ตั้งแต่เข้าร่วมกับพี่น้องประชาชนสู้รบกับระบอบอำมาตยาธิปไตยมาจนบัดนี้
ผมเชื่อมั่นเสมอว่าฝ่ายประชาชนวันนี้คือฝ่ายก้าวหน้า
พร้อมปฏิเสธความล้าหลังในทางการเมืองเศรษฐกิจ
และสังคมของประเทศที่ก่อขึ้นโดยฝ่ายอำมาตย์
ไม่นานก็จะบริบูรณ์เพรียบพร้อมทั้งทางกายภาพ ความกล้าหาญทางจริยธรรม
และจังหวะเวลาอันเหมาะสมในการแสดงออกอย่างเป็นรูปธรรม
ผมไม่เคยเห็นภาพของพี่น้องประชาชนที่เป็นเด็กไม่พร้อมรับความจริงของโลก
ต้องให้อำมาตย์ บริษัทบริวาร
และซากเดนทั้งหลายมาตั้งตัวเป็นผู้ใหญ่เข้ามาปกครองและครอบงำ
"ประชาชนในประเทศนี้ปกครองตัวเองได้
นี่หล่ะครับคือจุดตั้งต้นของผม"
ยอมรับว่าเมื่อก่อนนี้ผมก็ไม่แน่ใจนัก เพราะไม่ได้เข้ามา
คลุกกับมวลชนจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของท่านทุกวันนี้ ผม
จึงเพิ่งมาซาบซึ้งกับคำกล่าวที่ว่า "ในมวลชนมีทุกสิ่ง" และยอม
รับว่าเป็นสัจธรรมโดยแท้ และผมได้เรียนจากการร่วมต่อสู้
กับพี่น้องประชาชนมากกว่าทุกโรงเรียนและทุกมหาวิทยาลัยที่
ผมได้เรียนและได้สอนมารวมกัน
ผมได้เห็นว่าแม่ค้าจบ ป.4 มีความก้าวหน้า ตระหนัก
ในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของตนเองสูงกว่าอธิการบดีจบ
ปริญญาเอกที่เป็นข้.ข้าของอำมาตย์
ผมได้เห็นคนที่ประกอบอาชีพรับจ้าง อย่างพี่น้องแท๊กซี่
หรือวินมอเตอร์ไซด์ที่วิเคราะห์การเมืองได้ดีกว่าคนที่สังคม
อุปโลกน์ให้เป็นนักปราชญ์ราชบัณฑิตบางคน
"บวกกับบทเรียนและแบบฝึกหัดอีกมากมายหลายครั้ง"
ผมพบว่าฝ่ายประชาชนมีจุดอ่อนอย่างเดียวที่ยังสู้ฝ่าย
อำมาตย์เขาไม่ได้ และทำให้ฝ่ายอำมาตย์เขายังควบคุมสังคม
ได้แทบทุกอณู โดยเฉพาะอำมาตย์ไทยที่ใช้ประโยชน์เต็มที่
จากวัฒนธรรมสมยอมของไทยและกดขี่อย่างนุมนวล โยนเศษ
เนื้อให้ฝ่ายประชาชนกินเป็นระยะๆ เพื่อให้รู้สึกว่าไม่อดตาย
จงใจทำลายเงื่อนไขของการปฏิวัติสังคมที่มักเริ่มต้นด้วย
ความอดอยากยากแค้นในบ้านเมืองอื่น
"นั่นคือการจัดตั้งที่อ่อนกว่า ด้อยกว่าิและไม่ต่อเนื่อง
ของฝ่ายประชาชน"
ฝ่ายอำมาตย์เขาจัดตั้งมานานกว่า ครอบคลุมกว่า และ
ยังจัดตั้งอย่างต่อเนื่องแข็งขัน เท่านั้นเองครับ
คำว่า การจัดตั้ง ซึ่งเป็นคำเก่าแก่ที่สุดคำหนึ่ง คือการทำ
ความเข้าใจในแนวคิด อุดมการณ์ ค่านิยม ให้ตรงกันในหมู่คณะ
และอาจรวมถึงการทำความตกลงในวิธีการเพื่อให้บรรลุผลนั้น
นักจัดตั้งไม่เพียงแต่เอาตัวเองเป็นที่ตั้ง อย่างที่เรียกว่า อัตวิสัย
แต่ต้องฉลาดวิเคราะห์จังหวะเวลาและสถานการณ์ เพื่อโยงเอา
มาใช้ประโยชน์อย่างที่เรียกว่า ภาววิสัย ด้วย
"นี่แหละครับคืองานของเรานับจากนี้ไปใน
ฝ่ายประชาชน"
การพิสูจน์คลิปเสียง การไล่รัฐบาล การ
ตะเพิดนายอภิสิทธิ์ การล้อมบ้านพลเอกเปรม
ฯลฯ ก็ทำไปเถอะครับ เพราะเป็นการทดสอบ
วิธีชุมนุมมวลชนในระบอบประชาธิปไตย เหมือน
ซ้อมใหญ่ แต่จะให้สะเด็ดน้ำจนเราได้
ประชาธิปไตยแท้ๆ ด้วยวิธีการชุมนุม
แล้วชุมนุมเล่า แล้วเรียกนายหน้า
หรือตัวแทนเขามาเขกกบาลให้สะใจนั้นเห็น จะ
เป็นไปได้ยาก
เมื่อฝ่ายอำมาตยาธิปไตยรักษาอำนาจของเขาได้
อย่างมั่นคงและลุ่มลึก ถึงขนาดแทบจะควบคุมความคิดคนได้หมดประเทศแล้ว
ด้วยกลไกการจัดตั้ง ฝ่ายประชาชนเองจะเพิกเฉยอยู่ไม่ได้ ความ
จริงใจก็เป็นเรื่องที่ดีอยู่หรอกครับ แต่ถ้าต่างคนต่างจริงใจและ
แสดงออกความจริงใจอย่างกระจัดกระจายไม่เป็นลำแสงเดียวกัน
ก็จะได้พลังประชาธิปไตยที่กว้างขวาง หลากหลาย แต่ขาดความ
เข้มข้นและนำไปทดแทนลำแสงที่ดูเจิดจรัสของฝ่ายอำมาตยาธิปไตยไม่ได้
การชุมนุมและการปราศรัยก็เป็นเครื่องมือจัดตั้งอย่างหนึ่ง
แต่ต้องแน่ใจว่าความคิดเบื้องหลังการแสดงออกของคนเหล่านั้นมีเป้าหมาย
เพื่อประชาธิปไตยอย่างแท้จริงซ่อนอยู่หรือบางครั้งก็แสดงออกเลยโดยไม่ต้องซ่อน
ไม่ใช่เพียงเพื่อให้คนชอบคนรัก หรือ
หาเสียงใส่ตัวเพื่อแปลงเป็นคะแนนเสียงเลือกตั้งหรือเป็นอำนาจต่อรองทางการเมือง
ของตนและหมู่คณะ แต่ต้องเป็นการเตรียมให้มวลชนเข้าใจเป้าหมายที่ใหญ่โต
สำเร็จยาก แต่จำเป็นต้องฝ่าฟันไปเพื่อจัดระเบียบสังคมใหม่
"ชุมนุมแต่ละครั้ง อย่าให้แต่ข้อมูลแต่เรื่องปลีกย่อย
ต้องฝากความคิดทีละน้อยในเรื่องใหญ่เสมอ
คิดอยู่ในใจว่าการชุมนุมแต่ละครั้งคือการเตรียมมวลชน
ให้พร้อมต่อความเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง
คิดเชิงคุณภาพ คู่ไปกับความคิดเชิงปริมาณ เพราะจำนวน
มวลชนก็มีความจำเป็นต่ิอชัยชนะอันแท้จริงในอนาคต"
ถ้ากำหนดจุดยืนชัดเจนอย่างนี้ การชุมนุมแต่ละครั้ง
เว็บไซต์และละเว็บไซด์ สถานีวิทยุชุมชนแนวประชาธิปไตยแต่
ละสถานี การให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนแต่ละครั้ง ฯลฯ จะมีทิศทาง
ชัดเจน ไม่แกว่งไกวตามบุคลิกภาพหรือแนวคิดส่วนตัวของแกนนำ
หรือวิทยากรแต่ละคน
มวลชนในขณะนี้ก้าวหน้าแล้วและพร้อมจะก้าวต่ิอไปอีก
กุญแจสำคัญคือการนำขบวนที่ก้าวหน้า ไม่วกวน ไม่ตีฝีปาก
และไม่ยอมรับสิ่งที่น้อยกว่าประชาธิปไตยอย่างแท้จริง
ใครขาดความมั่นใจว่าประชาชนจะไปได้ถึง ก็ขอพักยกได้
โดยจะไม่มีใครลืมเลือนท่านและคุณประโยชน์ที่ท่านได้ทำมา
ก่อนนั้นเลย
"ความก้าวหน้าและล้าหลังนั้นบังคับกันไม่ได้ แต่จะ
ปล่อยเป็นอุปสรรคต่อขบวนการใหญ่ก็ไม่ได้เช่นกัน
นี่คือเรื่องบ้านเมือง ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว ภารกิจที่รออยู่ข้างหน้า
และได้เริ่มไปแล้วมากมั้น จึงคือการจัดตั้งระบอบประชาชน
ให้ทัดเทียมกับระบอบอำมาตย์"
ซึ่งไม่ใช่การนั่งกราบกำแพงอย่างไร้สติ หรือเอา
หัวชนกำแพงจนหัวแตกแต่ต้องรู้ว่ากำแพงคือกำแพง
และหาเครื่องมือที่เหมาะสมต่อกำแพงนั้น
"ประชาชน...อำมาตย์...สองเราต้องเท่ากัน"
นั่นคือจุดเริ่มต้น...
ที่มา : จากหนังสือพิมพ์ Thai Red News รายสัปดาห์ ปี่ที่ 1 ฉบับที่ 15
ประจำวันที่ 11 - 17 กันยายน พศ.2552 หน้าที่ 3
ปล.ไม่มีลิงค์นะครับผมพิมพ์กับมือเอง
ผมเห็นว่าเป็นบทความที่เป็นประโยขน์
แก้ไขเมื่อ 13 ก.ย. 52 11:37:21
แก้ไขเมื่อ 13 ก.ย. 52 11:36:09
แก้ไขเมื่อ 13 ก.ย. 52 11:32:52
แก้ไขเมื่อ 13 ก.ย. 52 11:31:15