มาร์คดักคอรบ.หาแพะทำอู่ตะเภาล่ม ฉะหัดแจงให้โปร่งใสแต่แรกก็ไร้ปัญหา
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
กล่าวภายหลังประชุมร่วมกับทีมงานพรรคที่เกาะติดกรณีนาซาขอใช้
สนามบินอู่ตะเภา เป็นฐานปฏิบัติการสำรวจก้อนเมฆบนชั้นบรรยากาศ ว่า
เมื่อครม.ตั้งหลักใหม่ด้วยการนำเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาตามมาตรา
179 ก็ถือเป็นเรื่องที่ดีจะได้ทำความเข้าใจให้เกิดความชัดเจนถึงผลดี
ผลเสียของโครงการว่าเป็นอย่างไร
เพราะที่ผ่านมาปัญหาเกิดจากรัฐบาลไม่ให้ความจริงกับประชาชน
และไม่สามารถตอบคำถามของหลายภาคส่วนที่มีความห่วงใยต่อ
โครงการนี้ได้ แต่กลับใช้วิธีการทำให้กลายเป็นประเด็นการเมืองแทน
จนในที่สุดสถานะของโครงการก็เหมือนกับถูกแขวนเอาไว้
ทั้งๆ ที่รัฐบาลทำงานเรื่องนี้มานานหลายเดือนแล้ว
น่าจะทราบถึงความต้องการของสาธารณะในการขอทราบรายละเอียด
ซึ่งสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์และหลายส่วนเรียกร้องให้ชี้แจงในประเด็นที่ยัง
มีความกังวล กลับให้รัฐมนตรีออกมาตอบโต้ทางการเมืองแต่ไม่มีความ
ชัดเจนในเรื่องรายละเอียดของโครงการ
ถ้ามีการเสียโอกาสของประเทศเกิดขึ้นก็เป็นเพราะรัฐบาลไม่ทำทุกอย่าง
ให้โปร่งใสตั้งแต่ต้นถ้าโครงการนี้ในที่สุดพับไปจะมาโทษพวกผมคงไม่ได้
แต่เป็นเพราะรัฐบาลไม่ทำอะไรมานานนับปี
ในการสร้างความเข้าใจความโปร่งใสและแก้ไขในประเด็นที่คนห่วงใย
ในส่วนของพรรคคงไม่สามารถขัดขวางใครได้อยู่แล้ว
เนื่องจากหากรัฐบาลฟังสิ่งที่พรรคประชาธิปัตย์ท้วงติงแล้วหยุดทุกเรื่อง
บ้านเมืองก็คงจะไม่วุ่นวายแบบนี้ ทั้งเรื่องปรองดอง และรัฐธรรมนูญ
ผมว่าหลายคนที่เขาตั้งคำถามเขาถามบนความห่วงใยประเทศชาติ ต้องการ
ให้เกิดความรอบคอบ แต่แทนที่รัฐบาลจะใช้โอกาสนี้เอาข้อเท็จจริงมา
แลกเปลี่ยนกัน กลับให้รัฐมนตรีทั้งหลายมาตอบโต้ทางการเมือง
จนสุดท้ายก็ทำให้สถานะโครงการอยู่ในความไม่แน่นอน ไม่รู้จะเดินหน้า
หรือไม่อย่างไร แต่ที่ชัดเจนคือ ครม.ไม่อนุมัตให้รมว.ต่างประเทศไปลงนาม
ถ้ารัฐมนตรีไปลงนามก็จะเป็นการลมนามที่ไม่ได้รับการอนุมัตจาก ครม. และ
รมว.ต่างประเทศพูดเองว่าเข้าข่ายมาตรา 190 (1) ต้องได้รับความเห็นชอบ
จาก ครม.ก่อน นายอภิสิทธิ์ กล่าว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า การพิจารณาโครงการนี้ต้องดูภาพรวมเพราะมีหลายมิติ
โดยต้องยึดเอาผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง ซึ่งมีหลายมิติตั้งแต่งานวิจัย
ไปจนถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ความมั่นคง แต่ทั้งหมดเกิดปัญหาเพราะ
ไม่อธิบาย หรืออาจเป็นเพราะไม่สามารถอธิบายรายละเอียดโครงการได้
ทำให้ข้อมูลได้จากเวปไซด์นาซาเป็นหลัก เช่น การเคลื่อนย้ายอุปกรณ์
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ไม่รับทราบ สุดท้ายมายอมรับทีหลัง ทำให้เกิดความ
สงสัยมากขึ้น จึงถือเป็นบทเรียนสำหรับรัฐบาลว่าโครงการที่มีความสำคัญ
ถ้าเป็นประโยชน์กับส่วนรวมรัฐบาลต้องบริหารจัดการให้มีการรับฟังความเห็น
และทำให้โปร่งใส ทั้งนี้เห็นว่าสาเหตุที่ทำให้ ครม.ถอยเพราะมีเสียงทักท้วง
จากหลายฝ่ายรวมทั้งผู้ตรวจการแผ่นดิน และคงไม่มั่นใจในแง่ข้อกฎหมาย
การเอาเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาตามมาตรา 179 ก็เป็นคนละเรื่องกับมาตรา
190 (2) ซึ่งตนเข้าใจว่ารัฐบาลคงยังเห็นว่าไม่เข้ามาตรา 190 (2) แต่ต้องการฟัง
ความเห็นเพื่อความรอบคอบ
นายอภิสิทธิ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่นายสุรพงษ์โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ
ระบุว่า การที่นาซาไม่ได้เข้ามาสำรวจก้อนเมฆหากเกิดน้ำท่วมขึ้นมาคงช่วยอะไร
ไม่ได้ ว่า ตนยังไม่เห็นว่าหากนาซาเข้ามาสำรวจในช่วงเดือนสิงหาคม -
กันยายนนี้แล้วน้ำจะท่วมหรือไม่ท่วมปีนี้ การอธิบายแบบนี้เป็นเหตุผลที่ทำให้
ครงการตกอยู่ในสภาพแบบนี้ เพราะรัฐมนตรีไม่รู้ข้อเท็จจริง ไม่รู้เหตุผล แต่
อยากทะเลาะทางการเมืองอย่างเดียว ทั้งที่คนท้วงติงพูดถึงประเด็นของบ้านเมือง
ไม่มีใครพูดถึงประเด็นการเมืองเลย มีแต่ รมว.วิทย์และรมว.ต่างประเทศ ที่ทำให้
เป็นประเด็นการเมือง ต้องการให้คนรู้สึกว่าฝ่ายค้านขัดขวางทั้งที่เราทำหน้าที่
ตรวจสอบ
หลังจากนี้จะมีการเดินหน้าโครงการนี้หรือไม่คงต้องดูท่าทีของนาซาและสหรัฐ
ด้วย เพราะที่เสนอต่อรัฐบาลเจาะจงการทำงานในปีนี้ โดยในส่วนของ
พรรคประชาธิปัตย์ก็จะตรวจสอบและสอบถามในรัฐสภา พร้อมกับอธิบายให้สังคม
รับทราบว่าทำไมจึงมีข้อห่วงใยในเรื่องนี้ เพราะทุกอย่างมีเหตุผลรองรับทั้งสิ้น
http://www.naewna.com/politic/11841