุมกว่า 500 คนผู้ถูกจับกุมทั้งหมดถูกนำตัวไปคุมขังในสถานที่ที่ไม่เปิดเผย
นอกจากนี้กลุ่มเคลือนไหวทางการเมืองในพม่ายังให้ข้อมูลว่ารัฐบาลทหารพม่าได้สั่งให้ทหารหลายนายแต่งตัวเป็นพระภิกษุสงฆ์ปลอมตัวแทรกซึมเข้าไปในกลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงเพื่อก่อเหตุวุ่นวายขึ้นในหมู่ผู้ชุมนุมอันเป็นการเปิดโอกาสให้ทหารหาข้ออ้างในการปราบปรามกลุ่มผู้ชุมนุม(สงสัยรัฐบาลทหารพม่าคงยืมแทคติคนี้มาจากคณะรัฐประหารของไทย)
ทางการพม่ารายงานว่ามีผู้เสียชีวิตแล้วอย่างน้อย 13 รายแต่ด้านสำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักเชื่อว่าตัวเลขผู้เสียชีวิตและผู้สูญหายมีมากกว่านี้หลายเท่าตัว โดยอดีตสายลับของรัฐบาลทหารพม่าได้เปิดเผยกับแหล่งข่าวว่า เหตุการณ์ประท้วงในพม่าเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมามีผู้ประท้วงนับพันเสียชีวิตและซากศพเป็นร้อยๆ ของพระสงฆ์ที่ถูกฆาตกรรมหมู่ถูกทิ้งไว้ในป่าลึกตามหนองน้ำ ซากศพสามารถนับได้เป็นพันๆศพ มากกว่าที่ประชาคมโลกได้รับรู้จากการรายงานของสื่อที่ออกไป
เหตุการณ์กองทหารพม่าพร้อมอาวุธหนักเข้าทำการสังหารประชาชนในครั้งนี้นับเป็นเหตุการณ์ที่สร้างความสะเทือนขวัญต่อสายตาชาวโลกเป็นอย่างมาก ภาพของพระภิกษุสงฆ์รูปหนึ่งที่โดนทุบน่วมมรณภาพหน้าคว่ำลอยอืดกลางน้ำจากสำนักข่าว เอ เอฟ พีช่างเป็นภาพที่ดูแล้วเศร้าสลดยิ่งนัก เหตุการณ์มิคสัญญีที่เกิดขึ้นครั้งส่าสุดในพม่าตอนนี้สะท้อนให้เห็นถึงการต่อสู้ระหว่างสองฝ่ายอย่างชัดเจนและเป็นคู่ต่อสู้ที่อยู่คู่กับประวัติศาสตร์โลกมายาวนานนั่นคือ "พลังประชาธิปไตย" กับ "พลังเผด็จการ"
การชุมนุมประท้วงของประชาชนชาวพม่าในครั้งนี้ถือได้ว่าเป็นการประท้วงครั้งใหญ่ในรอบ 20 ปี นับตั้งแต่กองทัพพม่าได้เข้าปราบปรามประชาชนอย่างรุนแรงเมื่อปี 2531 ในเหตุการณ์ประท้วงบนท้องถนนเรียกร้องเสรีภาพและประชาธิปไตยที่นำโดยวีรสตรีที่โลกกล่าวขาน ออง ซาน ซู จี เหตุการณ์เรียกร้องประชาธิปไตยเมื่อ 19 ปีที่แล้วยังผลให้มีผู้เสียชีวิตจากการสังหารหมู่โดยกองทัพพม่ากว่า 4,000 คน ... มิน โค นายนักเคลื่อนไหวชื่อดังของพม่าถูกจับกุมในครั้งนั้นและยังคงมีนักโทษการเมืองถูกคุมขังอีกกว่า 1,400 คน ออง ซาน ซู จี เลขาธิการพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตยหรือ เอ็น แอล ดี (National League for Democracy NLD) ถูกกักตัวให้อยู่ในบ้านพักของเธอตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ซู จีปฎิเสธที่จะเดินทางออกนอกประเทศตามข้อเสนอของรัฐบาลทหารแต่เลือกที่จะอยู่เป็นสัญญลักษณ์ปลุกเร้าความกล้าหาญของประชาชนพม่าในการเรียกร้องต่อสู้ประชาธิปไตยในประเทศเพื่อความถูกต้อง
แม้พรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (เอ็นแอลดี) ของเธอจะสามารถกวาดชัยชนะถล่มทลายในการเลือกตั้งปี 2533 แต่เธอก็ไม่เคยได้รับโอกาสให้ปกครองพม่านับตั้งแต่วันนั้น เมื่อแพ้แบบผิดคาดรัฐบาลที่เตรียมการโกงไว้ทุกด้านจึงเล่นบทพาลเกเรไม่ยอมรับผลเลือกตั้งและมอบอำนาจการปกครองให้เอ็นแอลดี จัดการยึดอำนาจและปกครองด้วยระบอบทหารเหมือนกับที่เคยเป็นมาตั้งแต่การปฏิวัติเมื่อปี 2505 สำนักงานหลายแห่งของพรรคก็ถูกคณะปกครองทหารพม่าสั่งปิดมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วนรวมทั้งสมาชิกพรรคจำนวนมากก็ถูกจับเข้าคุก ซึ่งก็ไม่ต่างอะไรกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยแลนด์ที่ คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติของไทย (คมช.) ไม่ยอมรับเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนที่เลือกพ.ต.ท.ทักษิณและพรรคไทยรักไทยเข้ามาบริหารประเทศพวกเขาลุแก่อำนาจใช้การทำรัฐประหารเข้ายึดอำนาจจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง รัฐบาลที่ได้รับฉันทามติจากประชาชนด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นในการบริหารประเทศ และยืมมือตุลาการฯที่พวกเขาแต่งตั้งขึ้นยุบพรรคไทยรักไทย ริดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนในการเลือกตัวแทนของตนเข้ามาบริหารประเทศ
เหตุการณ์ในพม่าและไทยนั้นเป็นตัวอย่างชัดเจนที่แสดงให้เห็นถึงความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองที่เกิดขึ้นกับประเทศด้อยพัฒนาเนื่องเพราะการเปลี่ยนรัฐบาลและตัวผู้ปกครองประเทศมักไม่เป็นไปตามกติกาหรือผ่านทางกระบวนการประชาธิปไตยด้วยการเลือกตั้งและการกระทำที่ละเมิดต่อหลักการพื้นฐานแห่งประชาธิปไตยที่ว่าด้วยเรื่องการเคารพอำนาจอธิปไตยของปวงชนทั้ง...สองสิ่งนี้ชัดเจนที่สุดเพราะเมื่อคุณฉีกกติกา ประชาธิปไตยย่อมก้าวเดินไปได้ยาก
พม่า..ปัจจุบันได้ถูกเปลี่ยนชื่อมาเป็นเมียนมาร์หลังจากที่รัฐบาลพม่าซึ่งมีแกนนำมาจากนายทหารที่เข้ายึดอำนาจการปกครองเมื่อปี 2531 แต่ผู้เขียนขอเลือกที่จะเรียก Burma (พม่า) แทนคำว่า Myanmar เพราะคำว่า Myanmar(เมียนมาร์) นี้รัฐบาลทหารพม่าซึ่งถือว่าเป็นรัฐบาลเถื่อนเป็นผู้นำคำว่าเมียนมาร์มาใช้ ดังที่นางออง ซาน ซู จีได้เคยให้สัมภาษณ์กับนิตยสารบิสเนสวีคว่า
เมียนมาร์เป็นชื่อที่รัฐบาลทหารเลือกขึ้นมาเมื่อพวกเขาเข้ายึดอำนาจการปกครอง เราไม่คิดว่ารัฐบาลที่ไม่ได้มาจากประชาชนจะมีสิทธิมาเปลี่ยนชื่อประเทศได้อย่างง่ายๆเพียงเพราะพวกเขาคิดว่าชื่อนี้เก๋ไก๋
พม่าเปลี่ยนชื่อประเทศเป็นเมียนมาร์( Myanmar)ชื่อใหม่นี้เป็นที่ยอมรับจากองค์การสหประชาชาติแต่สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรไม่ยอมรับการเปลี่ยนชื่อนี้เนื่องจากรัฐบาลทหารที่เป็นผู้เปลี่ยนชื่อเป็นรัฐบาลที่ไม่มีความชอบธรรม
จากคุณ :
เอื้องอัยราวัณ
- [
6 ต.ค. 50 10:59:14
A:71.7.214.219 X:
]
|
|
|
|
|