 |
เปิดคลิป"นพดล":มัดสุรยุทธ์ แฉใช้รถยีเอ็มซีขนไม้สักทอง3พันท่อนจากเขื่อนห้วยขุนแก้วสร้างบ้านพักเขายายเที่ยง
|
|
หมายเหตุ - นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยนต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ(นปช.)-แดงทั้งแผ่นดิน แถลงกรณีการถือครองที่ดินบนเขายายเที่ยงของ พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ องคมนตรี พร้อมเปิดคลิปบันทึกเสียง โดยอ้างว่าเป็นเสียงของนายณัฐวุฒิ กับนายนพดล พิทักษ์วานิช ผู้ที่ซื้อที่ดินจำนวน 21 ไร่บนเขายายเที่ยงต่อจากนายเบ้า สินนอก หรือพระเบ้า ก่อนที่ดินจะตกเป็นของ พล.อ.สุรยุทธ์ โดยมีความยาวประมาณ 10 นาที เมื่อวันที่ 19 มกราคม ที่ห้างอิมพีเรียลเวิลด์ ลาดพร้าว
เทปบันทึกเสียง "ณัฐวุฒิ-นพดล"
นายนพดล: ผมได้เป็นเจ้าของที่ดินเขายายเที่ยงมีปัญหาอยู่ถึงทุกวันนี้ ผมได้ซื้อที่ดินจากนายเบ้า สินนอก ผมถือครองที่ดินนี้มา 4 ปีกว่า ซื้อมา 7 แสนกว่าบาท ขณะเดียวกันก็มีโครงการใหญ่ แต่ไม่สามารถมีบุคคลใดมาอนุมัติให้ผมได้จึงหมดกำลังใจที่ทำงานในประเทศไทยแล้วจึงคิดจะทำมาหากินในต่างประเทศ โดยได้โดนลอยที่ดินผืนนี้ให้ พ.อ.สุรฤทธิ์(จันทราทิพย์)เนื่องจากมีนายทหารผู้ใหญ่ท่านหนึ่งขอผมไว้ โดยผู้ใหญ่ที่ขอผ่าน พ.อ.สุรฤทธิ์ ต้องการที่ดินแปลงนี้
ยืนยันว่าผมไม่เคยรับเงินจากใคร และไม่เคยรับเงินจากใครที่เคยกล่าวอ้างว่าซื้อที่ดินจากผมหรือจากนายเบ้าก็ดี ถามว่าไปซื้อจากนายเบ้าได้อย่างไร ในเมื่อผมซื้อจากนายเบ้าแล้วผมถือครอง
นายณัฐวุฒิ: มีข่าวว่า พล.อ.สุรยุทธ์ และพ.อ.สุรฤทธิ์ อธิบายว่าซื้อที่ดินแปลงนั้นจากนายนพดล 50,000 บาท
นายนพดล: ยืนยันโดยสำมัญสำนึกว่าคนทั่วไปน่าจะรู้ ถ้าซื้อมา 7 แสนบาท แล้วจะขายเพียง 50,000 บาท เป็นการทำธุรกรรมที่ไม่ได้มีกำไรมากมาย เป็นไปไม่ได้ และผมไม่เคยรับเงินจากใครแน่จริงไปสาบานต่อหน้าเม่ย่าโมก็ได้
นายณัฐวุฒิ: พล.อ.สุรยุทธ์เคยชี้แจงตอนเป็นนายกฯว่าเคยซื้อที่ดินจากนายเบ้า ก็แสดงว่าไม่เป็นความจริง
นายนพดล: ผมนั่งฟังอยู่ขณะนั้นก็นั่งนึกหัวเราะในใจว่าท่านไปซื้อจากนายเบ้าได้อย่างไร ในเมื่อพื้นที่ตรงนี้ผมซื้อจากนายเบ้ามาเอง ครอบครองอยู่ 4 ปี แล้วจะกลับย้อนคืนไปหานายเบ้าได้อย่างไรก็ยังนั่งนึกอยู่มันเป็นไปไม่ได้
นายณัฐวุฒิ: ขณะที่พล.อ.สุรฤทธิ์มาติดต่อรู้หรือไม่ว่าพื้นที่นั้นเป็นป่าสงวนแห่งชาติ
นายนพดล: เป็นที่โอนลอยไว้ให้ เขาไม่น่าจะมีความสนใจว่าพื้นที่ตรงนั้นเป็นป่าสงวน แห่งชาติหรือไม่ เพราะเขาเป็นเพียงผู้รับหนังสือโอนลอยจากผมเพื่อไปมอบให้ผู้ใหญ่เท่านั้น ซึ่งเวลานั้นพล.อ.สุรยุทธ์เป็นแม่ทัพภาคที่ 2 และยังมีการสร้างบ้านด้วยการเอาไม้สักทองจากเขื่อนห้วยขุนแก้ว จ.ชัยนาท ผมทราบแค่นั้ร โดยน่าจะนำมา 2-3 พันท่อน บรรทุกโดยรถยีเอ็มซี
นายณัฐวุฒิ: หลังจากคุณนพดลได้เซ็นโอนลอยที่ดินแปลงนี้แล้วได้เคยมีการติดต่อพูดคุยกับ พ.อ.สุรฤทธิ์และผู้ที่ครอบครองที่ดินขณะนี้อีกหรือไม่
นายนพดล: หลังจากนั้นแล้วผมได้ประสบปัญหาเศรษฐกิจมากมาย ก็ไม่เคยมีการพบปะพูดคุยกันอีก
นายณัฐวุฒิ: เรื่องนี้เป็นมาตั้งแต่ น.ต.ประสงค์(สุ่นศิริ)นำมาอภิปรายใน สนช.(สภานิติบัญญัติแห่งชาติ)ได้รับการติดต่อจาก น.ต.ประสงค์
นายนพดล: มีคนของ น.ต.ประสงค์พยายามติดต่อผม และพยายามอยากจะให้ผมสัมภาษณ์ ในช่วงที่มีการอภิปราย จำไม่ผิดน่าจะเป็นช่วงวันที่ 26 เดือนใดไม่แน่ใจ ในเวลา 22.00 น.เพื่อให้ไสมภาษณ์ที่หน้ารัฐสภา แต่ผมเกรงว่าถ้าทำอย่างนั้นจะทำให้ผมมีปัญหาเรื่องความปลอดภัยแน่นอน และปัจจุบันนี้ผมก็ยังมีเรื่องปัญหาความปลอดภัยอยู่ ตั้งแต่ตำรวจกองปราบปรามสนธิตำรวจในโคราช ซึ่งผมไม่ใช่ผู้ร้ายแต่สนธิกำลังมาล้อมบ้านผม เมื่อตอนเช้าผมไปพบก็บอกว่ามีหมายจับหรือหมายค้นหรือไม่ปรากฎว่าไม่มี ซึ่งเป็นช่วงที่มีการอภิปรายในสภาที่ผมมีปัญหา
ผมเป็นประชาชนคนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่สามารถสู้รบปรบมือได้ แต่ทำไมต้องมารังแกกันแต่ผมไม่สามารถระบุได้ว่าคนติดตามผมอยู่นั้นคือใคร แต่ผมว่าไม่น่าจะปลอดภัย อย่างไรก็ตาม ที่ดินดังกล่าวผมได้ซื้อมาจากนายเบ้าเพียง 20 ไร่ ไม่ใช่ 21 ไร่ตามที่เป็นข่าว และที่งอกมาอีกหรือไม่ตามที่เป็นข่าวผมไม่ทราบ
นายณัฐวุฒิ: แต่ที่ดินเขายายเที่ยงบริเวณตีนเขาชาวบ้านผิด แต่ยกเว้นของพล.อ.สุรยุทธ์
นายนพดล: ความจริงผมน่าจะถือครองเองด้วยซ้ำ หากที่ดินแปลงนี้มันมีเทพศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองได้
.................................................................................................
ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ
ขณะนี้มีตัวละครอย่างน้อย 2 คน คือ นายเบ้า หรือพระเบ้า ผุ้เป็นเจ้าของที่ดินบ้านพักตากอากาศของพล.อ.สุรยุทธ์ และนายนพดลซึ่งเป็นคนที่ซื้อแปลงที่ดินต่อจากนายเบ้า ทั้งนี้ ผมได้พบนายนพดลที่เป็นนักธุรกิจคนสำคัญในจ.นครราชสีมา ในยุคที่ พล.อ.สุรยุทธ์ เป็นแม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งสภาพชีวิตนายตอนนี้ต่างจากอดีต เพราะต้องหลบซ่อนตัว เนื่องจากมีคนตามคุกคามที่บ้านพักและสถานที่ต่างๆ โดยนายนพดลมาพูดกับผมเป็นการพูดความจริงที่อัดอั้นใจอยู่หลายปีที่กระบวนการกฎหมายรับใช้อภิสิทธิ์ชน ทำให้ผมจำเป็นต้องแสดงหลักฐานเป็นคลิปเสียงการสนทนาระหว่างผมกับนายนภดล
ความสัมพันธ์ของนายนพดลและ พล.ท.สุรยุทธ์(เมื่อครั้งเป็นแม่ทัพภาคที่ 2)ยิ่งกว่านั้น ถ้าเป็นนิยายตั้งชื่อได้เรื่องเดียวคือ เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด หาก พล.อ.สุรยุทธ์ยังจำโครงการสร้างบ้านสวัสดิการของกำลังพลกองทัพภาคที่ 2 ที่จะสนับสนุนนายนพดลให้ได้ทำโครงการแล้วจะเกิดผลประโยชน์กับงบประมาณ ปรากฎเมื่อนายนพดลซื้อที่ดินสร้างบ้านกลับดำเนินการต่อไม่ได้ทำให้ธุรกิจนายนพดลเสียหายกว่า 10 ล้านบาท พล.อ.สุรยุทธ์จึงปลอบใจว่าถ้าโครงการนี้มีปัญหา ครั้งหน้าจะช่วยเหลือตั้งสนามม้าในจ.นครราชสีมา นายนพดลก็ไว้ใจเชื่อถือลงทุนลงแรงเพื่อการนี้อีกมาก ปรากฎว่าสนามม้ากับเงินก้อนสุดท้ายก็หายไปพร้อมกัน เมื่อสิ้นเนื้อแม่ทัพภาคที่ 2 เวลานั้นก็เอ่ยปากขอที่ดินแปลงดังกล่าวไว้ที่นายนพดลครอบครองไว้ โดยดำเนินการผ่านนายทหารที่รับใช้ พล.อ.สุรยุทธ์ คือ พ.อ.สุรฤทธิ์
นายนพดลยืนยันว่าไม่มีการซื้อขายที่ดินแปลงดังกล่าวให้ พล.อ.สุรยุทธ์และไม่มีการชำระเงินแม้แต่สตางค์เดียว และยังระบุด้วยว่าเมื่อได้ที่ดินแปลงนี้แล้วยังใช้อำนาจหน้าที่ทางการทหารบุกตัดไม้สักทองในพื้นที่ป่าอีกแห่งหนึ่งแล้วขนมาด้วยรถยีเอ็มซีในกองทัพในราชการทหารเพื่อใช้สร้างบ้านและอุปกรณ์ตกแต่งต่างๆ ซึ่งน.ต.ประสงค์ สุ่นศิริ อดีตสมาชิก สนช.มาอภิปรายในสภา นายนภดลก็เผชิญกับการคุกคามสารพัดทุกรูปแบบจนถึงปัจจุบัน
ยืนยันเป็นเสียงของนายนพดลจริง และย้ำว่า พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ เคยแสดงความเห็นทุกกรณีมักอ้างพระสยามเทวาธิราช ดังนั้น ผมยินดีเอาชีวิตเป็นเดิมพันต่อหน้าพระสยามเทวาธิราชว่าการสนทนาครั้งนี้คือนายนพดลตัวจริง แต่ พล.อ.สุรยุทธ์พร้อมจะสาบานเหมือนผมหรือไม่ว่าเนื้อความดังกล่าวของนายนพดลนี้ไม่เป็นจริง และไม่มีสิทธิเอ่ยอ้างที่ดินแปลงนี้อีก แต่ต้องคืนให้เป็นสมบัติของรัฐทันทีโดยไม่มีเงื่อนไข และไม่มีประโยชน์จะรอคำวินิจฉัยจากคณะกรรมการกรมป่าไม้ เพราะคณะกรรมการกำลังมีชีวิตอยู่ด้วยความทุกข์ระทมอย่างหนัก เพราะไม่กล้าดำเนินการใดๆ
ขอเรียกร้องให้ พล.อ.สุรยุทธ์พิจารณาตัวเองและคืนตำแหน่งองคมนตรีภายใน 2 วันนับจากนี้ เพื่อรักษาความสง่างามของสถาบันองคมนตรีเพราะกรณีนี้มีความชัดเจนว่า พล.อ.สุรยุทธ์ขอจากนายนพดล และมีเจตนามิชอบให้ พ.อ.สุรฤทธิ์เป็นนอมินีรับช่วงต่อเอาไว้ แล้วค่อยโอนให้ภริยาตัวเอง ซึ่งมีการระบุเป็นหลักฐานว่าซื้อที่จากนายนพดล 50,000 บาททั้งที่นายนพดลยืนยันไม่มีการซื้อขายแต่อย่างใด
ดังนั้น หาก พล.อ.สุรยุทธ์ยังดื้อดึงไม่คืนที่ดินแปลงดังกล่าวให้กับรัฐก็มีความจำเป็นที่จะต้องเปิดคำสนทนาระหว่างผมกับพระเบ้า หากฆราวาสไล่ออกไม่ได้ ก็ต้องให้ผ้าเหลืองมาไล่ถึงจะออก แต่เรื่องนี้น่าจะจบได้ด้วยสำนึกของ พล.อ.สุรยุทธ์เพียงคนเดียวเท่านั้น และขอให้ พล.อ.สุรยุทธ์และลูกน้องบริวารหยุดคุกคามสวัสดิภาพของนายนภดลด้วย
เราไม่อยากให้ร้อนถึงผ้าเหลืองพระ ดังนั้นเมื่อชาวบ้านไล่แล้ว พล.อ.สุรยุทธ์ก็ควรออกจากองคมนตรีได้แล้ว และเราจะรอท่าทีจากพล.อ.สุรยุทธ์เพียงคนเดียวก่อน ใจจริงไม่อยากเผยแพร่คลิปเสียงพระเบ้าแต่ก็ไม่น่าจะเกี่ยวพันให้พระเบ้ามาเกี่ยวพันกับทางโลกอีก ฉะนั้น ในฐานะที่ พล.อ.สุรยุทธ์เคยบวชมาก่อนก็อย่าให้เดือดร้อนถึงพระเบ้า ที่จะต้องทำให้เราต้องเปิดเผยคลิปเสียงนี้อีก
(ที่มา มติชนรายวัน ,20 มกราคม 2553)
จากคุณ |
:
จำปีเขียว
|
เขียนเมื่อ |
:
22 ม.ค. 53 19:12:58
A:125.25.28.232 X:
|
|
|
|  |