ความคิดเห็นที่ 10

สมมตินะ
รถเก๋งคันนึง ขนาด 1500 cc และเติม E20 ไม่ได้ ผลิตจากโรงงานเสร็จ ตั้งราคา 300,000 บาท เสียภาษีสรรพสามิตที่อัตรา 30% ก็ปาไป 90,000 บาท รวมเป็น 390,000 แล้ว ยังมี VAT หน้าโรงงานอีก 7% ของ 390,000 อีก = 27,300 บาท รวม ราคาขายส่งหน้าโรงงาน ก่อนส่งไปยังศูนย์/โชว์รูม = 417,300 บาท
ถ้ากำไรขั้นต้นของที่ศูนย์ คันละราวๆ 50,000 บาท จะมี VAT รอบสองอีก 3,500 รวมเป็น 53,500 บาท
ดังนั้น ราคาตั้งขายหน้าโชว์รูม = 417,300 + 53,500 = 470,800 บาท
ราคานี้ ใกล้เคียงกับ ราคา Toyota Vios รุ่นต่ำสุด J มาตรฐาน เกียร์ธรรมดา (ราคาตั้งจริงๆ คือ 499,000 มั้ง)
ผมว่า ไม่ใช่ก็ใกล้เคียงนะ โครงสร้างราคาแบบนี้
1. ราคา 300,000 ที่หน้าโรงงานนั่น คงไม่ใช่ต้นทุนหรอก เพราะมันต้องรวมกำไรไปแล้ว เป็นราคาขาย (ต้นทุน+กำไร) ดังนั้น ต้นทุนเหลือเท่าไหร่ ลองคิดดู
2. กำไรขั้นต้นของศูนย์ 50,000 บาทนั้น แค่กำไรขั้นต้น (เงินที่ได้จากการขายรถ 1 คัน ลบด้วยราคาที่ไปซื้อมาจากโรงงานผู้ผลิต)
ตัวอย่าง ต้นทุนอื่นๆ ในการขาย 1 คัน เช่น - ค่าก่อสร้างโชว์รูม (ซื้อที่ดิน สร้างโชว์รูม ศูนย์บริการ โรงจอดรถ ฯลฯ) - ค่าคอมมิชชั่นและเงินเดือนเซลส์ - ค่าจ้างพนักงานอื่นๆ ที่ไม่ใช่เซลส์ เช่น ฝ่ายสต็อก ฝ่ายบัญชี ฝ่ายลูกค้าสัมพันธ์ ผู้จัดการศูนย์ แม่บ้าน ยาม - ค่าดอกเบี้ยที่สั่งซื้อรถมาแล้ว แต่ยังรอขาย รถยิ่งจอดนาน ดอกยิ่งบาน - ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าโทรศัพท์ ฯลฯ - ค่าจัด/ตกแต่งโชว์รูมเวลาเปิดตัวรถรุ่นใหม่ ค่าของที่ระลึก ค่าของรางวัลจับฉลาก ฯลฯ - ส่วนลดที่ศูนย์ลดให้ลูกค้า หากขายไม่ดี ยอดไม่ได้ตามเป้า หรือต้องแข่งกับศูนย์อื่นๆ (ศูนย์ต่างจังหวัดใกล้กรุงเทพ จะเห็นได้ชัด ถ้าไม่ลด ลูกค้าวิ่งไปออกกทม.หมด) - ส่วนลดกรณีรถจะตกรุ่น มีรุ่นใหม่จะออก ต้องรีบโปร ให้ขายหมดๆ ไปก่อน
คุณจะเห็นได้ว่า ต้นทุนที่ไล่รายการมานี้ บางส่วนมันเป็น "ต้นทุนคงที่" ไม่ว่าจะขายได้มาก/ได้น้อย ต้องจ่ายเท่ากัน เช่น ค่าที่ดิน ค่าก่อสร้างโชว์รูม ค่าจ้างพนักงานที่ไม่ใช่เซลส์
แต่ค่ายรถ/ศูนย์รถที่ทุกวันนี้ ยังดำเนินธุรกิจอยู่ได้ ไม่ใช่มีแค่ Toyota / Honda / Isuzu ซึ่งมีส่วนแบ่งตลาดรวมกัน 80 % กว่าๆ เท่านั้น
อีก 10-20 ยี่ห้อ ที่ยอดขายรวมกันได้แค่ไม่ถึง 20% นั้น ยังอยู่กันได้
ลองคิดดูแล้วกันว่า บริษัทแม่ ที่ผลิต/ประกอบ/นำรถเข้ามาขาย มันกำไรขนาดไหน
จากคุณ :
P_Wut
- [
4 ก.ย. 51 16:44:32
]
|
|
|