Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com | Torakhong.org | GameRoom


    วิปัสสนาญาณทั้ง 16

    บทความเรื่องสติปัฏฐาน 4 และทางสายเอกทางสายกลางเป็นแนวปฏิบัติ
    เมื่อปฏิบัติได้ถูกต้องผลของการปฏิบัติก็จะบังเกิดขึ้นมาเป็นญาณต่างๆ
    และขอให้ท่านทั้งหลายทำความเข้าใจด้วยว่า
    อย่าหลงญาณ หรือคิดปรุงแต่งเรื่องญาณจนลืมกำหนดภาวนาสติปัฏฐาน 4
    ซึ่งเป็นหัวใจหลักของการปฏิบัติ
    ความจริงแล้วเรื่องญาณถึงแม้ไม่ไปสนใจ ก็สามารถปฏิบัติถึงซึ่งนิพพานได้

    แต่เมื่อมีผู้บรรยายกันมากข้าพเจ้าก็ต้องบรรยายบ้าง
    ตามความเข้าใจของข้าพเจ้า
    และข้าพเจ้าได้ใช้หนังสือของท่านเจ้าคุณ วิลาศ ญาณวโร วัดดอนยานนาวา ที่เป็นคำศัพท์ตามพระไตรปิฏก และชื่อของวิปัสสนาญาณทั้ง 16  
    (การบรรยายของข้าพเจ้าอาจจะยังผิดพลาดอยู่บ้างหลายส่วน
    เพราะเอาความเห็นของตนเองและประสบการณ์ของตนเองเป็นตัวเปรียบเทียบ จงขอให้คิดว่าอ่านความคิดเห็นของบุคคลหนึ่ง
    ที่พยายามแสดงสิ่งที่ตนเองเข้าใจ)

    เมื่อท่านทั้งหลายปฏิบัติตามสติปัฏฐาน 4 มีพละ 5 อย่างสมบูรณ์
    เห็นแจ้งตามกฎตรัยลักษณ์ โดยไม่ทอดธุระ
    ญาณต่าง ๆ ก็จะบังเกิดขึ้นมาเองตามลำดับ
    ถึงแม้ผู้ปฏิบัติจะจดจำหรือไม่จดจำก็ตามแต่
    แต่วิปัสสนาญาณนั้นก็บังเกิดขึ้น
    ตั้งอยู่แล้วถอยไป ถ้าถอยการปฏิบัติ หรือดับไปผ่านไป
    เมื่อปฏิบัติอย่างต่อเนื่องแล้วปล่อยวาง เห็นตามกฎตรัยลักษณ์
    ก็จะพัฒนาขึ้นสู่ญาณเบื้องสูงต่อไปตามลำดับ

    ญาณนั้นไม่ใช่เรื่องสำคัญ
    แต่สิ่งที่สำคัญคือการปฏิบัติพิจารณาอย่างต่อเนื่อง
    ญาณก็จะบังเกิดขึ้นมาเอง
    โดยไม่ต้องไปตั้งใจรอ
    และขอเตือนสติท่านทั้งหลายไว้ว่า
    ถ้าเราบัญญัติหรือสำคัญมั่นหมายตัวเองหรือผู้อื่นว่า
    ผู้นั้นผู้นี้หรือเราเองถึงธรรมอันได้แก่นิพพาน
    ท่านทั้งหลายจงอย่าไปยึดมั่นถือมั่นเลย
    เพราะจะไม่ก่อให้เกิดประโยชน์อะไรเลย

    ในการปฏิบัติ เรื่องวิปัสสนาญาณที่เขียนนี้
    เพื่อเป็นการศึกษาพอรู้แนวทางเท่านั้น
    ไม่ใช่เพื่อการปฏิบัติกรรมฐาน
    เพราะเวลาปฏิบัติแทบจะนำมาใช้ประโยชน์ไม่ได้เลย

    เรามาเริ่มวิปัสสนาตั้งแต่ญาณแรก

    1. นามรูปปริเฉทญาณ

    เป็นด่านแรกของการปฏิบัติว่า การปฏิบัติกรรมฐานนั้นเป็นวิปัสสนาหรือเป็นสมถะ
    เมื่อถึงตรงนี้ย่อมมีผู้ที่สงสัยว่า
    อะไรคือวิปัสสนา อะไรคือสมถะหรือสมาธิ

    ข้าพเจ้าจะอธิบายให้ละเอียดสักหน่อย เพื่อไม่ให้สับสนเรื่องสมถะกับวิปัสสนา
    เพราะมีคนอีกส่วนมากแม้กระทั้งผู้ปฏิบัติเองยังสับสนอยู่ ไม่เข้าใจและเข้าใจผิดอยู่มาก
    ความจริงแล้วในพระไตรปิฎกพระพุทธองค์ทรงแยกให้ชัดเจนอยู่แล้วว่า
    สมถะกรรมฐานมีทั้งหมด 40 อย่าง
    คือ อานาปานสติ กระสิน 10 พรหมวิหาร 4 พุทธา ธรรมมา สงฆานุสติ อสุภะ กายกตา
    ฯลฯ
    ที่กล่าวมาเป็นเรื่องของสมาธิทั้งหมด
    แต่ อานาปานสติ อสุภะ กายกตา มรณานุสติ พิจารนาธาตุ จัดเป็นวิปัสสนากรรมฐานได้ เมื่อน้อมเข้ามาสู่พิจารณาตนเอง เพราะง่ายต่อการพิจารณาสติปฐาน 4
    และเรื่องสมาธิเป็นเรื่องใหญ่มาก
    เพราะเกือบทุกสำนักที่สอนกรรมฐานกันในประเทศไทย
    มุ้งเน้นเบื้องต้นในเรื่องของสมาธิกันส่วนมาก  
    จนทำให้บางบุคคลบางสำนักที่สอนกรรมฐานเข้าใจผิดคิดว่าเป็นวิปัสสนากรรมฐานไปเสียก็มี
    เพราะการไม่ศึกษาหรือปฏิบัติให้ถึงที่สุดตามพระไตรปิฎก
    หรืออาจจะมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนแล้วไม่ศึกษาให้ถ่องแท้
    จึงเข้าใจผิดว่าที่ปฏิบัตินี้และคือที่สุดของธรรม ทั้งที่เป็นเรื่องของสมาธิและฌานสมาบัติ
    จนมีบางคนหรือบางสำนักเห็นผิดว่า นิพพาน เป็นอัตตา(เป็นตัวตน) เป็นนิจจัง(เทียงแท้) เป็นสุขขัง(เป็นสุขอย่างเดียว) ไปเสีย
    สวนทางกับตรัยลักษณ์อย่างสิ้นเชิง
    ความจริงแล้วผู้ที่เป็นครูบาอาจารย์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน
    ท่านมีวิธีที่จะยกสมถะหรือสมาธิขึ้นเป็นวิปัสสนาได้โดยไม่ยาก
    ด้วยหลักง่ายๆ

    คือเมื่อสมาธิเป็นอารมณ์เดียว ถึงความสงบนิ่งเต็มที่ตามกำลังของตนเองและง่ายต่อการพิจารณา นำมาพิจารณา ขน ผม เล็บ
    ฟัน หนัง หรือพิจารณาอสุภะ หรือพิจารณาความตาย เห็นเป็นตรัยลักษณ์ จนจิตเข้ามาย้อนดูตัวเองแยกเป็นรูป กับนาม
    คือสิ่งที่กำลังกำหนดภาวนาอยู่
    กับความรู้หรือตัวรู้ในขณะนั้นๆ
    กลายเป็นการเริ่มเข้าสู่ประตูวิปัสสนาญาณที่ 1.นามรูปปริเฉทญาณ
    และเมื่อพิจารณาต่อเห็นแจ้งว่าเป็นตรัยลักษณ์  
    ก็จะขึ้นสู่ญาณเบื้องสูงต่อไป  

    สำหรับผู้ที่ฝึกสติปัฏฐาน 4 แบบยุบหนอพองหนอ
    ถ้าภาวนาไม่ถูกลักษณะก็จะกลายเป็นสมาธิ
    คือกลายเป็นอารมณ์เดียว
    แล้วนิ่งสงบอยู่ไม่สามารถแยกแยะอะไรได้
    คือไม่มีสติปัญญาแยกได้ว่า นี้คือสิ่งที่กำหนดภาวนา และนี้คือตัวรู้ที่เข้าไปภาวนา  
    อาจจะมีบางท่านแย้งว่า รูป คือ รูป  
    นามคือ เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ นั้นก็ถูกตามบัญญัติตามตำรา

    แต่ถ้าเป็นการการฝึกวิปัสสนา
    หรือกำหนดสติปัฏฐาน 4
    ขณะที่เกิดเวทนา อาจจะเจ็บ หรือสบาย หรือเสียใจอยู่
    ถ้ากำหนดว่า เจ็บ ๆ หรือสบายๆ หรือเสียใจ ๆ
    ไปเรื่อยๆ โดยไม่สามารถแยกได้ว่าขณะที่กำหนดอยู่ ว่านี้คือความเจ็บ นี้คือตัวรู้ความเจ็บ ในขณะนั้นๆ
    ก็จะกลายเป็นสมาธิ
    คือเมื่อถึงที่สุดก็กลายเป็นอารมณ์เดียว ไม่มีสติปัญญาเห็นสภาวะแท้จริง ของธรรมชาติ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไป เป็นธรรมดา หรือ ความไม่เทียง (อนิจจัง) ไม่เป็นตัวเป็นตน(อนัตตา) และตั้งอยู่ไม่ได้(ทุกขัง)
    ทั้งที่กำหนดนามหรือรูปอยู่ตามความหมายของรูปนามตามบัญญัติของขันธ์ 5 แต่ก็ยังไม่เข้าสู่วิปัสสนาญาณ

    ข้าพเจ้าก็ย่ำอีกครั้งในเรื่องของสติปัฏฐาน 4 อีกครั้งว่า
    เมื่อท่านไม่เข้าใจการพิจารณา กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม
    และไม่สามารถแยกรูปแยกนามให้แจ่มแจ้งออกมาได้ในขณะที่กำหนดภาวนาสิ่งนั้นอยู่ก็จะกลายเป็นสมถะ
    ไม่สามารถขึ้นสู่วิปัสสนาญานได้เลย

    ข้าพเจ้าได้อธิบายตามภูมิที่ข้าพเจ้าสามารถระลึกได้ในช่วงนี้
    น่าจะทำให้ผู้ที่ศึกษาพอเข้าใจได้
    หรือผู้ปฏิบัติอยู่อาจจะเข้าใจแจ้มชัดขึ้น
    ของวิปัสสนาญาณที่ 1

    2. ปัจจัยปริคคหาญาณ

    เมื่อท่านสามารถแยกรูปแยกนามได้แล้ว
    ในขณะที่กำหนดถาวนาตามญาณที่ 1 และมีพละ 5
    พร้อมขึ้นก็จะเข้าสู่ญาณที่ 2 ปัจจัยปริคคหาญาณ
    คือจะมีปัญญาชัดแจ้งว่ารูปกับนามบังเกิดขึ้นเป็นเหตุเป็นผลกันอยู่

    อธิบายง่ายๆ คือ
    เมื่อมีสิ่งภายนอกกระทบร่างกายหรือจิตใจ หรือใจไปปรุงแต่งขึ้นมาเอง
    ก็จะบังเกิดความรู้สึกเป็นสุขเป็นทุกข์หรือเฉย
    เป็นเหตุเป็นปัจจัยซึ่งกันและกันทุกขณะทุกเวลา
    เมื่อมีสติกำหนดพิจารณาอยู่ทุกขณะก็จะเห็นเหตุและปัจจัยนี้ได้อย่าชัดเจนขึ้น
    และเมื่อสติปัญญาหรือพละทั้ง 5 สมบูรณ์พร้อมขึ้นก็จะเข้าสู่ญานที่ 3

    3. สัมมสนญาณ

    เมื่อการกำหนดสติปัฏฐาน 4 อย่างต่อเนื่อง
    ก็จะเห็นแจ้งขึ้นว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นกระทบกับร่างกาย หรือจิตใจ
    ขณะกำหนดภาวนาอยู่เมื่อมีขันติพิจารณาอย่างต่อเนื่อง
    ย่อมเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วสลายไปตามเวลาตามฐานะ
    แล้วบังเกิดสิ่งที่กระทบใหม่ต่อเนื่องกันไปเรื่อย
    เรียกว่ามีปัญญาเห็นตรัยลักษณ์ปรากฏขึ้นในทุกขณะที่กำหนดภาวนาอยู่

    ถ้าท่านผู้ปฏิบัติไม่สำรวจกรรมฐานให้ดี
    จะทำให้เกิดการปรุงแต่ง
    เกิดการเบื่อหน่ายตามความคิดที่ปรุงแต่งไป
    จนอาจล้มเลิกกรรมฐานไปชั่วคราวก็ได้
    หรืออาจจะบังเกิดเป็นอุเบกขาหรือเฉยแบบสติสัมปัญญะไม่ทันปัจจุบัน
    หรืออาจจะกำหนดกรรมฐานได้รวดเร็วเกินความเป็นจริง
    หรือบังเกิดญาณรู้อะไรล่วงหน้า
    หรือบังเกิดมีปิติมากมาย
    หรือบังเกิดเห็นแสงสว่างทั้งหลับตาหรือลืมตา ฯลฯ
    สภาวะอย่างนี้เรียกว่า วิปัสสนูกิเลส 10 ประการ

    ถ้าผู้ปฏิบัติใดไปหลงยินดี
    และยึดติดเข้าใจผิดว่าเป็นของวิเศษเป็นผู้วิเศษจนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
    อาจจะทำให้เกิดวิปลาสไปชั่วคราวได้จนต้องให้หยุดกรรมฐาน

    มีตัวอย่างบางท่านอาจจะยึดติดเป็นเดือน เป็นปี หรือเป็น 10ปี
    หรือจนตายก็ยังมี ถ้าไม่รู้จักเตือนตัวเอง
    และพิจารณากิเลสของตนเองที่มีอยู่ทำให้เป็นทุกข์เพราะ ราคะ โทษะ และโมหะ
    แล้วยังดื้อด้านหลงเป็นตัวเป็นตนเป็นผู้วิเศษอย่างไม่ลืมหูลืมตา
    ก็ไม่มีผู้ใดสามารถช่วยแก้ไขได้

    แต่ถ้าผู้ปฏิบัติสำรวมอย่างดีไม่ไปยึดติดในวิปัสสนูกิเลส  
    และเมื่อสติปัญญาเพิ่มขึ้น(พละ 5 เพิ่มขึ้นและสมบูรณ์ขึ้น)
    ก็จะเข้าสู่ ญาณที่ 4

    4. อุทยัพพยญาณ

    เมื่อกำหนดภาวนาอยู่ก็เห็นว่าการเกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วหายไป
    ของอารมณ์หรือรูปนามนั้นเกิดขึ้นเร็วขึ้น
    เพราะมีสติสัมปัญญะ(ปัญญา)ไปรู้เห็น
    ทำให้การปรุงแต่งของกิเลสต่อสิ่งที่กระทบน้อยลง
    จึงเกิดการ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วดับไปได้เร็วขึ้น

    และเมื่อมีสติสัมปํญญะมากขึ้น พอกำหนดด้วยสติต่อสิ่งที่กระทบเกิดขึ้น ก็จะดับทันที
    ไม่ว่าสติจะกำหนด กาย หรือ เวทนา หรือ จิต หรือ ธรรม เมือเป็นปัจจุบันก็จะดับทันทีหรืออารมณ์ขาดจากันทันที
    ปรากฏอย่างชัดเจนทั้งอาการและความรู้สึก
    และญาณนี้และเป็นญาณที่สามารถบอกให้ท่านผู้ปฏิบัติทราบโดยไม่ต้องสงสัยว่า  ได้มาถึงญาณที่ 4 แล้ว

    หลังจากนั้นกำหนดได้ถูกส่วน คือพละ 5 สมบูรณ์
    ก็จะเห็นการเกิดดับได้มากขึ้นและชัดเจน
    เมื่อพละ 5 เพิ่มขึ้นก็จะเข้าสู่ญาณที่ 5

    จากคุณ : Vicha [ 23 มิ.ย. 2543 / 22:15:10 น. ]
        [ IP Address : 203.151.36.19 ]

     
     

    จากคุณ : kongsilp2000 - [ 10 พ.ย. 50 13:23:59 ]

 
 


ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป



Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com | Torakhong.org | GameRoom