 |
อำนาจไม่จีรัง..และมโนธรรมของศาลรัฐธรรมนูญ..ทำได้ก็ทำไป
|
 |
ข่าวจากนสพ.ข่าวสดกับมติชน.ครับ ลองอ่านเล่นๆ ให้เย็นใจ
วันที่ 03 ธันวาคม พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7309 ข่าวสดรายวัน
อำนาจไม่จีรัง
คอลัมน์ เหล็กใน
สมิงสามผลัด
คําพิพากษาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินไม่ยุบพรรคประชาธิปัตย์ น่าเป็นเพียงแค่การคลี่คลายปัญหาเปลาะแรกของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี
ต้องยอมรับว่าคดีเงิน 29 ล้านถือว่าสิ้นสุดแล้ว ทุกฝ่ายต้องน้อมรับคำตัดสิน มีถกเถียงและแสดงความเห็นกันบ้างถึงเหตุผลการยกคำร้องของศาล
นักวิชาการหลายคนต่างเคารพคำพิพากษา ไม่ก้าวล่วง แต่ก็แสดงความเห็นว่าในคำวินิจฉัยยกคำร้อง ควรอธิบายให้สังคมเข้าใจมากกว่านี้
โดยเฉพาะเหตุผลที่ "เคร่งครัด" เรื่องกำหนดเวลา 15 วัน เช่นเดียวกันมีกกต.หลายคนแสดงความเห็นในฐานะผู้ร้องคดีนี้
นายสมชัย จึงประเสริฐ กกต.ระบุว่าในเมื่อการยื่นฟ้องพรรคประชาธิปัตย์ผิดกระบวนการ ขาดอายุความ ทำไมถึงปล่อยให้สืบพยานนานหลายเดือน
ไม่ยกคำร้องตั้งแต่แรก ทำให้ขาดโอกาสรับฟังว่าพรรคประชาธิปัตย์มีความผิดตามคำฟ้องในอีก 4 ประเด็นที่เหลือหรือไม่
ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องดีใจกันเป็นธรรมดา เพราะรอดพ้นถูกยุบ ขนาดนายอภิสิทธิ์ยังชี้ว่าเป็นชัยชนะครั้งสำคัญ ไม่ใช่แค่ชนะฟาวล์
แต่นี่เป็นคำวินิจฉัยในคดีแรก ยังมีอีกด่านที่ต้องเผชิญ คดีเงินบริจาค 258 ล้านรอให้ศาลรัฐธรมนูญตัดสินว่าจะยุบหรือเปล่า?
ยังต้องรอลุ้นอีกยก
เพราะคดี 258 ล้านฟ้องคนละมาตรากับคดี 29 ล้าน กระบวนการยื่นฟ้องก็อยู่ในกำหนดเวลาชัดเจน และเมื่อศาลเริ่มกระบวนการไต่สวนแล้ว ก็คาดกันว่าคงใช้เวลาใกล้เคียงกับคดีแรก ประมาณ 3-4 เดือน น่ามีคำพิพากษาว่าจะรอดพ้นถูก "ยุบ" อีกหรือไม่
แต่ด่านสำคัญที่สุด ซึ่งดูแล้วนายอภิสิทธิ์แทบไม่มีโอกาสผ่านไปได้เลย
คือ ความรับผิดชอบการสลายม็อบเสื้อแดง
ตรงนี้เป็นตราบาปติดตัวมาตลอด 6 เดือน
ความสูญเสีย 91 ศพ บาดเจ็บเกือบ 2 พันคน เป็นความจริงที่ไม่ต้องรอให้มีการตัดสินหรือชี้ขาด เพราะสังคมได้พิพากษาไปแล้ว
การใช้กำลังเข้าปราบปรามประชาชน เป็นความจริงที่นายอภิสิทธิ์ต้องรับผิดชอบในฐานะผู้มีอำนาจ-ผู้สั่งการ แต่ทุกวันนี้นายอภิสิทธิ์ยังทำเหมือนไม่รู้ตัวว่าต้องรับผิดชอบต่อการสูญเสียที่เกิดขึ้น
ทั้งที่มีบทเรียนในอดีตการปราบปรามประชาชนจนบาดเจ็บล้มตายหลายครั้งในประวัติศาสตร์การเมืองไทยมีบทสรุปทุกครั้ง
แต่อาจแตกต่างจากครั้งนี้บ้าง ตรงที่ยังไม่มีบทสรุปในทันทีทันใด
นายอภิสิทธิ์ต้องไม่ลืมว่าอำนาจไม่จีรัง!! เมื่อไหร่ที่ต้องพ้นไปจากตำแหน่ง พ้นจากอำนาจ
ผลของสิ่งที่นายอภิสิทธิ์ทำลงไป จะย้อนกลับมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงเวลานั้นคงไม่มีใครปกป้องได้อีก
มโนธรรมของศาลรัฐธรรมนูญ (1)
วันที่ 02 ธันวาคม พ.ศ. 2553 เวลา 19:00:00 น.
โดย วีรพัฒน์ ปริยวงศ์
หมายเหตุมติชนออนไลน์: วีรพัฒน์ ปริยวงศ์ จบการศึกษานิติศาสตร์มหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยฮาวาร์ด (รางวัลทุนฟุลไบรท์และวิทยานิพนธ์เกียรตินิยม) และนิติศาสตร์บัณฑิต เกียรตินิยมอันดับหนึ่ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หมายเหตุจากผู้เขียน: ความเห็นฉบับนี้เขียนขึ้นช่วงข้ามคืน ยังพร่องในความสมบูรณ์และหวังจะได้ปรับปรุงต่อไปในอนาคต หากผู้อ่านมีข้อคิดเห็น คำแนะนำ หรือข้อติติง ขอน้อมรับฟังที่ verapat@post.harvard.edu. ประเด็นวิชาการบางส่วนของความเห็นในฉบับนี้ ได้เคยนำเสนอไว้แล้วในวิทยานิพนธ์ สืบค้นได้ที่ Google: "Verapat Harvard Paper" อนึ่ง "มาตรา" และ "กฎหมาย" ที่กล่าวถึงในความเห็นนี้ หมายถึง พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. 2550 (สำเนาดูได้ที่ http://www.parliament.go.th/mp2550/asset/law_party.pdf) เว้นแต่บริบทจะแสดงเป็นอื่น บทความนี้เผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2553 ณ http://sites.google.com/site/verapat/ (ดูฉบับเต็มและภาคผนวกในเว็บไซต์นี้) ----------
บทนำ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยโดยเสียงข้างมาก โดยมติ 4 ต่อ 2 เสียงให้ยกคำร้องที่นายทะเบียนพรรคการเมืองขอให้มีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ กรณีการใช้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองไม่เป็นไปตามกฎหมาย และรายงานการใช้เงินไม่ตรงตามความเป็นจริง ("กรณีเงิน 29 ล้านบาท") โดย ให้เหตุผลว่า กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยขณะที่ทำความเห็นนี้ ศาลได้เผยแพร่คำวินิจฉัยเป็นลายลักษณ์อักษรต่อประชาชนอย่างไม่เป็นทางการ บนเว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญ (http://www.constitutionalcourt.or.th/) มีทั้งสิ้น 15 หน้า ซึ่งมีใจความตรงกับคำวินิจฉัยที่ศาลได้อ่าน และสื่อมวลชนได้รายงานต่อประชาชนไปเมื่อวันที่ 29 พ.ย. 2553 แล้ว ต่อมาในวันที่ 30 พ.ย. 2553 สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญได้เผยแพร่ข่าวที่ 24/2553 โดยอธิบายถึงวิธีการลงมติของตุลาการเสียงข้างมากมีความเห็นเป็นสองกลุ่ม ซึ่งมิได้มีการระบุไว้ในคำวินิจฉัยอย่างไม่เป็นทางการ ด้วยความอัศจรรย์ใจในคำวินิจฉัยและความเคารพอย่างแท้จริงต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญ ผู้ทำความเห็นน้อมและยอมรับคำวินิจฉัยดังกล่าว อีกด้วยสำนึกในสิทธิและหน้าที่ตามมาตรา 45, 69 และ 70 แห่งรัฐธรรมนูญ จึงได้ทำความเห็น ดังมีประการต่อไปนี้ 1. วิธีการกำหนดประเด็นเพื่อลงมติเป็นที่กังขา ศาล วินิจฉัยโดยเสียงข้างมาก โดยมติ 4 ต่อ 2 เสียงให้ยกคำร้องที่นายทะเบียนพรรคการเมืองขอให้มีคำสั่งยุบพรรคประชาธิปัตย์ กรณีการใช้เงินสนับสนุนพรรคการเมืองไม่เป็นไปตามกฎหมาย และรายงานการใช้เงินไม่ตรงตามความเป็นจริง โดยให้เหตุผลว่า กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่ที่มาของตุลาการเสียงข้างมากนั้นมีแยกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรก 3 เสียง เห็นว่า นายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่มีความเห็นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มที่สอง 1 เสียง เห็นว่า นายทะเบียนพรรคการเมืองได้ยื่นคำร้องต่อศาลเมื่อพ้นระยะเวลาสิบห้าวันตามที่ กฎหมายกำหนด หากเราพิจารณาในสาระของเหตุผลของตุลาการเสียงข้างมากกลุ่มแรกแล้ว จะเห็นว่าตุลาการทั้งสามมิได้ติดใจที่จะรับหรือปฏิเสธเรื่องการพ้นระยะเวลา สิบห้าวัน เพราะมองว่านายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่มีความเห็นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ในทางกลับกัน สาระของเหตุผลของตุลาการเสียงข้างมากกลุ่มที่สองมีความเห็นชัดเจนว่านายทะเบียนพรรคการเมืองได้มีความเห็นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ นับตั้งแต่วันที่ 17 ธันวาคม 2552 ไปแล้ว หากพิจารณาตุลาการทั้งหกที่ลงมติอย่างระเอียด จะพบข้อสังเกตว่ามีตุลาการถึง 3 เสียงที่เห็นว่า นายทะเบียนพรรคการเมืองได้มีความเห็นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ไปเรียบร้อยแล้ว ได้แก่ตุลาการเสียงข้างมากกลุ่มที่สอง 1 เสียงบวกกับตุลาการเสียงข้างน้อยอีก 2 เสียง ซึ่งเป็นผลทำให้มีเสียงมติที่ค้านกับเหตุผลของเท่ากับตุลาการเสียงข้างมากกลุ่มแรกอีก 3 เสียงที่เห็น ว่านายทะเบียนพรรคการเมืองยังไม่มีความเห็นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ในทางหนึ่งอาจมีผู้ให้เหตุผลว่า การกำหนดวิธีการลงมติเป็นไปถูกต้องแล้ว เพราะไม่จำเป็นต้องเข้าไปดูรายละเอียดของเหตุผล แต่ควรพิจารณาถึงผลสุดท้ายของการลงมติ ดังนั้น เมื่อตุลาการเสียงข้างมากทั้งสองกลุ่ม แม้จะมีเหตุผลต่างกัน แต่ท้ายที่สุดตุลาการทั้งสี่ก็ได้ข้อสรุปเดียวกันว่า กระบวนการยื่นคำร้องขอให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จึงเป็นมติข้างมากที่ชอบแล้ว ผู้ทำความเห็นขอไม่ทักถ้วงถึงปัญหาเชิงตรรกะของการให้เหตุผลลักษณะดังกล่าว ในรายละเอียด การกำหนดวิธีการลงมติที่น่ากังขาเช่นนี้ เคยมีนักวิชาการแสดงความเห็นถ้วงไว้แล้ว เช่น ในคดีซุกหุ้นที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ในปี 2544 ผู้ทำความเห็นเพียงแต่จะย้อนถามว่า หากเราอาศัยตรรกะเดียวกันนี้เอง ที่ว่าแม้สาระแห่งเหตุผลต่างกันแต่หากสุดท้ายได้ข้อสรุปตรงกัน ก็นับรวมกันได้แล้วฉันใด ข้อสรุปที่ได้จากตุลาการเสียงข้างมาก 1 เสียงบวกกับตุลาการเสียงข้างน้อยอีก 2 เสียง ก็คือข้อสรุปที่ว่านายทะเบียนพรรคการเมืองได้มีความเห็นให้ยุบพรรคประชาธิปัตย์ไปแล้ว อันจะหักล้างตุลาการเสียงข้างมากกลุ่มแรกอีก 3 เสียง โดยมติที่เท่ากัน โดยฉันนั้น มิใช่หรือ? หากจะลองเปลี่ยนจากตรรกะที่ยึดข้อสรุป มาเป็นตรรกะที่ยึดสาระแล้ว ผู้ทำความเห็นจะแสดงให้เห็นต่อไปว่า สาระแห่งเหตุผลของตุลาการเสียงข้างมากทั้งสี่ที่มีความเห็นเป็นสองกลุ่ม แม้จะอ้างว่าเป็นเหตุผลในการวินิจฉัยอีกทางหนึ่งก็ตาม ก็ยังขัดแย้งและหักล้างกันเองโดยสิ้นเชิง จนมิอาจถือได้ว่าเป็นมติตุลาการเสียงข้างมากที่ชอบธรรมได้ อนึ่งมีข้อสังเกตเพิ่มเติมว่า จากการสำรวจข่าวสารที่สื่อมวลชนรายงานหลังจากมีการอ่านคำวินิจฉัยไปแล้ว ข้อวิพากษ์วิจารณ์ส่วนใหญ่ ดูจะเกี่ยวข้องกับประเด็นมติตุลาการ 1 เสียง ที่เห็นว่าการยื่นคำร้องต่อศาลพ้นระยะเวลาสิบห้าวันตามที่กฎหมายกำหนดก่อน โดยประชาชนทั่วไปไม่ได้ทราบมาก่อนว่าเรื่องระยะเวลาเป็นเพียงมติ 1 เสียง อีกทั้งคำวินิจฉัยลายลักษณ์อักษร อย่างไม่เป็นทางการที่ศาลได้เผยแพร่ต่อประชาชน บนเว็บไซต์ศาลรัฐธรรมนูญ ก็มิได้กล่าวไว้ชัด จนกระทั่งวันต่อมาได้มีการเผยแพร่ข่าวโดยสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญและมีการให้สัมภาษณ์ผ่านสื่อมวลชนโดยตุลาการท่านหนึ่งเพื่อขยายความ คงหวังแต่เพียงว่าในอนาคต คำวินิจฉัยที่เผยแพร่ก็ดี หรือที่อ่านก็ดี คงจะชัดเจนขึ้น นอกจากนี้ คำวินิจฉัยส่วนตนของตุลาการแต่ละคนซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้ต้องทำให้เสร็จสิ้นและแถลงเป็นวาจาก่อนลงมติในคำวินิจฉัยกลางนั้น ก็น่าจะเผยแพร่ในเอกสารไปพร้อมกัน เพื่อช่วยให้ตุลาการไม่ต้องลำบากใจ ถูกเข้าใจผิดว่ามติใดเป็นของใคร อีกทั้งเพื่อให้ตุลาการไม่ต้องถูกตั้งคำถามว่า แรงตอบรับของสังคมต่อคำวินิจฉัยกลาง ได้กระทบต่อคำวินิจฉัยส่วนตนที่เปิดเผยเป็นลายลักษณ์อักษรภายหลังหรือไม่ อย่างไร (ติดตามอ่านบทความตอนที่ 2 ได้ในวันพรุ่งนี้)
จากคุณ |
:
โลกนิติฉบับไทย
|
เขียนเมื่อ |
:
3 ธ.ค. 53 09:11:32
A:124.121.111.11 X:
|
|
|
|  |