 |
ความคิดเห็นที่ 14 |
|
คห.4 ครับ
คำว่าภาษีสักสลึงก็ไม่ยอมจ่ายที่คุณว่านั้น ควรจะจำกัดความให้ชัดเจนว่าหมายถึงภาษีที่เกิดจากการขายกิจการ "ชินคอร์ป" ให้กับ กองทุนเทมาเส็กของสิงคโปร์นะครับ ซึ่งนั่นยังเป็นประเด็นที่มีกรณีศึกษาเปรียบเทียบเสียด้วย เช่นกรณีที่กลุ่ม "เทเลนอร์" ซื้อหุ้นกิจการโทรคมนาคมจากบริษัท TAC และไม่มีการเสียภาษีเช่นกัน
ทักษิณทำธุรกิจสารพัดกิจการมานานถึงเกือบ 20 ปีก่อนจะมาเล่นการเมือง ก่อนหน้านี้เขาก็ชำระภาษีทุกประเภทไม่ว่าจะเป็นภาษีนิติบุคคลและอื่นๆตามหลักการทำธุรกิจทั่วไป ซึ่งเคยมีการประเมินว่าเขาจ่ายภาษีทุกประเภทให้กับรัฐมาแล้วทั้งสิ้นกว่า 30,000 ล้านบาทนะครับ เพราะฉะนั้นแยกแยะให้ดีเสียก่อนที่จะกล่าวหาใคร
.....................................................................................................................................
เมื่อไม่นานมานี้ผมมีโอกาสได้เสนอหน้าเข้าไปร่วมประชุมกับสมาคมผู้ผลิตสินค้าส่งออกแห่งหนึ่ง โดยที่ผมเป็นสมาชิกของกลุ่มย่อยในสมาคมนั้น วันนั้นเลชาธิการสมาคมซึ่งเข้ามาทำหน้าที่เป้นพี่เลี้ยงกลุ่มที่ผมสังกัดอยู่ เขาเล่าถึงกิจกรรมต่างๆที่แสดงถึงอำนาจต่อรองของสมาคมที่มีต่อรัฐบาลว่า....
".....เราได้เสนอไปยังรัฐบาลเพื่อขอสิทธิพิเศษ ในกรณีที่สมาชิกของเราไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เช่นเวียดนาม ลาวเป็นต้น ผลกำไรจากกิจการที่นำกลับเข้าสู่ประเทศไทยควรได้รับการ "ยกเว้นภาษี" ซึ่งเรื่องนี้เราได้เสนอไปตั้งแต่สมัยรัฐบาล คมช. และเดินเรื่องต่อเนื่องมาจนถึงท่านอภิสิทธิืในตอนนี้
เหตุผลที่สมาคมของเราควรได้รับสิทธิพิเศษไม่ต้องเสียภาษี ก็เพราะเราเป็นผู้ลงและนำกำไรกลับเข้าประเทศซึ่งจะกลายมาเป็นตัวเลขทุนสำรองภายในอยู่แล้ว แต่ถ้ารัฐบาลยังไม่ตอบรับข้อเสนอก็ยังมีอีกวิธีหนึ่ง คือเราก็ยังไม่ต้องนำเงินเข้าประเทศ...."
........พิจารณาสาระของคำพูดนี้กันเองนะครับ........
แก้ไขเมื่อ 14 มี.ค. 53 13:34:55
จากคุณ |
:
สัมมาชน
|
เขียนเมื่อ |
:
14 มี.ค. 53 13:32:17
A:124.120.18.170 X:
|
|
|
|
 |