CafeTech-ExchangePantip MarketChatTrendyMobilePantown


    เงินเดือนผู้พิพากษาคือภัยอันตราย

    พฤตินัย ทัศนัยพิทักษ์กุล*

    สืบเนื่องจากกรณีที่นายกรัฐมนตรีพูดถึงเงินเดืนนายกรัฐมนตรีของไทยต่ำมากเมื่อเปรียบเทียบเงินเดือนของผู้นำประเทศอื่นที่มาประชุมเอเปคที่ชิลี และการให้ความเห็นชอบขึ้นเงินเดือน ส.ส.และ ส.ว. รวมทั้งบำเหน็จบำนาญมอบให้ย้อนหลังไปถึง 7 ปี จนถึง 11 ตุลาคม 2540 นั้น

    เชื่อว่าประชาชนที่ทราบข่าวต่างหวานอมขมกลืนกันทั่วหน้า ผู้พิพากษาตุลาการก็เช่นเดียวกันเป็นความรู้สึกที่ไม่สามารถบรรยายให้ใครฟังได้

    ปมประเด็นอันนี้ได้ถูกจุดปะทุขึ้นมา ทั้งๆ ที่รู้อยู่แล้วจะมีปัญหาตามมาอย่างมหาศาล แต่ก็ไม่สนใจใดๆ ทั้งสิ้น

    ผู้พิพากษาศาลยุติธรรมไม่เคยใฝ่ฝันที่จะคิดไปเปรียบเทียบเงินเดือนของผู้พิพากษาในต่างประเทศทั่วโลกเลยเหมือนเช่นผู้นำฝ่ายบริหาร

    เพราะที่ผ่านมาก่อนหน้าที่จะมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 2540 สถานภาพของผู้พิพากษาได้ตกต่ำ มาโดยตลอด เนื่องจากเงินเดือนของผู้พิพากษาถูกนำไปยึดโยงกับเงินเดือนข้าราชการพลเรือนและตกอยู่ภายใต้การดูแลของคณะกรรมการเงินเดือนแห่งชาติ

    แต่ผู้พิพากษาทุกท่านก็อดทนทำงานอำนวยความยุติธรรมโดยไม่สนใจต่อปัญหาดังกล่าว ทั้งนี้เพราะยึดถือการปฏิบัติหน้าที่ที่ว่า "การรักษาความยุติธรรมคือการรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง" เป็นที่ตั้ง

    ครั้นเมื่อมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ สถานภาพของผู้พิพากษาทำทีว่าจะดีขึ้นมาหน่อย แต่ในที่สุด "เงินเดือนของผู้พิพากษา" กลับถูกนำไปใช้เป็นข้ออ้างของหน่วยงานอื่นอีก ทั้งอัยการ แพทย์ ครูอาจารย์ รัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. ถูกนำมาใช้เปรียบเทียบแม้กระทั่งนักกฎหมายของรัฐเมื่อเร็วๆ นี้ โดยที่รัฐบาลเองแก้ปัญหาไม่ได้ ไม่สามารถอธิบายให้หน่วยงานอื่นเห็นถึงความสำคัญและบทบาทในหน้าที่ขององค์กรที่แตกต่างกันได้ ตลอดจนโครงสร้างของระบบศาลที่ยึดถือกันมานานในนานาอารยประเทศได้

    ซ้ำร้ายนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร กลับมีแนวคิดว่า "คนเรียนกฎหมายง่ายกว่าเรียนหมอกลับได้เงินเดือนสูงกว่า" จึงยิ่งกระหน่ำซ้ำเติมให้เงินเดือนผู้พิพากษาถูกดูถูกดูแคลน เงินเดือนผู้พิพากษากลายเป็นภัยพิบัติมากขึ้นไปอีก

    เมื่อเงินเดือนผู้พิพากษาเป็นเช่นนี้ แล้วความรู้สึกของผู้พิพากษาทั้งหลายจะเป็นเช่นไร ทั้งที่ความเป็นมาเงินเดือนผู้พิพากษานั้น ผู้พิพากษาคือ ผู้ใช้อำนาจตุลาการเป็นหนึ่งในสามอำนาจอธิไตย คืออำนาจในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดี ศาลคือ สถาบันหลักที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ความเป็นอิสระของอำนาจตุลาการได้เคยมี คำประกาศแห่งซานฮวน เดอ เปอร์โตริโก ซึ่งจัดให้มีขึ้นโดยผู้พิพากษาศาลสูงสุดของประชาชาติอเมริกาทั้งหมด ณ กรุงเปอร์โตริโก เมื่อคริสต์ศักราช 1965 ได้กำหนดให้รับรู้อำนาจตุลาการอันมั่นคง เป็นอิสระจากการคุกคามและการใช้อำนาจของอำนาจอื่น คือ สิ่งสำคัญสูงสุดของหลักนิติธรรม(Rule of Law) ในระบอบประชาธิปไตย ได้ประกาศหลักการไว้ 6 ประการ คือ

    1.อำนาจตุลาการอันเป็นอิสระและเข้มแข็ง คือความจำเป็นที่สำคัญเบื้องต้นสำหรับการดำรงอยู่ของประเทศ หลักประกันความเป็นอิสระของตุลาการต้องกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยปราศจากการคุกคามและใช้อิทธิพลของอำนาจฝ่ายอื่น

    2.ผู้พิพากษาตุลาการควรได้รับการเลือกสรรจากผู้มีความสามารถและคุณธรรมที่พิเศษ

    3.ความมั่นคงในหน้าที่ การโยกย้ายผู้พิพากษาออกจากตำแหน่งจึงต้องกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ

    4.อิสรภาพในทางเศรษฐกิจของอำนาจตุลาการต้องอยู่ในสถานะสูงส่งที่ควรบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษาต้องได้รับค่าตอบแทนอันเหมาะสมเพื่อความเป็นอิสระ

    5.เป็นความจำเป็นเบื้องต้นของนักกฎหมายที่จะต้องช่วยสนับสนุนอำนาจตุลาการและรักษาไว้อย่างจริงจัง

    6.ความเป็นอิสระของตุลาการต้องได้รับการสร้างสรรค์และพัฒนาโดยองค์กรการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและประสบการณ์ระหว่างประเทศ

    ซึ่งภายหลังคำประกาศนี้ ประเทศต่างๆ ได้ยึดถือปฏิบัติจนกลายเป็น ปฏิญญาสากลระหว่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยก็ยึดถือมาเป็นเวลานาน

    เสด็จในกรมฯ พระองค์เจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นราชบุรีดิเรกฤทธิ์ ได้ทรงพระราชทานพระมหากรุณาธิคุณเรื่องเงินเดือนผู้พิพากษาให้สมกับศักดิ์และตำแหน่งหน้าที่ตอนหนึ่ง ความว่า "อีกประการหนึ่งที่จะทำให้ราชการตุลาการคงดีไว้นั้น ต้องระลึกถึงเงินเดือนที่จะได้ ราชการฝ่ายตุลาการไม่เหมือนกับธุรการธรรมดา เพราะตามธรรมดาผู้ใดที่มีสติแล้วก็ได้มีน่าที่แต่ยังหนุ่มยังเด็ก ในส่วนตุลาการต้องการความรู้เปนพิเศษ หรือภาษาอังกฤษเรียกว่าแตกนิเกล ความรู้นี้ต้องศึกษาถึง 3 ปี เปนอย่างน้อย แลทั้งมีที่ที่จะไม่สำเร็จมากกว่าที่จะสำเร็จ"



    จะเห็นได้ชัดว่า เงินเดือนของผู้พิพากษานั้นคือ หลักประกันความเป็นอิสระของอำนาจตุลาการและเกียรติศักดิ์ศรีของผู้พิพากษามาแต่ดั้งเดิม

    แต่รองนายกรัฐมนตรี ดร.วิษณุ เครืองาม ประธานคณะกรรมการกลั่นกรองเรื่องเสนอเข้าคณะรัฐมนตรีคณะ 7 กลับเห็นว่า "การขึ้นเงินเดือน นายกรัฐมนตรี ผู้นำฝ่ายบริหารไปแล้วนั้นเพื่อให้อำนาจฝ่ายอื่นเท่าเทียมกัน จึงเห็นควรขึ้นเงินเดือน ประธานศาลฎีกา ให้เท่ากับเงินเดือนของนายกรัฐมนตรี แต่ ไม่ขึ้นเงินเดือนผู้พิพากษาที่ขอขึ้นอีก 3 เปอร์เซ็นต์ เพราะเพิ่งขึ้นเงินเดือนมากลัวจะมีภาระตามมา"

    ความเห็นของรองนายกรัฐมนตรีเช่นนี้ หากเปรียบเทียบกับสถานภาพของตุลาการดังที่ได้กล่าวมา น่าจะมีข้อผิดพลาดอย่างมากเพราะท่านกำลังนำระบบเงินเดือนของผู้พิพากษาไปเกี่ยวพันกับเงินเดือนข้าราชการฝ่ายอื่น ทั้งที่รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้ชัดว่าไม่ให้เกี่ยวข้องกัน การขึ้นเงินเดือนให้ประธานศาลฎีกาเพียงคนเดียวเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ที่จะทำให้เกิดความเท่าเทียมกันระหว่างฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการ เนื่องจากประธานศาลฎีกาไม่ใช่ผู้ใช้อำนาจตุลาการโดยตรง ปัจจุบันอรรถคดีทั่วทั้งประเทศผู้พิพากษาคือผู้ใช้อำนาจตุลาการ เป็นผู้ออกคำสั่งคำพิพากษาคดีที่มีผลตามกฎหมาย

    ที่สำคัญท่านต้องรับรู้ด้วยว่า ระบบเงินเดือนของผู้พิพากษานั้นถูกจัดเป็นระบบแท่ง แต่ละแท่งเกี่ยวพันกัน ทั้งนี้บนพื้นฐานของแนวความคิดหลักการที่ว่าผู้พิพากษาทุกท่านต้องมีฐานะไม่แตกต่างกัน เงินเดือนแต่ละชั้นของผู้พิพากษาจึงต่างกันไม่มาก เมื่อขึ้นเงินเดือนของประธานศาลฎีกาแล้ว จะไม่ขึ้นเงินเดือนของผู้พิพากษาในชั้นอื่นจึงกระทำไม่ได้ เฉกเช่นเดียวกับที่ท่านขึ้นเงินเดือนของประธานศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ท่านจะไม่ขึ้นเงินเดือนของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญท่านอื่นด้วยก็ทำไม่ได้เช่นเดียวกัน

    ที่ผ่านมาผู้พิพากษาไม่เคยมีการขึ้นเงินเดือนผู้พิพากษาเลย การที่เงินเดือนของผู้พิพากษาสูงขึ้นในคราวที่แล้วนั้น เป็น การปรับสถานภาพของผู้พิพากษาตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่การขึ้นเงินเดือนผู้พิพากษา เหมือนที่ท่านขึ้นเงินเดือนให้นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี ส.ส. ส.ว. หรือข้าราชการพลเรือนที่ท่านทำอยู่ในเวลานี้เลย

    ส่วนการอ้างว่า ถ้าขึ้นเงินเดือนผู้พิพากษาแล้วจะมีภาระตามา เช่น หน่วยงานอื่นขอขึ้นตามนั้น จะไม่เป็นภาระเลย เพราะเป็นหน้าที่ของรัฐบาลโดยตรงอยู่แล้ว ที่จะต้องจัดการเงินเดือนของเจ้าหน้าที่ของรัฐให้เป็นระบบ รัฐบาลต้องอธิบายให้ได้ว่า สถาบันศาลนั้นอยู่ในสถานะที่สูงส่งเงินเดือนหรือค่าตอบแทนของผู้พิพากษาต้องมีลักษณะพิเศษ เพราะเป็นไปตามหลักปฏิบัติของปฏิญญาสากลระหว่างประเทศ ข้อ 4 ข้างต้น ที่รัฐบาลไทยต้องยึดถือปฏิบัติ ไม่สามารถที่ให้หน่วยงานอื่นใช้อ้างเทียบเคียงได้

    แต่สิ่งต่างๆ ดังที่กล่าวมานี้ ปัจจุบันรัฐบาลเหมือนว่าจะไม่ยอมเข้าใจฝ่ายตุลาการ แล้วผู้พิพากษาจะดำรงชีวิตอย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรีได้อย่างไร



    หากรัฐบาลยังดูไม่ออกอีกก็ใคร่ขอยกตัวอย่างให้เทียบเคียง กรณีที่รัฐบาลเห็นดีเห็นชอบให้ขึ้นเงินเดือนและค่าตอบแทนขององค์กรมหาชน(สบร.) และหน่วยงานเฉพาะด้านตั้งแต่ผู้อำนวยการ คณะกรรมการ อนุกรรมการ โดยอ้างว่าองค์กรเหล่านี้ทำงานได้ตามเป้าหมายนั้น หากเปรียบเทียบการทำงานของผู้พิพากษาที่สามารถทำหน้าที่อำนวยความยุติธรรมทั่วทั้งประเทศ เป็นเสาหลักของชาติในการรักษาความสงบของบ้านเมืองโดยไม่จำต้องพูดถึงตัวเงินที่ได้รับและรักษาไว้ทั้งจากคดีแพ่งและคดีอาญา ซึ่งทำงานกันทั้งวันทั้งคืนแทบไม่มีวันหยุด ไม่สามารถทำงานอื่นใดได้ เป็นกรรมการที่ใดก็ไม่ได้ ไม่มีเบี้ยประชุม เช่น ส.ส. ส.ว. เสียสละทำงานได้แม้กระทั่งชีวิต คงเทียบกันไม่ได้ แต่ผู้พิพากษากลับถูกกดทับไว้

    จึงขอให้รัฐบาลได้โปรดพิจารณาด้วย ไม่อยากให้สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะต้องถูกบันทึกไว้ในตำราเรียนกฎหมายให้รุ่นลูกรุ่นหลานได้รับรู้ว่า ครั้งหนึ่งสถานภาพผู้พิพากษาไทยตกต่ำจนแทบจะหาเกียรติให้กับตนเองไม่ได้เลย

    จากคุณ : มติชน - [ 8 ธ.ค. 47 08:41:02 A:161.200.255.161 X: TicketID:057781 ]

 
 


ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป