Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com  


 
งานเขียน บทความธรรมะประยุกต์ "นโยบายธรรมะกู้ชาติ" (1)  

  1 (0 คน)
  2 (0 คน)

 0%
  1 (0 คน)
 0%
  2 (0 คน)

จำนวนผู้ร่วมโหวตทั้งหมด 0 คน


บทความ ธรรมะประยุกต์   “นโยบายธรรมะกู้ชาติ” (1)
เขียนโดย คุณ ส.สมาธิ

สวัสดีครับ พี่น้อง...

         หลายคนกำลังเครียดกับกระแสการเมืองที่ขัดแย้งกันไม่หยุด   และยังไม่มีจุดหมายปลายทางว่าจะจบความขัดแย้งนี้ลงได้   แม้รัฐบาลจะมีนโยบายสร้างความสมานฉันท์ให้คนไทยรักกันฉันพี่น้อง  ทว่าในภาคปฏิบัติ   ฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้านก็ยังจุดชนวนนำปมปัญหาต่างๆมาสร้างความขัดแย้งกันไม่หยุด   ยิ่งไปกว่านั้น   เวทีการต่อสู้ทางการเมือง  มิใช่ในรัฐภาอันทรงเกียรติเหมือนแต่ก่อน   หากแต่มีการเมืองภาคประชาชนเข้ามาเพิ่มบทบาทเข้าไปอีก   ซึ่งมีม็อบประชาชนเปิดเวทีเรียกร้องประชาธิปไตย และสนับสนุนฝ่ายของตนเอง   ขยายวงกว้างแผ่ความขัดแย้งไปทุกพื้นที่ของประเทศไทย
          การแต่งกายของม็อบประชาชนคือสีของเสื้อที่สวมใส่   ถือเป็นการแข่งขันกีฬาสี ในเวทีสนามแข่งขันทางการเมือง  โดยที่ไม่มีใครสามารถกำหนดได้ว่ากีฬาสีครั้งนี้จะจบลง ณ  พ.ศ ใด?
         หลายคนต่างกังวลว่าม็อบการเมืองแต่ละสีจะมีมาเผชิญหน้าปะทะกันด้วยวิธีรุนแรงไหม   และ...ใคร?  คือ อัศวินขี่ม้าขาวมาช่วยกอบกู้ชาติให้สงบลงได้  ในยุคสังคมไทยที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งเช่นนี้
          นายกรัฐมนตรีจะยุบสภาหรือไม่?   กองทัพทหารจะมาทำรัฐประหารยึดอำนาจจากรัฐบาลหรือไม่?  เลือกตั้งสมัยหน้า  พรรคการเมืองใดจะได้เสียงข้างมากจัดตั้งรัฐบาล   ใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนต่อไป   และจะมีม็อบประชาชนใส่เสื้อสีอะไรมาต่อต้านรัฐบาลอีกไหม?  
           นั่นเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายต่างเป็นห่วงกังวล
           ช่วงที่เขากำลังกัดกัน อย่างมันส์หยดติ๋งถึงพระเดชพระคุณอยู่นี้   เกล้ากระผม ขออาสาสมัครเป็นหัวคะแนนมาหาเสียงให้พรรคหนึ่งครับ พี่น้อง   พรรคของเรายินดีรับใช้พ่อแม่พี่น้องประชาชน  ด้วยความเสียสละ   ปราศจากการคอรัปชั่น  อุดมการณ์ดี  มีคุณธรรม   นำความสุขให้แก่ท่านได้
            พี่น้องครับ...พรรคของเรา   มิใช่พรรคใหม่เลย  ก่อตั้งมาตั้งแต่สองพันห้าร้อยกว่าปีมาแล้ว   ถือว่าเป็นพรรคที่เก่าแก่ที่สุดในโลกก็ว่าได้   นโยบายของเรา   มุ่งพัฒนาจิตใจ  นำความสงบสุขแก่ทุกท่าน   ไม่เฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น   เรามีเครือข่ายทั่วโลก   เพราะเป้าหมายของเรา เพื่อความสงบสุขแก่คนทั้งโลกนี้นั่นเอง
       “พรรคธรรมะ   เพื่อความสันติของโลก”   คือชื่อ และนโยบายของพรรคเราครับพี่น้อง   เกล้ากระผมขอนำคำตรัสของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ผู้ก่อตั้งพรรค   คราวที่พระองค์ทรงให้โอวาทแก่พระภิกษุอรหันต์ทั้งหลายที่กำลังออกเผยแผ่ธรรม   เมื่อสองพันห้าร้อยกว่าปีที่แล้วว่า
        “ดูก่อน ภิกษุทั้งหลาย...พวกเธอจงจาริกไป   เพื่อความสงบสุขของโลก”
            เห็นไหมครับพี่น้อง  เรามีความหนักแน่นในอุดมการณ์แค่ไหน  ส.ส.ในพรรคก็ล้วนแต่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ  เสียสละ และทนลำบากในการเผยแผ่ธรรมไปทั่วโลก  เพื่อให้สังคมในมนุษยชาติทุกหมูเหล่าอยู่สงบได้  และพ้นจากความทุกข์ได้ ด้วยธรรม    (คำว่า ส.ส. ในความหมายนี้แปลว่าผู้ส่งเสริม เผยแผ่ ปฏิบัติธรรม และผู้ทรงศีล)
                พี่น้องครับ...การปกครองที่จะให้สังคมสงบสุขได้   พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เคยตรัสไว้ในเรื่องอธิปไตย   ว่าด้วยเรื่องความเป็นใหญ่   เราจะถือสิ่งใดเป็นใหญ่ที่จะเป็นประโยชน์แก่สังคมส่วนรวม
            สมัยปัจจุบัน   เมื่อวิชาการทางฝั่งตะวันตกเข้ามาแพร่หลาย   วิชารัฐศาสตร์และกฎหมาย  ถือเป็นศาสตร์สำคัญในการปกครองประเทศในยุคประชาธิปไตย
             สหรัฐอเมริกา  คือชนชาติที่บุกเบิกการปกครองระบอบนี้   และเมื่ออเมริกา มีอำนาจหลายด้าน มีบทบาทต่อกระแสความนิยมของโลก   ในการปฏิบัติเข้าบีบบังคับให้ทุกชนชาติถือหลักการปกครองนี้ คือการปกครองที่ดีที่สุด   นั่นคือ ประชาธิปไตย  การให้อำนาจแก่ประชาชน  การปกครองนี้จากประชาชน เพื่อประชาชน  โดยมีตัวแทนที่ผ่านการเลือกตั้งจากประชาชน เรียกว่า ส.ส. หรือเรียกเต็มๆว่าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร   คนเหล่านี้เข้าไปเป็นปากเป็นเสียงแทนประชาชนในสภา
                พี่น้องครับ...พี่น้องรู้ไหมว่าเบื้องหลังพื้นเพของชาติอเมริกาคืออะไร?   อเมริกาคือดินแดนที่เพิ่งค้นพบภายหลัง   ก่อนหน้านี้มีดินแดนอันเจริญทางอารยธรรมมาแล้วคือชนชาติเอเชียเรานี่เอง  ต้นกำเนิดของศาสนาสากลของโลกทั้งสาม คือ พุทธ คริสต์ อิสลาม  
              ชนชาติฝรั่งเห็นดินแดนของอเมริกาอุดมสมบูรณ์  จึงมาปักหลักปักฐาน   จากการรวมกันหลายชาติหลายเผ่าพันธ์  คำว่า “สหรัฐ”ก็คือการรวมในหลายๆชาติมาอยู่รวมกัน   อเมริกาจะไม่มีศาสนาและกษัตริย์เป็นศูนย์รวมของการปกครองประชาชน  เพราะทั้งสองสถาบันนั้นที่อเมริกาไม่มี            
            อเมริกาจึงไม่มีศาสนาประจำชาติ  และไม่มีสถาบันกษัตริย์  แต่ละรัฐก็ปกครองกันเองสู้รบชิงความเป็นใหญ่  กระทั่งเกิดเทพีสันติภาพ  ใช้หลักประชาธิปไตยนี้เองเป็นระบอบการปกครอง   โดยมีประธานาธิบดีเป็นประมุขสูงสุด   ครั้นอเมริกามีอำนาจด้านต่างๆให้ชนทุกชาติยอมรับในหลักปกครองนี้   โลกของเราจึงเข้าสู่ยุคประชาธิปไตยเต็มขั้น   ประเทศไหนยังไม่มีประชาธิปไตย  ประเทศนั้นยังล้าหลัง  เสี่ยงต่อการเป็นเมืองขึ้นของชาติตะวันตก   และกษัตริย์ไทยก็คำนึงถึงความอยู่รอดของประชาชน จึงต้องปรับตามกระแสโลก
              ประเทศไทยเราเปลี่ยนการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชมาเป็นระบอบประชาธิปไตย เมื่อปี 2475  จากนั้นมาจนบัดนี้  เรามีการเลือกตั้ง  เลือกตั้ง และเลือกตั้ง  สำหรับการเลือกผู้แทนไปทำหน้าที่บริหารประเทศ  และมีการปฏิวัติ ทำรัฐประหารของกองทัพทหาร ผู้ดูแลฝ่ายความมั่นคงของชาติ  แทนพระเจ้าอยู่หัว ผู้เป็นพระประมุขของประเทศ
               พี่น้องครับ   พี่น้องเชื่อไหมว่า เลือกตั้ง ปฏิวัติ  และรัฐประหาร เป็นอย่างนี้เรื่อยมา จวบจนปัจจุบัน  เลือดกี่หยดที่หยาดลงแผ่นดินนี้  เพื่อต่อสู้เรียกร้องเอาประชาธิปไตยที่แท้จริง
              พี่น้องครับ...เกล้ากระผมอยากให้ท่านย้อนระลึกถึงหลักการปกครอง   ซึ่ง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเคยตรัสไว้   ว่าด้วยเรื่องอธิปไตย
       1.อัตตาธิปไตย   ความถือตนเป็นใหญ่   ข้อนี้อาจจะเข้ากับระบบเผด็จการ  ถืออำนาจอยู่ที่บุคคลเดียว  แล้วสั่งการ  เอาตนเป็นใหญ่
      2.โลกาธิปไตย   ถือคนหมู่มากเป็นใหญ่   คือระบบผลโหวตให้คะแนน   ข้อนี้ ถือเสียงข้างมากเป็นใหญ่   บางเรื่องอาจจะผิดได้  เข้าทำนอง  “พวกมากลากไป”
        3.ธรรมาธิปไตย  ถือธรรมเป็นใหญ่  คือถือความถูกต้องเป็นหลัก   แม้เสียงข้างมาก ข้างน้อยจะเห็นด้วยหรือไม่ก็ตาม  พิจารณาตามความถูกต้องและเป็นธรรม คงรักษาไว้
          ฉะนั้น  กษัตริย์ไทย  จึงเลือกที่จะถือธรรมเป็นใหญ่ในการปกครองประเทศ  คือปกครองโดยธรรม เพื่อความสุขแก่ชนชาวสยาม  ทรงในทศทิศราชธรรม
          จึงเห็นได้ว่านโยบายตามหลักธรรมมาธิปไตย   เป็นหลักที่จะให้ประชาชนส่วนรวมสงบสุขได้โดยแท้   แม้ใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีก็ตาม   พรรคใดจะเป็นรัฐบาลก็ตาม   เราก็ไม่ได้ใส่ใจตรงนั้น   ขอให้เราทุกคนประพฤติตนในหลักธรรม   ชีวิตและจิตใจ เราก็พบความสุขได้  ยุคใด  สมัยใดที่รัฐบาลยึดหลักธรรมเป็นใหญ่   ยุคนั้นประชาชนก็ได้รับความชอบธรรม
              ความขัดแย้งทางสังคมคงไม่มีที่สิ้นสุด   ตราบใดที่มี “คน”   คำนี้ ถ้าแปลตามคำศัพท์ก็อาจหมายถึงบุคคลที่เป็นมนุษย์ เรียกว่าคน   แต่ภาษาธรรมะนี้เขาแปลว่าหลายสิ่งวุ่นวายมาระคนปนกัน จนเป็นคน  มีคนที่ไหน  มีความวุ่นวายที่นั่น  ไม่วุ่นวายเฉพาะคนอื่น  ตัวเราเองก็ยังวุ่นวายตนเองเลย   บางครั้งเราก็นึกรำคาญตนเอง   อยู่ดีๆ นั่งเฉยๆ นั่งคิดเรื่อยเปื่อย  ทุกข์ไปกับความคิดก็มี                
          เห็นไหม มันวุ่นวายตั้งแต่ความคิดของเราแล้ว  แต่ถ้าตัวเราทำจิตไม่ให้วุ่นวาย  สิ่งรอบข้างที่เราเห็นก็สงบตาม  ใครจะวุ่นวายไปไหนก็ช่างเถิด  ขอให้จิตเราสุขสงบก็เพียงพอ   ถ้าเราพิจารณาได้อย่างนี้   เราอยู่ได้ทุกที่  เราเห็นความวุ่นวาย  เราเห็นความขัดแย้งของผู้คน  แต่เราไม่ทุกข์ตามไปกับเขา  มันก็แค่  นิยายเรื่องหนึ่ง  หรือหนังเรื่องหนึ่งที่เราดูเท่านั้น
             เราห้ามและบังคับทุกสิ่งไม่ได้  แต่เราห้ามใจตนเองได้   เรื่องของโลก   เรื่องของชีวิต   บุคคลในโลกนี้   ไม่มีใครห้ามได้   ฝนจะตก แดดจะออก   คนจะรัก จะเกลียดชังเรา ห้ามได้ไหม....  ไม่ได้
          ...นี่เธอ  จงรักฉันนะ  อย่าเกลียดฉัน!
           เราสั่งอย่างนั้นได้ไหม...สั่งได้  แต่มันจะเป็นไปตามที่เราสั่งไหมล่ะ   ถ้ามันเป็นตามนั้น  เราก็คือผู้วิเศษสุดยอดของโลกเชียวล่ะ  ที่ชี้มือสั่งได้เอาตามใจตนเองนึก  ตะเกียงวิเศษ เราหาได้แต่ตามนิยายเท่านั้น  ความจริงตะเกียงก็อาจพบได้ที่เถียงนาน้อยบ้านนา  แล้วมันจะเป็นตะเกียงวิเศษเหมือนในนิยายไหม  เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
             แต่ทว่าความจริง มิเป็นเช่นนั้นเลย   แม้พระเจ้า ผู้สร้างโลกนี้ขึ้นมาแท้ๆยังไม่มีอำนาจทำอย่างนั้นได้  แล้วเราเป็นใครล่ะ   จึงจะห้ามทุกสิ่งได้
           เวลาเราร้อน  เวลาเราหนาว  เราก็หยุดมันไม่ได้  หยุดไม่ให้แสงพระอาทิตย์สาดความร้อนส่องมาสู่กายเรา  หยุดฤดูหนาว ขอเปลี่ยนเป็นฤดูพอดีๆได้ไหม  เอาแบบไม่ต้องมีร้อน  ไม่ต้องมีฝน  ไม่ต้องมีหนาว  เราก็สั่งมันไม่ได้
           เราอย่าแก่ชรานะ  นี่อายุฉันจะหกสิบแล้ว ขอให้ผิวสวยๆเหมือนเป็นสาวได้ไหม   เราอย่าเจ็บป่วยไข้นะ เราอย่าตายนะ  สิ่งเหล่านี้เราขอห้ามมันได้ไหม  มีใครที่ห้ามสิ่งเหล่านี้ได้บ้าง   เปล่าเลย  ทุกอย่าง ทุกคนอยู่ในอำนาจสัจธรรมทั้งสิ้น
              อัตตาธิปไตย  จะมีเผด็จการคนไหนที่สั่งไม่ให้เราตายได้
               โลกาธิปไตย  จะมีคณะบุคคลใดที่จะมาโหวตไม่ให้เราตายได้  เอ้า...ใครไม่อยากให้เราตาย ยกมือขึ้นนับคะแนนหน่อย  ผลโหวตปรากฏว่าทุกคนโหวตไม่ให้ฉันตาย  แต่ความจริง...ฉันต้องตายแน่นอน  หรือใครจะเถียง!
               แต่ธรรมมาธิปไตย  ความสัจธรรมเป็นใหญ่แน่นอน  ทุกอย่างเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไป  เราควรทำใจและพิจารณาให้จิตยอมรับในสัจธรรมนั้น  แล้วชีวิตเราจะไม่ทุกข์กับสิ่งใดๆเลย
             ท่ามกลางความร้อน  เราทำจิตให้เย็นได้   ท่ามกลางความแก่  ความไม่สวยงามทางร่างกาย  ความเจ็บ และความตาย  เราทำจิตไม่ให้ทุกข์กับเรื่องนั้นได้  ภายใต้สามัญลักษณะทั้งสาม  คือ  ทุกสิ่งเกิดขึ้น  แล้วตั้งอยู่  แล้วก็ดับไป   เมื่อเราพิจารณาคิดได้อย่างนี้  เราก็มีความสุขใจ
               สังคมกำลังขัดแย้ง  สังคมกำลังวุ่นวาย  เราทำจิตให้สงบได้  ด้วยธรรม  เรารักสุขเกลียดทุกข์ฉันใด   คนอื่นก็รักอยากสุข  และไม่ชอบทุกข์ฉันนั้น   เมื่อเรามองดูตนเอง ให้ความสุขแก่ตนเอง  ทั้งไม่อยากสร้างทุกข์ให้คนอื่นอีกต่อไป   ทุกคนคิดได้ดังนี้  สังคมเราก็มีแต่ความเมตตาต่อกัน  โอบอ้อมอารี  รักกัน สมานสามัคคีกันได้  โลกเราก็สงบสุขได้โดยธรรม ฉะนี้แล
            เชิญมาสมัครเป็นสมาชิกในพรรคเรา  เพื่อสร้างสันติแก่จิตของท่าน  และของโลก
            ศีลธรรมไม่กลับมา  โลกาจะวินาศครับ...พี่น้อง...

จากคุณ : เหงาเศร้า
เขียนเมื่อ : 15 พ.ย. 52 10:11:51 A:125.27.121.125 X:




ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป



Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com