จุดยืน
บทบรรณาธิการ ข่าวสด
ในโลกยุคที่ข่าวสารข้อมูลมิได้ถูกผูกขาดหรือสามารถปิดหูปิดตาโดยคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอีกต่อไป
พฤติกรรม คำพูด ท่าที และจุดยืนของบุคคลสาธารณะ ซึ่งถูกบันทึกเอาไว้ในรูปแบบต่างๆ พร้อมจะกลับมา "ตรวจสอบ" ผู้กระทำการหรือไม่กระทำการนั้นๆได้ตลอดเวลา
ดังเช่นที่มีผู้ตั้งคำถามกับนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้คัดค้านการแก้ไขรัฐธรรมนูญพ.ศ.2550 อย่างแข็งขัน
ว่าเหตุใดจุดยืนของทั้งสองจึงแตกต่างไปจากสิ่งที่เคยแสดงออก หรือประกาศต่อสังคมเอาไว้ในอดีต
อะไรจึงเป็นตัวตนที่แท้จริงของท่านทั้งสอง
นายอภิสิทธิ์เคยระบุเอาไว้ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งว่า
"ผมมั่นใจว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญต้องเกิดขึ้นแน่นอน ผมบอกได้เลย ถ้าผมได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ผมจะยกมือสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่ามี ส.ส. ส.ว. เกินกึ่งหนึ่งของสภาสนับสนุนการแก้รัฐธรรมนูญ
"ผมขอย้ำว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ แก้ไขได้ครับ"
ขณะที่นายจรัญซึ่งเคยเป็นรองประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อภิปรายก่อนการทำประชามติเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2550 ว่า การลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญนี้จะให้ผลดีคือ ยุติระบบปฏิวัติรัฐประหารทันที
คมช.จะสิ้นสภาพทันที
"ส่วนว่ารัฐธรรมนูญนี้ไม่ดี มีข้อบกพร่อง...การแก้ไขผมก็อยากจะให้เราทำแบบเมื่อปี 2540 เราเสนอให้ 5 หมื่นคนเท่านั้น แล้วก็ ส.ส.ในสภา 1 ใน 4 เท่านั้น
"เสนอแก้ไขมาตราเดียว แบบที่เราเริ่มทำในปี 2540 แล้วให้กระบวนการนั้นจัดทำร่างรัฐธรรมนูญของประชาชนขึ้นใหม่"
แต่เมื่อมาถึงปัจจุบัน นายจรัญระบุว่าศาลรัฐธรรมนูญสามารถออกคำสั่งระงับชั่วคราวแก้ไขรัฐธรรมนูญได้ ไม่ถือว่าเป็นการแทรกแซง เพราะอำนาจตุลาการต้องถ่วงดุลอำนาจบริหารและอำนาจนิติบัญญัติ
จุดยืนและท่าทีที่เปลี่ยนไปเช่นนี้สมควรได้รับการอธิบายให้กระจ่าง ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นเพราะแรงจูงใจใด
เพื่อมิให้คนทั่วไปสับสนในตัวตนที่แท้จริงของท่านเอง
2 คนนี้เคยกล่าวไว้อย่างเอาจริงเอาจังสมกับเป็นลูกผู้ชาย
แต่ก็กล้าพูดแต่ไม่กล้ารับผิดชอบในคำพูดของตัวเองแม้แต่น้อย เหมือนกับว่า "สำนึกบกพร่อง"
อย่างมาร์คถือว่าเป็นอีกเรื่อง(นับไม่ถ้วนแล้ว)ที่พูดเอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้ผู้อื่น พูดโกหกตลบแตลง ผู้คนทั่วไปชินเสียแล้วกับคนคนนี้
แต่กับนายจรัญ พูดตอนนั้นเหมือนกับว่า ขู่ ให้รับร่างและ หลอก ให้รับร่างไปพร้อมๆกันเลย
จริงๆแล้ว 2 คนนี้ถ้าไม่ช่วยแก้ ก็ไม่น่าจะออกหน้าออกตามา"ขัดขวาง"นะครับ
ถ้าเป็นผม ผมพูดไปแบบนั้น แล้วทำอีกอย่างที่ตรงกันข้ามกันแบบนี้ ทำไม่ลงครับ
เพราะผมมี "ยางอาย"