เบื่อการติเตียน ติฉิน นินทา นายกฯยิ่งลักษณ์ จากฝ่ายแค้นและกองแช่ง..หรือเอียนคำชมจากกองเชียร์ วันนี้ลองมาฟังคำวิจารณ์จากข้าราชการคนกลางอย่าง"ดร.อำพน กิตติอำพน" เลขาคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมาแล้ว 2 รัฐบาล
และอยู่ในวงประชุมของรัฐบาลมาแล้วทั้ง 3 พรรค 2 ขั้ว 6 นายกรัฐมนตรี เป็นเลขาฯ สศช.ให้รัฐบาลไทยรักไทย-พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร, รัฐบาลขิงแก่-พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์, พลังประชาชน-สมัคร สุนทรเวช และสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ว่าเขามองนายกฯคนนี้อย่างไร
ตลอดระยะเวลา 9 เดือน "รัฐบาลยิ่งลักษณ์" เผชิญเหตุการณ์หลัก-จรไม่ขาดสาย ทั้งวิกฤตน้ำท่วมใหญ่, หมายลึกลับ ว.5 ตึกโฟร์ซีซั่น ลากยาวจนถึงสถานการณ์สินค้าราคาแพง และการสู้ศึกในสภาเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ
รวมทั้งกลเกมเรื่องราคาสินค้าหน้าตลาด ซึ่งต่างจากราคาในบันทึกที่ส่วนราชการนำเสนอต่อคณะรัฐมนตรี
นักข่าวถามถึงภารกิจของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ "นายกฯป้ายแดง" ที่ยังมีพรรษาทางการเมืองอยู่น้อย อำนาจการตัดสินใจไม่ได้อยู่ในมือ ส่งผลให้ภาพความเป็นผู้นำประเทศถดถอยหรือไม่
ก่อนที่จะตอบคำถาม "ดร.อำพน" คว้าไอแพดคู่กาย เพื่อเปิดภาพเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปลายปีที่แล้วให้ดู ก่อนที่จะมาหยุดที่คลิปวิดีโอในวันที่ "ยิ่งลักษณ์และคณะ" เข้าเฝ้าฯพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อกราบบังคมทูลถวายรายงานแผนการบริหารจัดการน้ำที่เตรียมการไว้
ภาพที่ "ดร.กบ" โชว์ คือภารกิจ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชี้แจงแผนบริหารจัดการ ทั้งเส้นทางไหลผ่านของน้ำ พื้นที่พักน้ำ และการดำเนินก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานได้อย่างคล่องแคล่ว
ภาพและเสียงของนายกรัฐมนตรี ถูกเฟดให้เบาลง มีเสียงของ "ดร.กบ" ดังขึ้นแทนว่า "นายกรัฐมนตรีหญิงคนนี้เริ่มต้นทุกอย่างจากศูนย์ ไม่เคยมีต้นทุนทางการเมืองมาก่อน ฉะนั้น ไม่ว่าจะทำอะไร ก็จะไม่มีขาดทุน และการดำเนินนโยบายมาก จะได้มากหรือน้อย ก็มีแต่ผลกำไร"
เขาย้ำว่า แม้จะเป็นนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรก ที่ไร้ต้นทุนทางการเมือง และถูกกล่าวหาว่าเป็นนอมินีของ "พี่ชาย-พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" แต่ทั้งหมดไม่ใช่ปัญหา เพราะการทำงานเท่านั้นที่จะเป็นบทพิสูจน์ฝีมือ ซึ่ง "ยิ่งลักษณ์" มีคุณสมบัติที่แตกต่างจากนายกรัฐมนตรีคนอื่น 4 ประการ
1.อ่อนน้อมถ่อมตน เพราะด้วยความเป็น "ผู้หญิง" จึงทำให้การเข้าขอรับคำปรึกษา การส่งเทียบเชิญถึงผู้ใหญ่ทางการเมืองหลายครั้ง มักจะได้รับความเอ็นดูและตอบรับ
ดังเช่นการประสบความสำเร็จในการเทียบเชิญ "พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์" ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ มาร่วมงานเลี้ยง หลังรัฐบาลฝ่าวิกฤตน้ำท่วม ณ ทำเนียบรัฐบาล
2.มานะอดทน เพราะนายกรัฐมนตรีคนนี้รู้ดีว่าเป็น "มือใหม่-ไร้เดียงสา" ทำให้เกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์บนกระดานการเมืองมากมาย แต่ "ยิ่งลักษณ์" ไม่เคยสติแตก ไม่เคยตอบโต้ และพร้อมที่จะนำไปเป็นบทเรียนใหม่ให้ตัวเองเสมอ
เห็นตัวอย่างได้จากเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปลายปีที่แล้ว ขณะนี้ "ยิ่งลักษณ์" สามารถชี้แจงรายละเอียดได้อย่างคล่องแคล่ว สามารถบัญชาสั่งการให้หน่วยงานข้าราชการทำงานได้อย่างเป็นระบบ
3.เปิดใจเรียนรู้ "ยิ่งลักษณ์" เป็นนายกรัฐมนตรีที่รู้จุดอ่อน และแปรเปลี่ยนให้เป็นจุดแข็ง เรื่องไหนที่เธอคิดว่าตัวเองไม่รู้ ก็จะยอมรับอย่างเต็มใจ ไม่ถือตัวว่ารู้ทุกเรื่อง รู้ทุกอย่าง แต่ในทางกลับกัน พร้อมที่จะเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่อยู่เสมอ
ดร.กบย้ำว่า "ไม่ค่อยบ่อยนัก ที่เราจะเห็นนายกรัฐมนตรีออกมายอมรับว่าเรื่องนี้ฉันไม่รู้ เพราะส่วนใหญ่มักบอกว่ารู้ทุกเรื่อง"
และ 4.ไม่ดื้อดึง เพราะนายกรัฐมนตรีรู้ตัวเองว่าอ่อนประสบการณ์ จึงน้อมรับความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญรอบด้าน ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการ รัฐมนตรี หรือนักวิชาการ
ขณะเดียวกัน "ดร.กบ" บ่ายเบี่ยงที่จะตอบ เมื่อถูกถามถึงข้อเปรียบเทียบระหว่างรัฐบาล "อภิสิทธิ์-ยิ่งลักษณ์" โดยพูดสั้น ๆ แค่เพียงว่า "ผมเป็นข้าราชการ ต้องทำงานร่วมกับทุกฝ่าย พูดอะไรไป ก็จะเกิดความขัดแย้งกันอีก ผมขอไม่พูดดีกว่า"
คัดจาก
*************************
คุณกิตติ..สรุปได้ดี มีมรรยาทครับ ที่ไม่วิจารณ์ หรือนำไปเปรียบเทียบกับอดีตผู้บังคับบัญชาคนเก่า..
แต่ในฐานะประชาชนคนธรรมดา ที่เดินดิน กินข้าวแกงอย่างผม..
ผมว่า คำนิยมทั้ง 4 ข้อ ถ้าเปรียบเทียบกับอดีตนายกฯที่ได้รับสมญานามว่า The Butcher of Bangkok..ผมมีความเห็นว่าตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง..
และแม้ว่านายกฯหญิงคนปัจจุบันจะไร้ต้นทุนทางการเมือง หรือประสบการณ์น้อยกว่าก็ไม่น่าจะเป็นปัญหาเพราะสามารถเรียนรู้ให้เท่าทันกันได้ และเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ฝีมือ
เพราะขนาดคนที่คุยว่ามีต้นทุนทางการเมืองสูง อัดแน่นด้วยประสบการณ์ และอยู่ในแวดวงการเมืองมาร่วม 20 ปี เมื่อมีโอกาสมาบริหารบ้านเมืองแค่ 2 ปีเศษ ก็มีแต่เรื่องร้ายๆ มีแต่เรื่องกังขา แถมทะเลาะกับเพื่อนบ้านเขาไปทั่ว
เวลาเลือกตั้งใหญ่ทีไรก็พาพรรคแพ้ทุกทีไป..แล้วอย่างนี้เขาเรียกว่าขาดทุนทางการเมืองหรือไม่..?
และขอเติมคุณอำพลอีกนิด..คนที่คิดจะมาเป็นนายกฯที่ดี ต้องมีทัศนคติที่ดีต่อบ้านเมืองเช่นเดียวกันน่ะครับ..เพราะหน้าที่หลักคือต้องมาบริหารบ้านเมือง มิใช่เอาแต่เล่นหรือเอาแต่บริหารการเมือง
ว่าแต่ท่านทั้งหลายคิดว่า อดีตนายกฯผู้มีต้นทุนการเมืองสูง กับนายกฯหญิงคนปัจจุบันที่ไร้ต้นทุนทางการเมือง ใครมีทัศนคติที่ดีต่อการบริหารราชการบ้านเมืองมากกว่ากันล่ะครับ..?