 |
ผู้ประกอบการSME "กระทืบ" ยับ รัฐบาลไร้น้ำยา
|
|
สมาชิกสมาคมโรงแรมที่ยื่นกู้เงินจากเอสเอ็มอีแบงก์ 111 ราย วงเงินกู้สูงสุดรายละไม่เกิน 5 ล้านบาท หรือวงเงินรวม 550 ล้านบาทนั้น จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีผู้ประกอบการโรงแรมรายใดได้รับการช่วยเหลือด้านเงินกู้ ถ้าเป็นคนจมน้ำก็จมไปแล้ว ไม่มีรอด ขณะที่ธุรกิจท่องเที่ยว บริษัทนำเที่ยวต่างๆ ก็ไม่ได้รับเงินกู้เหมือนกัน
"นี่ขนาดขอกู้เงินไม่เกิน 5 ล้านบาท รัฐบาลก็ยังช่วยไม่ได้ แล้วโรงแรมขนาดใหญ่ที่ลงทุนเป็น 1,000 ล้านจะได้รับการช่วยเหลือด้านสินเชื่อได้อย่างไร"
ขณะที่เสียงสะท้อนจากเอสเอ็มอีตัวจริง นายอธิภูมิ กำธรวรรินทร์ ประธานสภาอุตสาหกรรม จ.ลำปาง เจ้าของบริษัทมีศิลป์ เซรามิก จำกัด กล่าวว่า ปัญหาเอสเอ็มอีส่วนใหญ่ก็คือ จะต้องมีเงินหมุนเวียนเพื่อให้เมื่อมีรายได้จะทยอยใช้คืนเงินกู้ เพราะถ้าไม่จ่ายเงินกู้ตามกำหนดจะถูกปรับดอกเบี้ยมหาโหด แต่หลังจากวิกฤติเกิดขึ้น ธนาคารไม่ยอมปล่อยสินเชื่อ ทำให้ประสบปัญหาขาดแคลนเงินสดหมุนเวียน
"ขณะนี้นโยบายของธนาคารมองกลุ่มเซรามิกและกลุ่มเฟอร์นิเจอร์ไม้ส่งออกเป็น กลุ่มเสี่ยงต้องจับตาเป็นพิเศษ จึงไม่ยอมปล่อยกู้ให้ ผมส่งเรื่องขอกู้ไปตั้งแต่เดือน ธันวาคมปี 51 แต่จนถึงบัดนี้ยังไม่ได้รับการอนุมัติให้เลยแล้วจะอยู่กันได้อย่างไร"
"การช่วยเหลือของรัฐบาลที่ผ่านมามีเพียงการฝึกอบรมพนักงานให้เอสเอ็มอีนั้น ไม่ได้ช่วยให้เอสเอ็มอีดีขึ้นเลย เพราะการจะอยู่ได้ต้องมีเงินมาซื้อกิน ไม่ได้ใช้ความรู้ไปซื้อกินได้ ซึ่งต้องช่วยเรื่องเงินด้วย ไม่ใช่ช่วยด้านวิชาการอย่างเดียว"
ตกต่ำสุดในรอบ 5 ปี "เอสเอ็มอี" ระทม
ผศ.ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย กล่าวว่า
จากการที่ศูนย์ฯได้สำรวจสถานภาพธุรกิจเอสเอ็มอีของไทย ล่าสุดเดือน พ.ค.2552 ที่ผ่านมาพบว่า เอสเอ็มอีไทยที่มีกว่า 2,000,000 รายนั้น ต่างได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอยอย่างมาก และต่างมียอดขายลดลง 20-40% ขณะที่ต้นทุนการผลิตกลับไม่ลดลง เพราะราคาวัตถุดิบบางอย่างยังสูงอยู่ ประกอบกับราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้น เอสเอ็มอีจึงขาดเงินทุนหมุนเวียนในการทำธุรกิจอย่างหนัก
"ปัญหาก็คือเมื่อขอกู้เงินจากแบงก์ แบงก์กลับไม่ปล่อยกู้ให้ เพราะฐานะของเอสเอ็มอีไม่ดี จึงไม่กล้าเสี่ยง เอสเอ็มอีจึงต้องหันไปพึ่งเงินกู้นอกระบบ เช่น แชร์นายทุนที่คิดดอกเบี้ยแพงมาก บางรายไม่มีทางออกจริงๆก็ปิดกิจการส่วน บางรายที่ยังพอมีเงินเก็บอยู่ก็เอามาใช้ไปก่อน แต่จากการสำรวจล่าสุดนั้น พบว่า รายที่เอาเงินเก็บมาใช้ก่อนนั้นจะเพียงพอ สำหรับพยุงธุรกิจได้อีกเพียง 8 เดือน หรือไม่เกินสิ้นปีนี้เท่านั้น"
ที่มาไทยรัฐ ************************************************
เป็นไงล่ะ... สะใจไหมครับพี่น้อง สมน้ำหน้าพวกที่มันนิ่งดูดายไม่แยแส
สนใจเรื่องการบ้านการเมือง เรื่องปากท้องตัวเองแท้ๆ ปล่อยให้พวกเสื้อแดงสู้เพียงลำพัง
ภัยมาถึงตัวกันแล้วไหมล่ะนั่น เพราะพวกอำมาตย์ชาติตุ๋ย มันไม่เคยแยแสเขาเหล่านี้
มันคือคู่แข่งทางธุรกิจของพวกมัน ถ้าพวก SME ตายสิ้น พวกมันก็ผงาดครองตลาดผูกขาด
นี่คือแผนการณ์อันชั่วร้ายของพวกมัน....
จากคุณ |
:
Black Propaganda
|
เขียนเมื่อ |
:
17 ก.ค. 52 17:51:47
A:124.121.125.86 X:
|
|
|
|  |