เรื่อง ชี้แจงความจริงเกี่ยวกับคำสั่ง ศอฉ.
เรียน พี่น้องสื่อมวลชน
สืบเนื่องจาก เมื่อวานนี้ 6 สิงหาคม 54 ได้มีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่ง พาดหัวข่าว ว่า มีคำสั่ง ศอฉ.ให้ยิงได้ อ้างเอกสารลับ คืนพื้นที่ 10 เมษายน อนุญาตใช้ปืน
ทั้งนี้ ได้นำสำเนา การสั่งการ ของศูนย์การสื่อสาร ศอฉ. มาแสดงไว้ในหน้าแรกของ หนังสือพิมพ์ และเขียนคำอธิบายว่า ศอฉ. สั่งการให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธปฏิบัติการกับผู้ชุมนุม คนเสื้อแดง ระหว่างวันที่ 10-13 เม.ย.53 ไม่สามารถคาดเดาเจตนารมณ์ที่แท้จริงของผู้รายงานข่าวนี้ แต่พิจารณาเห็นว่า อาจ ทำให้พี่น้องประชาชนเข้าใจความจริงในเรื่องนี้คลาดเคลื่อน เกิดการเข้าใจผิดต่อผู้สั่งการ และ เจ้าหน้าที่ ผู้ปฏิบัติการได้
จึงขอชี้แจงอธิบายความ เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้อง
1. สำเนาเอกสารคำสั่งการที่ลงแสดงในหน้าหนึ่งของ นสพ.ฉบับนั้น ได้ตัดวันที่ ที่สั่งการออกไป ไม่นำมาแสดงไว้ แต่เขียนคำบรรยายว่าสั่งการในเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน 53 เน้นว่า เป็นคำสั่งอนุญาตใช้ปืนในเหตุการณ์คืนพื้นที่ 10 เมษา แล้ว ขีดเส้นใต้สีแดง โดยเน้น ข้อความในคำสั่ง
2.1 ให้ใช้อาวุธทำการยิง เมื่อปรากฎภัยคุกคาม หรือกลุ่มติดอาวุธ
2.2 ให้ใช้อาวุธต่อเป้าหมายตามข้อ 2.1 ในระยะ 30-50 เมตร
2.3 ให้เล็งส่วนล่างของร่างกาย (ตั้งแต่เข่าลงมา)
หากผู้อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่มีเวลา อ่านเฉพาะหน้าหนึ่งเฉพาะส่วนที่พาดหัวข่าว เฉพาะที่เน้นขีดเส้นใต้สีแดงไว้ จะเข้าใจเอาได้ว่าในวันที่ 10 เมษายน 53
ศอฉ.ได้สั่งการให้ เจ้าหน้าที่ใช้ ปืนยิงประชาชน กรณีหนังสือสั่งการฉบับนี้ (13 เมษายน 53) ขอชี้แจงเพื่อความเข้าใจ ดังนี้
คำสั่งปฏิบัติการ ที่นำมาลงแสดงในหนังสือพิมพ์ฉบับนี้ เป็นคำสั่งที่ลงวันที่ 13 เมษายน 2553 สั่งการหลังเกิดเหตุ กรณีคนชุดดำนำอาวุธสงครามมาฆ่า
เจ้าหน้าที่ และประชาชน เมื่อ 10 เมษายน 53 เป็นคำสั่งที่ออกมาภายหลังเหตุการณ์ร้ายแรงครั้งนั้น ถึง 3 วัน
เหตุที่ ศอฉ.ต้องสั่งการเช่นนี้ เพราะเหตุการณ์ในวันที่ 10 เมษายน 2553 มีคนชุดดำแฝงตัว ปะปนอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อแดง เอาอาวุธสงครามร้ายแรงชนิดต่าง ๆ มายิงใส่ เจ้าหน้าที่ และประชาชน ทำให้มีผู้เสียชีวิต 26 คน บาดเจ็บประมาณ 800 คน ถือเป็นความสูญเสียที่รุนแรง ศอฉ.จำเป็นต้องระงับยับยั้งป้องกันไม่ให้เหตุเกิดขึ้นอีก แต่ปรากฎว่าหลังจากวันที่ 10 เมษายน 53 เหตุการณ์ รุนแรงยังไม่ยุติ คนชุดดำถืออาวุธร้ายแรง ยังปะปนอยู่ แฝงอยู่ในกลุ่ม ผู้ชุมนุม ทำการก่อเหตุร้าย ต่อเนื่องแทบทุกวัน ศอฉ. จึงได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ใช้ ปืนลูกซอง ซึ่งเป็นอาวุธที่ไม่ร้ายแรง สามารถควบคุมการยิงได้ เพื่อ ป้องกันตัว เจ้าหน้าที่เอง และประชาชนผู้บริสุทธิ์ ให้รอดพ้น จากภัยการคุกคามของคนชุดดำที่ติด อาวุธ
ในคำสั่งนี้ ระบุเรื่องการควบคุมวิถีกระสุนควบคุมความเสียหายที่จะเกิดขึ้น ในคำสั่ง นี้ ได้ระบุให้ดำเนินการโดยไม่มุ่งประสงค์ต่อชีวิตของเป้าหมาย เพื่อระงับ ยับยั้งคนร้าย ที่ถืออาวุธ คุกคาม ชีวิตเจ้าหน้าที่และประชาชน ต้องการเพียงเพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่และประชาชนผู้บริสุทธิ์ เท่านั้น จึงมีคำสั่งชัดเจนว่า ในการใช้อาวุธให้เล็งยิงส่วนล่างของร่างกาย ตั้งแต่เข่าลงมา
ขอย้ำว่า สำเนาคำสั่งที่พาดหัวหน้าหนึ่งในหนังสือพิมพ์ฉบับนั้น เป็นคำสั่งการ ในวัน ที่ 13 เมษายน ไม่ใช่ 10 เมษายน อย่างที่เขาพยายามจะให้ผู้อ่านเข้าใจผิด การสั่งการอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธ ปืนลูกซอง มุ่งหมายเพื่อควบคุมความ สูญเสีย ไม่ต้องการให้เสียหายร้ายแรง
2. ในหน้าที่ 14 ของหนังสือพิมพ์ฉบับเดียวกัน ได้นำสำเนาคำสั่ง วันที่ 10 เมษายน และ 13 เมษายน มาลงแสดงไว้ แต่ได้มีการขีดเส้นใต้เฉพาะข้อความบางส่วน เพื่อให้คนอ่าน เข้าใจผิดว่า ใน ทำนองว่า ศอฉ.ตั้งใจสั่งการให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธ นอกจากนั้น ยังอาจทำให้ผู้อ่าน เข้าใจผิดได้ว่า เป็นคำสั่งการในเหตุการณ์เดียวกัน ขอชี้แจงอธิบายคำสั่งวันที่ 10 เมษายน 53 เพื่อความเข้าใจ ดังนี้
ก่อนวันที่ 10 เมษายน 53 ศอฉ.ได้สั่งการห้ามเจ้าหน้าที่ใช้อาวุธโดยเด็ดขาด ให้ใช้ เฉพาะ อุปกรณ์ควบคุมฝูงชน คือ โล่ห์ กระบอง รถฉีดน้ำ แก๊สน้ำตา และปืนลูกซองที่ใช้กระสุนยาง ทั้งนี้ ต้องปฏิบัติตามขั้นตอน การควบคุมฝูงชนที่เป็นสากลอย่างเคร่งครัด
แต่ปรากฎว่าในวันที่ 9 เมษายน 53 กลุ่มผู้ชุมนุมนับหมื่นคน ได้บุกโจมตีเจ้าหน้าที่ ที่รักษาการณ์อยู่ที่สถานีดาวเทียมไทยคม ลาดหลุมแก้ว ใช้ก้อนหิน ไม้ มีด เป็นอาวุธทำร้าย เจ้าหน้าที่ บาดเจ็บนับร้อยคน และได้ยึดอาวุธปืนของเจ้าหน้าที่ไปเป็นจำนวนมาก การที่มี เจ้าหน้าที่ได้รับ บาดเจ็บในเหตุการณ์ที่สถานีไทยคม เมื่อ 9 เม.ย.53 และอาวุธประจำกาย ถูกฝ่าย ผู้ชุมนุมยึดไป หลายร้อยรายการ ก่อให้เกิดความกังวลว่า อาจมีการนำอาวุธนั้นมาทำร้ายเจ้าหน้าที่
ศอฉ.จึงมีคำสั่งอนุญาตให้เจ้าหน้าที่ใช้อาวุธได้ แต่ต้องใช้เพื่อการป้องกันตนเองและประชาชน ที่เจ้าหน้าที่ให้ความคุ้มครองเท่านั้น
ในคำสั่งที่อนุญาตให้ใช้อาวุธ เพื่อป้องกันเจ้าหน้าที่และประชาชนนั้น ได้สั่งการ ชัดเจน ว่าใช้อาวุธได้เฉพาะในกรณีที่มีผู้กระทำผิดซึ่งหน้า และใช้อาวุธเพื่อป้องกันตนเอง และ ประชาชน เท่านั้น
ในคำสั่ง ระบุชัดเจน ใช้อาวุธเฉพาะเพื่อป้องกันอันตรายที่ใกล้จะถึงตัวเป็นอันตราย ต่อชีวิตเจ้าหน้าที่ และ ประชาชน ที่สำคัญที่สุด ในคำสั่งวันที่ 10 เมษายน 53 นี้ ได้สั่งการชัดเจนว่า หากจำเป็น ต้องใช้ อาวุธ ต้องใช้ตามลำดับขั้น ดังนี้
1.แจ้งเตือนด้วยวาจาให้ผู้ก่อเหตุหยุดการกระทำ
2.ยิงเตือนขึ้นฟ้า หรือยิงในทิศทางที่ปลอดภัย
3.ใช้อาวุธตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมาย และสมควรแก่เหตุ
ขอกราบเรียนชี้แจง ยืนยันว่า ศอฉ. ปฏิบัติหน้าที่ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของ บ้านเมือง ปกป้องชีวิตของเจ้าหน้าที่และประชาชน ให้รอดพ้นจากภัยคุกคามจากผู้ก่อเหตุร้าย
การสั่งการต่าง ๆ ของ ศอฉ. เป็นไปเพื่อเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาของบ้านเมือง มุ่งหมาย รักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ไม่มี เจตนาร้ายต่อประชาชน ศอฉ. ได้กำหนดมาตร การในการระงับ ยับยั้งเหตุร้ายต่าง ๆ โดยพยายามให้มีความ เสียหายน้อยที่สุด
บัดนี้ เหตุการณ์ร้ายนั้น ได้ผ่านพ้นไปเป็นเวลาปีเศษแล้ว รัฐบาล ชุดที่แล้วได้ตั้ง คณะกรรมการ ที่เป็นคนกลางทำการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงทั้งหมด เพื่อรายงานต่อประชาชน ต่อไป
บัดนี้ ได้มีรัฐบาลใหม่ ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดเชื่อมโยงกับบรรดาผู้ก่อเหตุ และ ผู้ต้องหาก่อการร้ายหลายคน ก็ได้เป็นผู้แทนราษฎรในสังกัดพรรครัฐบาล ผู้ต้องหาก่อการร้าย บางท่าน อาจได้เป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลชุดนี้ รัฐบาลเป็นผู้กุมอำนาจรัฐจะสั่งการให้สอบสวน ดำเนิน คดี ต่อข้าพเจ้าซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบสั่งการในการแก้ไขปัญหาบ้านเมือง ในเหตุการณ์ที่ผ่านมา ทั้งหมดนั้น ข้าพเจ้าพร้อมที่จะพิสูจน์ข้อเท็จจริง ตามกระบวนการยุติธรรม ทุกประการ
จาก เว็บไซต์พรรคประชาธิปัตย์