สืบเนื่องจากกระทู้นี้
ผมขออนุญาตเอามาขยายความต่อจากคุณ pingpoojung ..เพื่อให้กระทู้ คงอยู่ และ อยากให้สมาชิกมาถกเถียงเพิ่มเติมกันต่อไป ในประเด็นว่า ปชป.เข้าข่ายถูกยุบพรรคหรือไม่..?
เพราะกระทู้ตกเร็วเหลือเกิน หากขาดตกบกพร่องอย่างไรก็ต้องขออภัย ผมมิใช่นักกฎหมาย แต่กฏหมายเขาบอกว่าเราต้องรู้น่ะครับ..
ผมขอเรียบเรียงเพิ่มเติม ..เอาเฉพาะกรณี. บ.อีสวอเตอร์ ดังนี้ครับ
1. บ.อีสวอเตอร์ บริจาคจริงหรือไม่..( ตอบได้ว่าบริจาคจริง )
2. บ.อีสวอเตอร์ จ่ายเงินบริจาคด้วยวิธีใด
2.1 โอนเงิน ..โอนเงินเข้าบัญชีใคร
หรือ 2.2 สั่งจ่ายเช็ค..สั่งจ่ายเช็คในนามใคร แต่บ.ใหญ่ขนาดนี้ไม่มีการสั่งจ่ายโดยไม่ระบุชื่อบัญชีแน่ เหมือนที่คุณSpringfield ว่าเอาไว้..
3. เงินบริจาค ของ บ.อีสวอเตอร์ เข้าบัญชี หรือตัดบัญชีวันไหน..?
4. ปชป.ออกใบเสร็จรับเงินให้ บ.อีสวอเตอร์ ในนามอะไร.. (ตรงนี้ตรวจสอบได้ )
5. แต่ถ้าเงินบริจาคดังกล่าวสั่งจ่ายเข้าบัญชีพรรคปชป.. ปชป.ก็ต้องแจ้งต่อ กกต
ถ้าไม่แจ้ง ผิดเต็มๆ
6. แต่ถ้าเงินบริจาคดังกล่าวสั่งจ่ายเข้าบัญชีอื่นๆ เช่นกองทุนผู้ประสบภัยน้ำท่วมเฉพาะกิจ ซึ่งไม่เกี่ยวกับพรรค..แล้วเจ้าของบัญชีผู้มีอำนาจเบิกจ่ายคือใคร..มีใครบ้าง..ตรงนี้ก็ไม่แน่ว่าไม่ผิดกม.หรือไม่... เพราะฉิวเฉียดเหลือเกิน
7. แต่จากการแถลงข่าวของนายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย พร้อมกับ นายสาธิต ปิตุเดชะ นายสุเทพเทือกสุบรรณ และคนอื่นๆ เมื่อวานนี้ปรากฏดังนี้
นายสาทิตย์กล่าวว่า เวลาที่มีผู้บริจาค ก็จะมีการออกใบรับของชั่วคราวให้ ( ไม่ใช่ใบเสร็จรับเงิน )
อย่างไรก็ตามมีผู้บริจาคทั้งสิ้น 191 คน และเงินสุทธิจำนวน 36,454,909 บาท เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2553 ทางพรรคประชาธิปัตย์ได้ทำแคชเชียร์เช็คสั่งจ่ายไปยังสำนักนายกรัฐมนตรี
อีกทั้งในวันที่ 1 ธ.ค. 2553 ทางพรรคยังได้ทำหนังสือลงนาม และแนบรายชื่อผู้บริจาคทั้ง 191 ราย จากนั้นทางสำนักนายกฯ ก็ได้นำเงินเข้ากองทุนผู้ประสบอุทกภัย ในวันที่ 2 ธ.ค. 2553
และได้ออกใบเสร็จรับเงินให้กับผู้บริจาคทุกราย ไม่เว้นแม้แต่บริษัท อีสต์ วอเตอร์ เป็นใบเสร็จรับเงินจำนวน 1,000,000 บาท ซึ่งตรงกับใบเสร็จที่ทางพรรคประชาธิปัตย์ออกให้ก่อนหน้านี้
ดังนั้นสรุปได้ว่า เงินเข้าผ่านบัญชีปชป.เป็นแน่แท้..
ประเด็นจึงอยู่ที่ว่าปชป.ได้แจ้งต่อ กกต..หรือได้ปฏิบัติตามพรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 ตามมาตรา 62 , 63 ,64 ,65,67,71 ถูกต้อง หรือไม่..?
เพราะ ตามกฎหมายพรรคการเมือง หากมีการบริจาคเงินผ่านพรรคการเมือง ( ไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อม ต้องแจ้งที่มาที่ไปต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ในเวลาที่กำหนด
หากไม่รายงานจะมีโทษตามกฎหมาย และที่สำคัญกฎหมายห้ามไม่ให้หน่วยงานที่รัฐถือหุ้น 1 ใน 3 บริจาคเงินให้กับพรรคการเมือง
( โปรดดูจากหมวด 3 ส่วนที่ 3 การบริจาคให้แก่พรรคการเมือง ว่าด้วยพรบ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2550 )
ว่าไปแล้วงานนี้..ปชป.จะออกลูกไหน จะดิ้นอย่างไร และไม่ต้องพูดถึงระยะเวลา หรือเจตนา เพราะดูแล้วแค่มาตรา 65 และ 71 ก็ทำท่าจะแย่แล้วล่ะครับ
เขาว่าไว้ดังนี้
มาตรา ๖๕ ห้ามมิให้พรรคการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดอันอาจคำนวณเป็นเงินได้ โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
มาตรา ๗๑ ห้ามมิให้หน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ นิติบุคคลที่เป็นรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ องค์การมหาชน หรือกิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่หรือนิติบุคคลอื่นตามที่กำหนดในประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง บริจาคแก่พรรคการเมือง
กิจการที่รัฐถือหุ้นใหญ่ตามมาตรานี้ให้หมายถึงกิจการที่รัฐเป็นหุ้นส่วนหรือถือหุ้นอยู่เป็นจำนวนมากที่สุดในบรรดาผู้เป็นหุ้นส่วนหรือถือหุ้นแต่ละคนทุกคน และจำนวนหุ้นส่วนหรือหุ้นมีจำนวนไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของหุ้นส่วนหรือหุ้นทั้งหมดของนิติบุคคลนั้น
ประเด็นจึงอยู่ที่ ปชป.จะปฏิเสธได้อย่างไรว่า ไม่รู้ว่าเงินที่ได้รับบริจาคจากบ.อีสวอเตอร์..ซึ่งรัฐถือหุ้นเกินครึ่ง นี่ก็เข้าข่ายแล้วว่ามันผิดกฎหมาย..เพราะเขาห้ามไว้ไม่ให้บริจาค แต่ปชป.ดันมารับ ทั้งๆที่ก.ม.เขาห้ามรับ จะมาบอกว่าไม่รู้ไม่ได้..
จึงมีที่มาของการ..แถ..ของนายสาธิต กะปิ ที่ว่า..ต้องดูที่เจตนา..(ซึ่งก็รู้ตัวแล้วว่าพลาดไปแล้วนั่นเอง )..
แต่ถ้าจะเถียงว่าเงินบริจาคที่ว่านั้นไม่ได้นำมาคำนวณเป็นเงินได้..ก็ต้องไปดูวัตถุประสงค์ ของผู้สั่งจ่าย ..จ่ายเมื่อไหร่..เพราะเห็นบอกว่ารับมา 1 ล้าน ก็จ่ายไป 1 ล้าน..แล้วดอกเบี้ยล่ะครับว่าไง มีอยู่หรือตรงกับใบเสร็จหรือไม่..?
รอดไม่รอด..เชิญพินาเอาเอง..ว่างานนี้ กกต จะ 2 มาตรฐานหรือแกล้งลืม อีกหรือไม่
ส่วนปชป มัวแต่จ้องยุบเขา..ระวังอิเหนาจะถูกยุบเสียเอง..( อย่างน้อยก็ยุบเว็บพรรคตัวเองไปค่อนคืนจนคนเขาสงสัยกันแล้ว )
และไม่แน่ว่า คราวนี้จะโชคดีเหมือนที่แล้วมาหรือไม่ น่ะครับ..
สุดท้ายขอย้ำน่ะครับ..ผมมิใช่นักกฎหมาย แต่กฏหมายเขาบอกว่าเราต้องรู้น่ะครับ..หากขาดตกบกพร่องอันใดโปรดให้อภัย ส่วนใครจะเสริมอะไรเพื่อประดับความรู้ก็ต้องขอขอบพระคุณไว้ล่วงหน้าครับ