Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com  


 
"มานิตย์ จุมปา"ตั้งปุจฉา ทำไมศาลรัฐธรรมนูญไม่อยู่บนบัลลังก์? ติดต่อทีมงาน

บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ ในช่วงที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากกระแสสังคมในวงกว้าง   ซึ่งในกรณีดังกล่าว   รศ.มานิตย์  จุมปา  อาจารย์คณะนิติศาสตร์  จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย   ได้แสดงความเห็นอย่างน่าสนใจ



กรณีการรับคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญตาม ม. 68 แห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550  ที่ว่าจะเป็นการล้มล้างการปกครองนั้น  การตีความของศาลรัฐธรรมนูญตามคำสัมภาษณ์และตามคำแถลง  ตีความไปเช่นนั้นได้  แต่เหตุผลและน้ำหนักน้อย เพราะเหตุผลที่ว่า ศาลมีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ แล้วจะไม่พิทักษ์รัฐธรรมนูญได้อย่างไร   คือมองในแง่เป้าหมายว่าจะพิทักษ์รัฐธรรมนูญ แต่วิธีการไปสู่เป้าหมายนั้น  ก็ต้องมีกฎหมายเปิดทางให้ด้วย



เพียงแต่ว่า รัฐธรรนูญ ม. 68  ทั้งประวัติความเป็นมา ลักษณะการใช้ การตีความทั้งหลาย ก็สอดรับต้องกันว่า ต้องผ่านอัยการสูงสุดก่อน  มิเช่นนั้น ม. 68 จะบัญญัติถึงอัยการสูงสุดไว้ทำไม  เพราะการตีความกฎหมายต้องตีความให้เป็นผล   นั่นคือต้องแปลว่า ต้องผ่านอัยการสูงสุดก่อน  ถ้าแปลว่า ผ่านก็ได้  ไม่ผ่านก็ได้  ได้ทั้งสองช่องทาง แล้วจะบัญญัติถึงอัยการสูงสุดไว้ทำไม  การตีความในแบบของศาลนั้น ก่อให้เกิดผลประหลาดในทางกฎหมาย



ด้วยความเคารพ  การที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ  ออกมาให้สัมภาษณ์อีก   ซึ่งปกติการออกมาให้สัมภาษณ์ ก็เป็นสิ่งผิดวิสัยของการตัดสินคดี  โดยหลักแล้ว เรื่องใดเข้าสู่ศาลแล้ว  ศาลจะได้การเคารพสูงสุด  ก็ต่อเมื่อศาลพูดน้อย ตัดสินให้มีเหตุผลลึกซึ้ง แล้วสังคมจะเงียบ  ศาลประเทศอื่นที่พัฒนาแล้ว อย่างศาลฎีกาของสหรัฐอเมริกา  ซึ่งเขตอำนาจครอบคลุมถึงรัฐธรรมนูญด้วย จะไม่ค่อยให้สัมภาษณ์เลย  แทบจะหาตัวอย่างกรณีการออกมาให้สัมภาษณ์ไม่ได้



เช่นบางเรื่อง คนให้ความสนใจกันทั้งประเทศ แต่เมื่อศาลเขียนคำพิพากษาออกมาอย่างลึกซึ้ง  และมีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย  แต่เมื่อโหวตด้วยเสียง 5 ต่อ 4 ในศาลฎีกาแล้ว พอศาลว่าอย่างไร สังคมยอมรับ แต่เก็บหตุผลของ 4 คนข้างน้อยนั้นไว้ล้มล้างกันในรอบต่อไป



แต่ด้วยความเคารพ  การที่ศาลรัฐธรรมนูญออกมาให้สัมภาษณ์ อาทิเช่นบอกว่า เวลาตีความรัฐธรรมนูญให้ย้อนกลับไปดูรัฐธรรมนูญฉบับภาษาอังกฤษ  แทนที่จะให้สัมภาษณ์แล้วเพิ่มเหตุผล หรืออธิบายให้ชัดเจนขึ้น ปรากฎว่า ยิ่งทำให้น้ำหนักในการรับคดีลดน้อยถอยลง เพราะรัฐธรรมนูญไทย ยกร่างเป็นภาษาไทย สภาร่างรัฐธรรมนูญก็พิจารณาจากร่าง ภาษาไทยทั้งสิ้น ภาษาอังกฤษเพิ่งมาเกิดตอนหลังเพื่อแปลให้ต่างชาติได้เห็น  ฉะนั้นในหลักการตีความกฎหมายเราจะไม่อิงฉบับภาษาอังกฤษ ในกรณีเช่นนี้เอาเสียเลย



ก็เห็นชัดว่า ศาลมองในแง่เจตนา  ท่านมีเจตนาดี  ต้องการพิทักษ์รัฐธรรมนูญ  แต่เหตุผลที่ท่านให้  จากคำสัมภาษณ์ต่างๆ  แม้กระทั่งหลังสุดในการเปิดการอภิปราย หรือสัมมนา สักอย่างหนึ่ง ตุลาการท่านหนึ่งก็บอกว่า การเปิดรัฐธรรมนูญไว้เช่นนี้  จะทำให้สภาร่างรัฐธรรมนูญ เขียนรัฐธรรมนูญเป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งระบบหรือไม่  แล้วถ้าเกิดให้ประธานรัฐสภาเป็นผู้วินิจฉัย  ประธานรัฐสภาจะวินิจฉัยอย่างไร  จะวินิจฉัยว่าไม่ขัดหรือไม่ สิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิด



แล้วมองในเชิงอำนาจ  ตัวร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขนั้น  ก็ยังไม่เสร็จสิ้นไปจากรัฐสภา  ถ้าหากศาลก้าวล้ำไปเช่นนี้ได้   ต่อไปประเทศไทยไม่ต้องมีฝ่ายนิติบัญญัติก็ได้   ซึ่งหลักการแบ่งแยกอำนาจจะถูกกระทบกระเทือนทันที



ถาม   ในแวดวงนักวิชการ มีฝ่ายที่เห็นด้วย และไม่เห็นด้วย เป็นสัดส่วนประมาณเท่าไหร่


ตอบ   เท่าที่ตามจากหน้าสื่อต่างๆ สัมมนาต่างๆ ถือว่า นักวิชาการทุกท่านสีเดียวกันหมดคือสีขาว  ผมเห็นว่า ที่หนุนศาลรัฐธรรมนูญจะมีอยู่ไม่มาก และเหตุผลที่หนุนก็หนุนในแง่ที่ว่า ศาลรัฐธรรมนูญมีหน้าที่พิทักษ์รัฐธรรมนูญ  นั่นคือไปที่เป้าหมายเลยคือพิทักษ์รัฐธรรมนูญ  



ถามว่าผมเห็นด้วยหรือไม่   ผมเห็นด้วย    แต่ทั้งนี้ศาลรัฐธรรมนูญต้องพิทักษ์ ภายในกรอบกติกา ที่บัญญัติไว้เกี่ยวกับอำนาจ   แล้วถามว่า ศาลรัฐธรรมนูญ  จะตีความรัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่มอำนาจให้ตัวเองได้หรือไม่  ในทางวิชาการก็เป็นไปได้ แต่ถ้าท่านจะตีความเพื่อเพิ่มอำนาจ จะต้องมีจุดเกาะเกี่ยว  และสามารถอธิบายให้สังคมได้อย่างชัดเจน  



แต่เหตุผลที่ท่านรับคำร้องตาม ม.68 นั้น  ดูจะเบาหวิวเหมือนปุยนุ่น และการที่ท่านออกมาอธิบายต่อ โดยหวังว่าเพื่อให้สังคมยอมรับกันมากขึ้น  ก็เท่ากับตีให้ปุยนุ่นลอยขึ้นไปบนฟ้า เป็นการเพิ่มความเบาของเหตุผลมากยิ่งขึ้น  ผมมองว่า เหตุผลที่ท่านแถลงยังไม่เพียงพอที่ท่านสามารถกล่าวอ้างได้ว่า ท่านมีอำนาจรับคำร้องจากประชาชนได้โดยตรง โดยอาศัยบทบัญญัติในมาตรา  68



ถาม คิดว่ามีนักวิชาการประมาณกี่เปอร์เซ็นต์ที่ไม่เห็นด้วย


ตอบ  คิดว่า ที่ไม่เห็นด้วยประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ ทั้งนี้ เราไม่ได้มองเรื่องแยกสี แยกข้าง แต่เรามองเรื่องเหตุผล   อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุด คงต้องอยู่ที่ตัวเหตุผลที่ศาลจะเขียนไว้ในคำพิพากษา  นั่นคือต้องรอศาลตัดสิน คดีนี้ ว่า เหตุผลที่ศาลจะขึ้นต้นในประเด็นแรก ว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจหรือไม่ (รับคำร้องได้หรือไม่)   ศาลจะให้เหตุผลอย่างไร   ถ้าผมจำไม่ผิด มี 1  ท่านไม่เห็นด้วย ซึ่งถ้าเหตุผลของเสียงข้างน้อยหนักแน่น  ในอนาคตไม่แน่  ถ้าเปลี่ยนตัวตุลาการหรือไม่เปลี่ยนตัวตุลาการ  ก็อาจจะมีการเปลี่ยนแนวบรรทัดฐานได้  ซึ่งเป็นเรื่องปกติ ในระบบกฎหมาย ที่ว่า เมื่อศาลตัดสินไปแล้วทางซ้ายมือ มาวันหนึ่ง พอข้อเท็จจริงเหมือนกันแต่ มีเหตุผลที่หนักแน่น กลมเกลาจนคำพิพากษาเปลี่ยนแนวไปทางขวามือได้   ทั้งนี้ไม่ได้แปลว่า ไม่มีมาตรฐาน เพียงแต่ว่า เหตุผลจูงใจนั้นเปลี่ยนไป แนวบรรทัดฐานของศาลก็เปลี่ยนไป



ในประเทศอื่นเช่นสหรัฐอเมริกา ก็มีการเปลี่ยนแนวบรรทัดฐาน โดยไม่มีการเปลี่ยนตัวผู้พิพากษาก็มาก



ถาม  อาจารย์มองอนาคตของศาลรัฐธรรนูญ อย่างไร


ตอบ  ผมมองว่า ศาลรัฐธรรมนูญต้องเติบโตต่อไป  แต่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่า ในวงการนักกฎหมาย  ถ้าให้คนเลือก ว่าจะไปเป็นผู้พิพากษาที่ศาลไหน ศาลปกครอง ศาลยุติธรรมหรือศาล รัฐธรรมนูญ  ถามๆ คุยๆ ดู  ไม่ค่อยมีใคร อยากไปศาลรัฐธรรมนูญ   เพราะคนในวงการกฎหมาย เห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลที่เกี่ยวข้องกับการเมือง   และเป็นครั้งเดียวในประวัติศาสตร์เมืองไทย  ที่มีการยุบศาลรัฐธรรมนูญ  ในช่วงที่การเกิดการรัฐประหารในเมืองไทย เมื่อ 19 กันยายน 2549  เพราะปกติเวลาเกิดรัฐประหาร แม้จะยกเลิกรัฐธรรมนูญ  แต่จะมีบทบัญญัติต่อไปคือ ให้ศาลตัดสินคดีต่อไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย เท่ากับรับรองว่า ศาลทุกศาลเดินหน้าต่อไป



ศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อเป็นศาลเกี่ยวกับการเมือง  การยืนอยู่ได้อย่างเป็นอิสระ ศาลจะต้องยืนอยู่บนเหตุผล ฉะนั้นการแถลงอะไรต่างๆ ของศาลอาจจะต้องเพิ่มความระมัดระวัง  เพิ่มความรอบคอบให้มากยิ่งขึ้น แทนที่จะปล่อยให้มีการแถลงสดๆ  อาจจะต้อง มีการหารือกัน หรือเขียนเป็นคำแถลง บางกรณีที่อ่อนไหวมากๆ  อาจจะต้องส่งให้สำนักงานศาลไปแถลง  ดีกว่าให้สัมภาษณ์   หรืออย่างบางครั้ง ผมก็ไม่แน่ใจนะครับ  ตุลาการก็มีไปบรรยาย ไปสัมมนา  ก็ไปได้ในวัฒนธรรมไทย เพียงแต่โดยหลักแล้ว  ถ้าเป็นวัฒนธรรมของศาลยุติธรรมไทย จะไม่พูดเกี่ยวกับคดี   ศาลปกครองก็ไม่พูด  ที่เห็นจะพูดอยู่ก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญ



ไม่ทราบว่า ที่ท่านออกมาพูดเพราะเจตนาดี ต้องการให้สังคมเข้าใจ  เพียงแต่ว่า การพูดตรงนี้ ทำให้เกิดการแตกแยกมากขึ้นหรือไม่ เพราะเรื่องนั้นอยู่ในอำนาจท่านอยู่แล้ว และท้ายสุดคือท่านเป็นองค์กรที่ตัดสิน และเมื่อตัดสินแล้ว คำตัดสินนั้นต้องยอมรับและปฏิบัติตาม แม้จะไม่เห็นด้วย กฎหมายถึงจะเดินหน้าต่อไปได้



แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อไปดูศาลรัฐธรรมนูญของไทยใน ยุคแรก ๆ  ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เขียนบทความลงหนังสือพิมพ์ด้วยซ้ำ และเกี่ยวกับคดีที่ตัดสินด้วย ซึ่งคำถามในทางวิชาการอยู่ที่ว่า เหมาะสมหรือไม่  ถามว่า มีกฎหมายห้ามหรือไม่ ไม่มีอะไรห้ามครับ  กฎหมายเป็นกฎเกณฑ์ที่หยาบที่สุดในสังคม  แต่บางทีจะมีความเหมาะสม  มีแนวปฏิบัติ มีบรรทัดฐาน ที่จะต้องรักษาไว้  ถ้าเป็นศาลยุติธรรม จะเรียกว่า มีจรรยาบรรณของตุลาการ  และแนวปฏิบัติของผู้พิพากษา กำกับไว้อีกชั้นหนึ่ง



ถ้ามองเหมือนชกมวย  ท่านเป็นองค์กรที่มีอำนาจในการชี้อยู่แล้ว  การเก็บหมัดสุดท้ายไว้ ที่ปลายปากกา ที่เขียนเหตุผลในตัวคำวินิจฉัย จะทำให้สังคมไทย เห็นถึงความศักดิ์สิทธิ์ เหมือนท่านเป็นคนกลาง ในการตัดสินข้อพิพาท แต่วันนี้ ดูเหมือนท่านลงมาเป็นส่วนหนึ่งของข้อพิพาท



ในภาวะที่บ้านเมืองกำลังต้องการการปรองดอง ในจุดนี้ ถ้าท่านถอยไปอยู่บัลลังก์ ซึ่งท่านมีปลายปากกา แล้วมีความนุ่มลึกในเหตุผล  รออีกนิด เหตุผลที่ท่านตัดสิน ท่านไม่ต้องห่วง สื่อนำมาเผยแพร่ แล้วก็มาพูดคุยกันในเชิงเหตุผล

ถ้าท่านรอได้  อีกฝ่ายก็คงไม่เล่นกันถึงขนาดที่ว่า เอาชื่อ ที่อยู่ ภรรยา ลูก เบอร์โทรศัพท์ มาเปิดเผย  แต่เมื่อตุลาการท่านออกมา   อีกฝ่ายแน่นอนว่าไม่มีอะไรกำกับ  ก็ออกตาม  ไม่แน่ใจว่าเกิดอะไรขึ้น อาจจะเป็นเพราะ อีกฝ่ายต้องการดึงศาลลงมา แล้วศาลก็ตกหลุม ที่เขาขุดไว้หรือไม่  ถ้าศาลกลับไปอยู่บนบัลลังก์ท่านศักดิ์สิทธิที่สุด



ในจุดนี้  ถ้าดึงลงมาแล้วลง คนที่เหนื่อยคือท่าน เพราะท่านเต้นตามที่อีกฝ่ายกำหนดและเรียกร้อง  แต่ถ้าอยู่บนบัลลังก์ และท่านนิ่ง แล้วไปอยู่ที่การเขียนคำพิพากษา ให้เหตุผลที่ลุ่มลึกและมีน้ำหนัก และทำคดีให้ออกมาเร็ว ผมว่าจะทำให้ศาลได้รับการยอมรับจากสังคม  แล้วไม่ตัองกลัวว่า การร่างรัฐธรรมนูญครั้งหน้า ศาลจะรัฐธรรมนูญจะหายไปไหน

ที่มา http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1341131684&grpid=&catid=01&subcatid=0100

เมื่อนักวิชาการผู้เเต่งตำราอธิบายรัฐธรรมนูญ  และบรรยายให้กับเนติ        คัดค้านอย่างนี้เเล้ว   และความเห็นของคนจำนวนมากไปในทางนี้เเล้ว ตลก  จะยั้งดื้ออยู่ทำไม
ตลก ทำให้เสียระบบหมด หรือว่าท่านทำทุกอย่างอยู่ภายใต้ผลประโยชน์
หรือมีเเรงกดดันอะไรหรือไม่  หรือการตัดสินของศาลไทยมิได้เป็นอิสระ
อย่างเเท้จริง???????

จากคุณ : โคมไฟสีดำ
เขียนเมื่อ : 8 ก.ค. 55 23:48:39 A:118.172.234.135 X:




ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป



Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com