ความคิดเห็นที่ 14
1.ยกเลิกมาตราการปิดประเทศทางการเงิน การลงทุน 30 เปอร์เซนต์ตายทุกหุ้น
2.มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจคลอดแล้ว ลดภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา+นิติบุคคล+ภาษีเฉพาะ และจะมีเพิ่มอีกเดือนนี้
Tuesday, March 04, 2008 _______________________________________________________
ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีวันนี้ มีมีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ตามที่กระทรวงการคลังเสนอมา เพราะเชื่อว่า จะสามารถฟื้นความเชื่อมั่นภาคครัวเรือน และภาคธุรกิจเอกชน จนกล้าจับจ่ายใช้สอย และลงทุนเพิ่ม จนเอื้อให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มเป็น 6.0% ซึ่งคุ้มค่าเมื่อเทียบกับรายได้ที่หดหายไป ประมาณ 4.2 หมื่นล้านบาท เพราะเมื่อมีการใช้จ่ายภายในประเทศเพิ่มขึ้น เงินภาษีที่สูญเสียไปจะกลับ มาทางอ้อมในรูปภาษีมูลค่าเพิ่ม ภายใน 1 - 2 ปี และส่งผลให้รัฐบาลสามารถจัดทำงบประมาณแบบ สมดุลได้ภายใน 3 - 4 ปี
ทั้งนี้ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จะประกอบไปด้วยมาตรการหลัก ๆ 3 ด้าน ครอบคลุมมาตรการ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มาตรการภาษีเงินได้นิติบุคคล และมาตรการภาษีเฉพาะ ได้แก่ การ คงภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในอัตรา 7% ต่ออีก 2 ปีงบประมาณ และมาตรการช่วยหลือผู้ซื้อที่ อยู่อาศัยหลังแรก ด้วยการปรับลดภาษีธุรกิจเฉพาะจาก 3.3% เหลือ 0.1% และลดค่าจด ทะเบียนการโอน กับค่าจดจำนองเหลือ 0.01% เป็นเวลา 1 ปี
สำหรับมาตรการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จะประกอบไปด้วย การยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ในส่วนของรายได้ 150,000 บาทแรก จากเดิมที่กำหนดเอาไว้แค่ 100,000 บาท ทำให้ผู้มีราย ได้ต่ำกว่าเดือนละ 20,000 บาท ได้รับการยกเว้นภาษี จากเดิมเป็นผู้มีเงินได้เดือนละ 16,000 บาท พร้อมกับเพิ่มอัตราลดหย่อนภาษีในหลายด้าน ดังนี้
- เพิ่มค่าใช้จ่ายส่วนตัวจาก 60,000 บาท เป็น 90,000 บาท - เพิ่มวงเงินหักค่าลดหย่อนประกันชีวิต จาก 5 หมื่นบาท เป็นไม่เกิน 1 แสนบาท - เพิ่มค่าลดหย่อนผู้ซื้อหน่วยลงทุนกองทุนคู่แฝด LTF และ RMF จากไม่เกิน 3 แสนบาท เป็น เป็นไม่เกิน 5 แสนบาท - เพิ่มค่าลดหย่อนอุปการะบุพการี หรือบุตรพิการ เป็นไม่เกิน 3 หมื่นบาท
ส่วนมาตรการทางภาษีนิติบุคคล จะประกอบไปด้วยการขยายเวลาลดภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับบริษัทจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์เหลือ 25% แบบมีเงื่อนไข เป็นเวลา 3 รอบ บัญชี และอนุมัติลดภาษีเงินได้ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เอ็มเอไอ (mai) เหลือ 20% แบบมีเงื่อนไข
นอกจากนี้ ยังปรับเพิ่มค่าลดหย่อนในการปรับเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ เป็นเครื่องจักรที่ประหยัด พลังงาน หรือเพื่อปรับโครงสร้างการผลิต โดยอนุญาตให้หักลดหย่อนเป็นค่าใช้จ่ายก่อนการ คำนวณภาษีเงินได้นิติบุคคล เป็น 1.25 เท่าของรายจ่ายที่จ่ายจริง จากเดิมให้หักตามจริงและ หมดระยะเวลาสิทธิประโยชน์ไปแล้ว
ขณะเดียวกัน ยังปรับเพิ่มอัตราหักค่าเสื่อมเบื้องต้นเป็น 40% ของมูลค่าลงทุน
พร้อมกันนี้ คุณหมอสุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ยังยืนยันด้วยว่า รัฐบาลจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม แต่เน้นไปที่การลงทุน และ ช่วยเหลือประชาชนในระดับกลาง และระดับล่าง ตามมาภายในเดือนนี้อีกด้วย
_______________________________________________________
ครม.ไฟเขียวลดภาษี16ข้อกระตุ้น ศก. เดลินิวส์ วันที่ 5 มีนาคม 2551 เวลา 09:30 น. _______________________________________________________
แจงช่วยเหลือทุกกลุ่ม ครม.ไฟเขียวลดภาษี 16 มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แจงช่วยเหลือทุกกลุ่มทั้งมนุษย์เงินเดือน- เอสเอ็มอี-เอกชน แถมเพิ่มวงเงินลดหย่อยเบี้ยประกันชีวิตจาก 5 หมื่น เป็น 1 แสน พร้อม กระตุ้นการออมให้หักภาษีแอลทีเอฟ-อาร์เอ็มเอฟ เพิ่มเป็น 5 แสนบาท ลดภาษีนิติบุคคลให้ วิสาหกิจ -เอสเอ็มอี แถมลดภาษีให้บจ.เหลือ 25% เป็นเวลาอีก 3 ปี เตรียมไขก๊อกระลอก 2 ในเดือน มี.ค.นี้ ปลัดคลังชี้เป็นมาตรการภาษีครั้งใหญ่ในชีวิต ระบุไม่ได้ช่วยแค่คนรวยแต่ช่วย ทุกกลุ่ม
ที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 12.00 น. วันที่ 4 มี.ค. นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี รองนายกฯและ รมว. คลัง พร้อมด้วยนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวง การคลัง และนายศานิต ร่างน้อย อธิบดีกรมสรรพากร ร่วมกันแถลงข่าวมาตรการภาษีเพื่อกระตุ้น และฟื้นฟูเศรษฐกิจ ใช้เวลานานร่วม 1 ชม. เพื่อชี้แจงรายละเอียดและตอบข้อซักถามทั้งหมด โดย นพ.สุรพงษ์ กล่าวว่า ที่ประชุม ครม. ได้เห็นชอบมาตรการดังกล่าวแล้วรวม 16 มาตรการ ซึ่งจะช่วยลดรายจ่ายให้กับประชาชนเพื่อมีเงินไปจับจ่ายใช้สอยมากขึ้น และช่วยกระตุ้นการ ลงทุนของภาคเอกชนให้มากขึ้น แม้ว่ารัฐต้องสูญเสียรายได้ปีละ 42,000 ล้านบาท แต่เชื่อว่า เมื่อประชาชนมีกำลังซื้อ มีการซื้อขาย มีกิจกรรมทางเศรษฐกิจเกิดขึ้น จะทำให้การจัดเก็บภาษี มูลค่าเพิ่มนั้นมากขึ้น ขณะเดียวกันเมื่อภาคเอกชนมีการลงทุนมากขึ้น ก็ส่งผลให้รัฐสามารถจัด เก็บรายได้มากกว่าเงินที่เสียไป ดังนั้นจึงไม่ส่งผลกระทบต่อรายได้ของรัฐบาลมากนัก
นอกจากนี้ภายในเดือน มี.ค. เตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอีกระลอกที่ 2 ซึ่งเกี่ยวข้อง กับรากหญ้า ทั้งกองทุนหมู่บ้าน โครง การเอสเอ็มแอล การกระตุ้นการลงทุนเอกชน รวมถึงการ ลงทุนในโครงการเมกะโปรเจคท์ และยังมีมาตรการอย่างต่อเนื่อง ก็มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยใน ปี 51 นี้จะเติบโตได้ถึง 6% แน่นอน โดยทุกมาตรการที่ออกมาไม่ได้เน้นที่คนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่กระจายในประชาชนทุกกลุ่ม
นายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ รมช.คลัง กล่าวว่า ขอเรียกว่าเป็นมาตรการคืนเงินกลับ กระเป๋าเพื่อ กระตุ้นเศรษฐกิจ เพราะทำให้ประชาชนมีเงินในกระเป๋ามากขึ้นเพื่อนำไปจับจ่ายใช้สอย เพราะได้ ลดภาษีบุคคลธรรมดาที่มีรายได้น้อยและปานกลาง ส่งเสริมให้มีการออม โดยเพิ่มวงเงินหักลด หย่อนค่าเบี้ยประกันชีวิต หน่วยลงทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ หรืออาร์เอ็มเอฟ กองทุนรวมหุ้นระยะยาว หรือแอลทีเอฟ และยังช่วยเหลือเอสเอ็มอี โดยลดภาษีให้กับวิสาหกิจชุมชน ส่งเสริมตลาดทุนและ ระบบธรรมาภิบาล ให้เอกชนเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหุ้นมากขึ้น กระตุ้นอสังหาริมทรัพย์โดย เฉพาะภาษีธุรกิจเฉพาะได้รับการลดหย่อน ซึ่งรัฐบาลเป็นผู้ลงทุน ก่อน จะทำให้เอกชน ประชาชน มีความเชื่อมั่นต่อไป มาตรการครั้งนี้มีเงินมากขึ้นและผู้ไม่ได้เสียภาษีก็ได้รับผลดี
นายศุภรัตน์ ควัฒน์กุล ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า มาตรการครั้งนี้ถือเป็นมาตรการภาษีที่ใหญ่ มาก ๆ ครั้งหนึ่งจากที่เคยปฏิรูปภาษีเมื่อปี 35 ที่เปลี่ยนภาษีการค้าเป็นภาษีมูลค่าเพิ่ม และปรับ เปลี่ยนเงินได้บุคคลธรรมดาและภาษีสรรพสามิต เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์กับผู้มีรายได้ นักธุรกิจ ผู้ลงทุน ในหลายระดับทั้งฐานราก ระดับกลางและผู้ประกอบการรายใหญ่ ๆ ด้วย
ทั้งนี้แยกเป็นมาตรการภาษีเพื่อเพิ่มรายได้ให้แก่ประชาชนและช่วยเหลือผู้ด้อย โอกาสทางสังคม เช่น การเพิ่มเงินได้สุทธิที่ได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จาก 1 แสนบาท เป็น 1.5 แสน บาท เพิ่มวงเงินยกเว้นและหักค่าลดหย่อนเบี้ยประกันชีวิตเป็น 1 แสนบาท, เพิ่มวงเงินหักค่าลด หย่อนเงินได้ในการซื้อหน่วยลงทุนในกองทุนเพื่อการเลี้ยงชีพ หรืออาร์เอ็มเอฟ เงินสะสมเข้ากอง ทุนสำรองเลี้ยงชีพ เงินสะสมเข้ากองทุนบำเหน็จบำนาญ ข้าราชการ (กบข.) เงินลงทุนในกองทุน รวมหุ้นระยะยาว เช่น แอลทีเอฟ จากเดิม 3 แสนบาท เป็น 5 แสนบาท มีผลในปีภาษี 51 เป็นต้นไป นอกจากนี้ยังเพิ่มการหักค่าลดหย่อนค่าอุปการะเลี้ยงดูคู่สมรส บิดา มารดา บุตร ที่พิการอีก คนละ 30,000 บาทต่อคนพิการ 1 คน ซึ่งจะมีผลเมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้
นอกจากนี้ยังมีมาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนวิสาหกิจชุมชน และวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ทั้งการยกเว้นภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาให้กับวิสาหกิจชุมชนที่มีรายได้ไม่เกินเดือน ละ 1 แสนบาทตั้งแต่ปี 51-53 การยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลให้กับเอสเอ็มอี ในส่วนของกำไร สุทธิตั้งแต่ 1.5 แสนบาทแรก ส่วนที่เหลือเสียตามปกติ ส่วนมาตรการสุดท้ายคือมาตรการภาษี เพื่อกระตุ้นการลงทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเอกชนไทย ทั้งการหักค่าเสื่อม ราคาได้พิเศษหากเปลี่ยนเป็นเครื่องจักรที่ประหยัดพลังงานซึ่งหักได้ 1.25 เท่า ไปจนถึงปี 53 และหากเอกชนลงทุนในเครื่องจักรยังหักค่าเสื่อมราคาได้มากถึง 40% ในปีแรก ส่วนที่เหลือหัก ตามปกติ เท่ากับว่าหากลงทุนในปีแรกจะหักค่าเสื่อมได้มากถึง 52% ซึ่งจะช่วยจูงใจให้เอกชนเร่ง ลงทุนโดยเร็ว หลังจากที่รอกันมานานเพราะเครื่องจักรเต็มการผลิตเต็มทีแล้ว
นายศุภรัตน์ กล่าวว่า มาตรการนี้ยังช่วยกระตุ้นตลาดทุนได้อีกทางหนึ่งเพราะกำหนดให้เอกชนที่เข้า มายื่นขอการจดทะเบียนหรือไฟลิ่ง ภายในปีนี้และนำหุ้นไปซื้อขายในปี 52 จะได้รับยกเว้นภาษี เหลือ 25% ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และเหลือ 20% ในตลาดเอ็มเอไอ เป็นเวลา 3 ปี ส่วนบริษัทที่จดทะเบียนอยู่แล้วจะได้รับสิทธิเช่นกันโดยบริษัทที่จดทะเบียนใน ตลท. ที่มีกำไรสุทธิไม่เกิน 300 ล้านบาท จะได้ลดภาษีเหลือ 25% ขณะที่ในตลาดเอ็มเอไอจะได้ภาษี ที่ 20% ในส่วนที่มีกำไรไม่เกิน 20 ล้านบาท เป็นเวลา 3 ปี
นอกจากนี้ยังได้ลดภาษีธุรกิจเฉพาะรวมภาษีท้องถิ่นให้กับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ เหลือ เพียง 0.11% จากเดิม 3.3% และลดค่าธรรมเนียมการโอนและจดจำนองอสังหาริมทรัพย์ จาก 2% เหลือ 0.01% เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งรวมแล้วเป็นการลดภาษีประมาณ 5% เศษ เพื่อ กระตุ้นธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งเป็นธุรกิจใหญ่และมีธุรกิจต่อเนื่องมากมายเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไทยต่อไป
นางภัทรียา เบญจพลชัย กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า การที่กระทรวงการคลังลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับบริษัทที่นำหลักทรัพย์เข้าไปจดทะเบียน ในตลาดหลักทรัพย์ฯ จาก 30% เหลือ 20% ของกำไรสุทธิ เป็นเวลา 3 รอบระยะเวลาบัญชีต่อเนื่อง กัน คาดว่าจะส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยมีความคึกคักมากขึ้น เพราะเป็นแรงจูงใจให้บริษัทจดทะเบียนที่ เข้ามาในตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้วมีภาระด้านผลประกอบการที่ลดลง และมีกำลังใจในการทำงานมาก ขึ้น รวมทั้งทำให้บริษัทมีกำไรสุทธิในปี 51 เติบโตมากขึ้น แต่จะเพิ่มอีกเท่าใดนั้นยังระบุไม่ได้ โดย วางเป้าหมายว่าภายในปีนี้จะดึงบริษัทใหม่เข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯให้มากที่สุด จาก จำนวนบริษัทที่ยื่นขอจดทะเบียนจำนวน 107 บริษัท.
เอาไปพอสังเขปก่อนครับ !
จากคุณ :
+:Non Media:+
- [
16 เม.ย. 51 21:47:16
A:125.25.163.197 X:
]
|
|
|