 |
วิเคราะห์ความเห็นของหลวงพี่วุฒิชัย วชิรเมธี กับเรื่องหงายบาตร ตัดกรรม{แตกประเด็นจาก P8119899}
|
|
ผมได้อ่านข้อความที่คุณ soodyod (ขอเรียกเป็นไทยว่า สุดยอด เพราะชื่อน่าจะอ่านได้แบบนี้) ยกข้อความที่หลวงพี่มหาวุฒิชัย วชิรเมธี ให้ความเห็น+ความรู้ เกี่ยวกับการหงายบาตร ตัดกรรม กับอุตริมนุสสธรรม มาลงในกระทู้ที่ P8119899 ซึ่งน่าเสียดายที่คุณสุดยอดไม่ได้ลงที่มา หรือ Link ของเรื่องไว้ ผมก็เลยไม่ได้ไปตามจากต้นเรื่องต้นข่าว เลยไม่รู้ว่านั่นเป็นความเห็นของหลวงพี่วุฒิชัยจริงหรือไม่
แต่ถ้าข้อความเหล่านั้นเป็นจริง ผมก็มีความเห็นที่ออกจะแตกต่างกับหลวงพี่ท่านอยู่นิดหน่อย แต่จะลงในกระทู้นั้นก็จะยาวมากไปในฐานะที่เป็นความคิดเห็นธรรมดาๆ ก็เลยคิดว่าน่าจะแตกประเด็นออกมา เป็นกระทู้ใหม่ดีกว่า
สำหรับเรื่องความเห็นของหลวงพี่วุฒิชัย ผมมองว่าก็ยังดีที่ยังบอกว่าให้ข้อมูลในเชิงวิชาการ ไม่ได้พูดโจมตีข้างใดข้างหนึ่ง ถึงแม้ว่าท่านมักจะออกอาการเชียร์พันธมิตรอยู่บ้างก็ตามที แต่ผมก็พอรับที่ท่านอธิบายได้ เพราะนั่นก็เป็นไปตามหลักพระพุทธศาสนา
ผมเองแม้จะไม่ได้จบ เปรียญธรรม ๙ ประโยค พุทธศาสตร์บัณฑิต และปริญญาอื่นๆพ่วงท้ายเต็มไปหมด เก่งอย่างหลวงพี่วุฒิชัย แต่ก็เคยบวชเรียนจนได้นักธรรมเอก , ป.ธ. ๑-๒ และผมเชื่อมั่นว่า ผมพอจะรู้อะไรๆเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา ไม่ด้อยไปกว่าหลวงพี่วุฒิชัย แม้จะมีความเคารพท่านในฐานะที่ท่านดำรงเป็นอุดมเพศ ส่วนผมเป็นเพียง หินเพศ (เพศอันต่ำต้อย) เป็นอุบาสกในบวรพุทธศาสนา จึงไม่อาจเอื้อมจะไปวิพากษ์วิจารณ์ในความคิดความเห็นของท่านที่เป็นไปตามหลักพระศาสนา (แม้จะรู้สึกว่าท่านพูดพ่วงด้วยความรู้สึกส่วนตัวไปบ้าง) แต่เพราะมีความเห็นว่าความรู้สึกของท่านออกจะสุดโต่งเกินไปหน่อย
ก็เลยคิดว่าน่าจะลองวิเคราะห์ความคิดเห็นของท่านดู
และเนื่องจากกระทู้ของผม แม้จะอ้างอิงหลักพระพุทธศาสนา ซึ่งควรจะไปอยู่ในห้องศาสนามากกว่า แต่เพราะผมเห็นกระทู้ของคุณสุดยอด เอามาตั้งในราชดำเนิน ผมก็ควรจะลงในราชดำเนินด้วยเหมือนกัน
สำหรับประเด็นหลักคือ หลวงพี่ท่านพูดว่าคว่ำบาตร หงายบาตร ตัดกรรมนั้น มีนัยยะทางพระพุทธศาสนาอย่างไร เท่าที่ผมได้อ่านโดยละเอียดก็ต้องยอมรับตรงๆว่า ท่านว่าไว้ไม่ผิด ตรงตามหลักพระพุทธศาสนาทุกประการ
แต่ถ้าเป็นผม ผมก็คงจะไม่สามารถบอกได้ตรงๆว่าวิธีเหล่านั้นเป็นวิธีที่เลวร้าย ไม่ควรทำโดยประการทั้งปวง อะไรทำนองนั้น
ความจริงแล้วผมเองก็ไม่ทราบว่าพิธีหงายบาตรหรือตัดกรรมอย่างที่หลวงพ่อเจ้าอาวาสวัดแก้วฟ้าจุฬามณีจะทำนั้น มีกรรมวิธีหรือพิธีการอย่างไร ถ้าหากจะตัดสินไปเลยว่ามันผิดหลักทางพระพุทธศาสนา ก็คงจะปฏิเสธโดยทันทีทันใดไม่ได้หรอกครับ เพราะยังไม่เห็นกรรมวิธีอะไรเลย
ความจริงแล้วพิธีกรรมที่มีในพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะในเมืองไทย ส่วนมากก็มักจะอิงกับพิธีทางพราหมณ์อยู่มาก หรือคาถาอาคมขลังต่างๆที่มีใช้กัน ก็อิงหลักทางพราหมณ์อยู่มาก เพราะพระพุทธศาสนาไม่มีเรื่องเหล่านี้
พูดกันตรงๆก็คือว่า พิธีการต่างๆทั้งหลวงทั้งราษฎร์ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรัฐพิธี ราชพิธีบางประการ) ที่มีในเมืองไทย ล้วนอิงทั้งหลักทางพุทธ กับทางพราหมณ์ด้วย
ในพิธีวางศิลาฤกษ์ที่สำคัญต่างๆก็ต้องผูกดวงผูกวันเวลาตามโหราศาสตร์ แต่ก็ยังต้องมีการเจริญพระพุทธมนต์ของพระภิกษุสงฆ์ติดอยู่ด้วย
เพราะฉะนั้น แม้ว่าจะมีพิธีทางพราหมณ์หรือฮินดูอยู่ในรัฐพิธี ราชพิธีต่างๆก็ตาม แต่ก็ต้องอิงหลักทางพระพุทธศาสนาเข้าไปด้วย
ทีนี้มาดูในส่วนพิธีการหงายบาตร ตัดกรรม ที่มีข่าวว่าเจ้าอาวาสวัดแก้วฟ้าท่านจะจัด ร่วมกับส.ส. หรือผู้เกี่ยวข้องผู้เคารพรักต่อตัวทักกี้ รวมถึงจะมีผู้ร่วมงานเป็นพุทธศาสนิกชน ที่เป็นพี่น้องชาวเสื้อแดง หรืออาจไม่ใช่เสื้อแดง แต่ก็รักคิดถึงคุณทักษิณมาร่วมด้วยนั้น
ในงานนั้นก็คงจะมีการอาราธนาพระภิกษุสงฆ์ มาเจริญพระพุทธมนต์ เป็นพิธีทางพระพุทธศาสนาด้วย และในส่วนของพิธีตัดกรรมเอง ก็คงจะมีส่วนที่เกี่ยวข้องกับพระภิกษุสงฆ์ด้วยเหมือนกัน
แต่ถ้าถามว่ามันจะตัดกรรมได้จริงหรือไม่นั้น ตามที่หลวงพี่วุฒิชัยว่ามา ว่าตัดกรรมไม่ได้ ไม่ใช่หลักทางพระพุทธศาสนานั้น ความจริงแล้วเรื่องพิธีการน่ะ คงจะไปตัดกรรมเอาเลยไม่ได้หรอก
แต่ถ้าพูดตามแนวของพระพุทธศาสนาแล้ว มันก็มีเรื่องหลายๆเรื่องในครั้งพุทธกาล ที่ออกจะเกี่ยวข้องกับการตัดกรรม หรือเปลี่ยนแปลงการให้ผลของกรรมหรือวิบากต่างๆอยู่บ้างเหมือนกัน
ผมคงจะไม่ยกเรื่องเต็มๆมาหรอกครับ แต่จะยกความย่อบางเรื่องมา
๑. เรื่องของอายุวัฒนกุมาร ปรากฏในคัมภีร์ขุททกนิกาย อรรถกถาธรรมบท ชื่อ ธัมมปทัฏฐกถา เนื้อหาเกี่ยวกับเด็กทารกคนหนึ่งซึ่งพราหมณ์ผู้เป็นพ่อได้ทราบจากเพื่อนที่ออกบวช ว่าลูกชายของตัวเองจะตายภายใน ๗ วัน อยากจะให้ลูกรอดตาย เลยไปหาพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ทรงบอกว่าลูกจะตายภายใน ๗ วันเหมือนกัน แต่ทรงแนะแนวทางรอดให้ โดยให้พราหมณ์สร้างมณฑปเป็นเขตปริมณฑลไว้ ให้เด็กอยู่ข้างใน แล้วให้พระสงฆ์ล้อมรอบ เจริญพระปริตรตลอด ๖ วัน และในวันที่ ๗ พระองค์ก็เสด็จไปเอง ทำให้ภัยที่จะมากล้ำกรายเด็กคนนี้ ไม่เกิดขึ้น (เรื่องของเรื่องก็คือจะมียักษ์มาจับเด็กไปกิน แต่พอพระพุทธเจ้าเสด็จมา ยักษ์ก็เกรงพุทธานุภาพจึงไม่กล้าไปจับ) พอเกิน ๗ วัน เด็กคนนี้ก็ปลอดภัย และด้วยอานุภาพพระปริตรเอง ทำให้เด็กคนนี้มีอายุยืนไปอีก ถึง ๑๒๐ ปี
๒. สามเณรรูปหนึ่ง เป็นศิษย์ของพระเถระที่เป็นอรหันต์ วันหนึ่งพระเถระได้มองด้วยทิพยจักษุ (ตาทิพย์) ว่าสามเณรจะมรณภาพภายใน ๗ วัน จึงได้ให้สามเณรไปลาโยมพ่อโยมแม่ ปรากฏว่าระหว่างทางสามเณรได้พบกับหนองน้ำที่ใกล้จะแห้ง ปลาและเต่าใกล้จะตาย สามเณรจึงใช้จีวรของท่าน ห่อพวกปลาและเต่าไว้แล้วนำไปปล่อยไว้ที่หนองน้ำอีกแห่งที่มีน้ำอยู่เต็ม ให้สัตว์ได้มีชีวิตรอดต่อไป
พอครบ ๗ วัน แล้วสามเณรไม่มรณภาพ พระเถระก็สงสัยจึงดูด้วยญาณของท่าน จึงได้ทราบว่าเพราะสามเณรได้ทำกรรมดีไว้ และกรรมดีนั้นเป็นเหตุให้บั่นทอนวิบากอกุศลกรรมซึ่งจะส่งผลให้สามเณรนั้น ต้องมรณภาพ ให้หมดการให้ผลไปได้
แม้ทั้งสองเรื่องนี้อาจจะไม่ตรงกับแนวคิดเกี่ยวกับพิธีการตัดกรรม (ซึ่งผมก็บอกแล้วว่ายังมองไม่เห็นพิธีกรรมว่าจะทำกันอย่างไร มีอะไรแปลกแยกออกจากแนวพระพุทธศาสนาไปมากไหม) แต่ก็พอจะกล่าวได้ว่าเป็นแนวทางเกี่ยวกับการสร้างบุญสร้างกุศลเพื่อลดทอนการให้ผลของบาปอกุศลกรรม หรือผ่อนเรื่องหนักให้เป็นเบา
ตามแนวทางของผู้ที่เป็นพุทธศาสนิกชนนั้น ปกติแล้วเมื่อถึงเวลาสำคัญเมื่อถึงวันเกิด ก็มักมีการทำบุญทำกุศลกัน เป็นเรื่องปกติธรรมดา เพื่อให้ผลอำนาจบุญกุศลส่งผลให้ชีวิตมีความสุขความเจริญ
ส่วนถ้าหากจะมีพิธีอื่นใดอีก ที่แม้ว่าจะไม่เคยมีปรากฏในประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาก็ตาม แต่แนวทางการดำเนินการก็ต้องอิงหลักการทำบุญทำกุศลในหลักทางพระพุทธศาสนาอยู่เป็นเรื่องธรรมดา
เพราะฉะนั้นเมื่อมาพูดกันตรงๆแล้ว แม้ว่าการตัดบาปตัดกรรมอะไรต่างๆ จะไม่ได้อยู่ในหลักวิธีการ หรือจะมีพิธีการในทางพุทธศาสนา อ้างอิงอยู่ก็ตาม แต่หากจะมีพิธีกรรมอะไร ที่นำคนให้เข้าไปสู่การสร้างบุญสร้างกุศลแล้ว ก็ไม่ควรจะไปปฎิเสธว่านั่นไม่ใช่หลักทางพระพุทธศาสนา นั่นควรเลิก นั่นไม่ควรไปยุ่ง นั่นควรตำหนิ
เพราะวิธีการนำคนเข้าสู่บุญกุศลนั้นมีหลายวิถีทาง
การใช้เครื่องรางวัตถุมงคล นำคนเข้าสู่ธรรม นั่นก็สำคัญ
การใช้พระพุทธรูป เป็นสื่อให้คนเข้าถึงพุทธคุณ หรือพระรัตนตรัย ก็เป็นสำคัญ
การชักนำคนให้เข้าสู่บุญกุศล จากพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งแม้ตามหลักจะมองแล้วเหมือนเป็นกระพี้เป็นเปลือกของศาสนา เป็นการปลอบใจทั่วๆไป แต่ว่าโดยแก่นก็คือชักนำให้คนเข้าสู่บุญกุศล
ต้องบอกว่าคนในสังคมนี้มีหลายระดับ
ระดับนักวิชาการ คนที่เข้าใจแก่นแท้ทางพระพุทธศาสนาจริงๆ เขาก็ไม่สนใจเรื่องพวกนี้ สร้างบุญสร้างกุศล จนถึงระดับที่เป็นบารมีธรรม สั่งสมอบรมคุณธรรมในตัว
ระดับชาวพุทธธรรมดาทั่วๆไป ที่อยากทำบุญทำกุศล ก็มีจิตปรารถนาให้เกิดสิริมงคลคุณความดีแก่ตัวเอง แก่คนที่ตัวเองรัก แก่คนที่ตัวเองเคารพนับถือ
ระดับคนที่งมงายที่สุด ก็เข้าสู่แนวทางบุญกุศลด้วยพิธีตัดกรรมต่างๆนาๆ
ทั้งนี้แน่นอนว่า หากจะมีพระสงฆ์รูปใดอ้างว่าตัดกรรมได้ชัวร์ ยกเลิกวิบากกรรมต่างๆชัวร์ อาตมามีอำนาจมีอิทธิฤทธิ์อิทธิเดชอย่างนั้นอย่างนี้
ก็ต้องบอกว่านั่นงมงาย นั่นผิดแน่ๆ และพระรูปนั้นก็กำลังอวดอุตริมนุสสธรรม
แต่ถ้าเพียงแต่ว่าจะมีพิธีตัดกรรม พิธีหงายบาตร (ซึ่งก็สามารถใช้หมายถึงการยอมรับของพระภิกษุสงฆ์ว่าทักกี้เป็นอุบาสกเป็นชาวพุทธที่ดีได้เหมือนกัน) โดยมีเรื่องบุญเรื่องกุศลมาเกี่ยวข้อง คือชักนำคนเข้าสู่บุญกุศล แล้วจะตัดสิน ด่ากราดไปเลยว่าห้ามทำ ไม่ดี ผิด ต้องตำหนิ ต้องด่าว่า
แบบนี้มันก็เกินไปครับ และถ้าจะมีพระสงฆ์รูปไหนพูดแบบนั้น ผมก็เห็นว่าไม่สมควรที่ท่านจะกล่าวไปแบบนั้น
ทั้งนี้กระทู้ของผมก็ไม่มีเจตนาจะไปบอกว่าความเห็นของหลวงพี่วุฒิชัยจะเป็นความเห็นที่ผิด
เพียงแต่มันออกจะสุดโต่งจนเกินไปหน่อยเท่านั้นเอง
แก้ไขเมื่อ 24 ก.ค. 52 22:49:40
แก้ไขเมื่อ 24 ก.ค. 52 22:47:16
แก้ไขเมื่อ 24 ก.ค. 52 22:46:39
จากคุณ |
:
chohokun
|
เขียนเมื่อ |
:
24 ก.ค. 52 22:43:28
A:61.90.77.176 X:
|
|
|
|  |