 |
ธนาคารโลกยกฐานะประเทศไทย ขึ้นสู่ประเทศที่มีรายได้ประชาชาติต่อหัว อยู่ในระดับ ปานกลางระดับสูง
เนื่องจากหากนับย้อนหลังไปใน ช่วงทศวรรษ ที่ผ่านมา นับตั้งแต่ปี 2544 ที่รัฐบาลไทยรักไทยเริ่มบริหารประเทศ เศรษฐกิจของไทยเติบโตขึ้นอย่างแข็งแกร่งและอัตราความยากจนลดลงเป็นอย่างมาก
เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ เพิ่มขึ้นในทุกๆปีตั้งแต่รัฐบาลไทยรักไทยบริหารประเทศ จนเป็นอันดับที่ 13 ของโลกในสมัยรัฐบาลสมชาย และคงอันดับที่ 13 ของโลกมาโดยตลอดจนปัจจุบัน ดังนี้ 33,048 ล้านดอลลาร์ ในปี 2544 38,924 ล้านดอลลาร์ ในปี 2545 42,148 ล้านดอลลาร์ ในปี 2546 49,832 ล้านดอลลาร์ ในปี 2547 52,066 ล้านดอลลาร์ ในปี 2548 66,985 ล้านดอลลาร์ ในปี 2549 87,455 ล้านดอลลาร์ ในปี 2550 111,008 ล้านดอลลาร์ในปี 2551 (เป็นอันดับที่ 13 ของโลกในสมัยรัฐบาลสมชาย) 138,418 ล้านดอลลาร์ ในปี 2552 172,129 ล้านดอลลาร์ ในปี 2553 (คงอันดับที่ 13 ของโลกมาโดยตลอด)
GDP Growth Rate (อัตราการเติบโตของ ผลิตภัณฑ์ในประเทศเบื้องต้นซึ่งเป็นประเภทหนึ่งของรายได้ประชาชาติ) เพิ่มขึ้นในทุกๆปีตั้งแต่รัฐบาลไทยรักไทยบริหารประเทศ จนสูงสุดในปี 2546 มีผลให้ค่า GDPของประเทศไทยเป็นอันดับโลกที่ 31 แต่เริ่มเปลี่ยนเป็นอัตราลดลง เมื่อเกิดการก่อกวนความสงบ จนกระทั่งแย่งชิงอำนาจการเมือง เปลี่ยนเป็นลดลงทุกๆปีอย่างต่อเนื่องหลังจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 มีค่าติดลบในปี 2552 ในช่วงรัฐบาลอภิสิทธิ์บริหารประเทศ โดยที่ในปีต่อมา 2553 มีการพยายามหลอกลวงโดยบางสื่อ ว่าอัตราการเติบโตของ GDP พุ่ง ให้เข้าใจสถานะเศรษฐกิจของประเทศผิดเพี้ยน ว่าเศรษฐกิจดี แต่ประชาชนส่วนใหญ่โดยทั่วไปสัมผัสรับรู้ได้ด้วยตนเองว่าไม่ใช่ เพราะแท้จริงเป็นเพียงการเทียบจากค่าที่ทรุด ที่หดหาย ที่ติดลบ ที่เกิดจากการพยายามดิ้นรนเอาตัวรอด โงหัวขึ้นจากการทรุดของส่วนต่างๆ และหนี้มหาศาลที่รัฐบาลอภิสิทธิ์ก่อไว้พร้อมภาระหนักในดอกเบี้ยอยู่เบื้องหลัง อันเป็นวิธีการของกลุ่มคนที่ ดีแต่พูด ที่พูดดูเหมือนดี แท้จริงแฝงความหลอกลวง หรือไม่ ? ดังนี้ 2.2 % ในปี 2544 5.3 % ในปี 2545 7.1 % ในปี 2546 (สูงสุดในปี 2546 มีผลให้ค่า GDP ของประเทศไทยเป็นอันดับโลกที่ 31) 6.3 % ในปี 2547 4.6 % ในปี 2548 5.1 % ในปี 2549 (เปลี่ยนเป็นลดลงทุกๆปีอย่างต่อเนื่องหลังจากการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549) 4.9 % ในปี 2550 2.5 % ในปี 2551 -2.3 % ในปี 2552 (มีค่าติดลบในปี 2552 เมื่อรัฐบาลอภิสิทธิ์เข้าบริหารประเทศ) 7.8 % ในปี 2553 (แท้จริงเป็นค่าเทียบจาก ค่าที่ติดลบ และเป็นค่าที่ หนี้มหาศาลอยู่เบื้องหลัง)
เปอร์เซ็นต์หนี้สาธารณะ ลดลงในทุกๆปีตั้งแต่รัฐบาลไทยรักไทยบริหารประเทศ หลังจากลดลงจนต่ำ ก็เปลี่ยนเป็นเพิ่มขึ้นในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ ดังนี้ 57.5 % ในปี 2544 55.1 % ในปี 2545 50.7 % ในปี 2546 49.5 % ในปี 2547 47.3 % ในปี 2548 42.0 % ในปี 2549 38.3 % ในปี 2550 37.3 % ในปี 2551 (หลังจากลดลงจนต่ำ ก็เปลี่ยนเป็นเพิ่มขึ้นในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์) 45.2 % ในปี 2552 44.1 % ในปี 2553
เงินคงคลัง ภาษีที่เก็บมาจากประชาชน ที่ไม่ได้เอาไปใช้ จะเก็บเป็นเงินคงคลัง สมัยรัฐบาลสมชาย ในเวลาที่ถูกรัฐบาลอภิสิทธิ์ตั้งรัฐบาลในค่ายทหารขึ้นมาแทน มีภาษีเก็บเป็นเงินคงคลัง 52,878 ล้านบาท สมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์เก็บภาษีจากประชาชนมาเก็บไว้โดยไม่ใช้ประโยชน์ เป็นเงินคงคลัง 301,044 ล้านบาท แต่รัฐบาลอภิสิทธิ์กลับกู้เงินมาใช้ ทำให้ต้องเสียดอกเบี้ยจำนวนมหาศาลโดยไม่จำเป็น การกระทำเช่นนี้ของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เป็นการไร้เดียงสาในการทำงาน หรือบริหารประเทศอย่างโง่เขลา หรือกระทำเล่ห์เหลี่ยมฉ้อฉลจากดอกเบี้ยเงินกู้ หรือสูบเลือดประชาชนทั้งประเทศ หรือเป็นอย่างอื่นใดกันแน่ ?
ทั้งหมดข้างต้น ใช่หรือไม่ ? โปรดพิจารณาด้วยตนเองจากข้อเท็จจริงอันครบถ้วน อย่าพิจารณาด้วยความจริงเสี้ยวเดียว อันเป็นเล่ห์ลวงที่คนบางกลุ่มใช้เสมอมา
จากคุณ |
:
วษณ
|
เขียนเมื่อ |
:
8 เม.ย. 55 14:17:34
A:27.55.11.222 X:
|
|
|
|
 |