Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com | Torakhong.org | GameRoom


    หลักปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวัน

    คำว่า  "ปฏิบัติธรรม" มีความหมายที่แท้ได้แก่
    การนำเอาธรรมไปใช้ในการดำเนินชีวิต  
    หรือการดำเนินชีวิตตามธรรม    
    แต่ปัจจุบันมักเข้าใจคำนี้ในความหมายว่า  
    เป็นการอบรมทางจิตปัญญาขั้นหนึ่งระดับหนึ่งโดยเฉพาะ  
    ซึ่งมีลักษณะเป็นรูปแบบ
    และทำไปตามแบบแผนที่กำหนดวางไว้ ...."
    (จาก พุทธธรรม หน้า ๙๓๒ โดยท่านพระธรรมปิฎก)

    ดังนั้นการปฏิบัติธรรม
    จึงควรหมายถึงการปฏิบัติธรรมในการดำเนินชีวิตประจำวัน
    เช่นเมื่อเกิดเวทนา(ความรู้สึกรับรู้)
    หรือเห็นจิตเช่นจิตสังขาร(คิด)
    หรือเจตสิกคืออาการของจิตเช่นโทสะขึ้นแล้ว  
    มีสติรู้เท่าทันสภาวธรรม(ธรรมชาติ)
    ของเวทนาหรือจิตสังขารที่เกิดขึ้นนั้น
    และมันเป็นเช่นนั้นเองเป็นธรรมดา
    ไม่ต้องไปทำอะไรกับเขา
    เมื่อกำหนดรู้คือการมีสติเห็นเมื่อเกิดขึ้นบ้าง  
    หรือการมีสติเห็นเมื่อกำลังแปรปรวนเสื่อมไปบ้าง  
    หรือการมีสติเห็นเมื่อขณะดับไปบ้าง อย่างใดอย่างหนึ่ง  
    แล้วละเสีย ไม่จดจ้องพิรี้พิไร
    ให้มีแต่สติเป็นกลางวางเฉย(อุเบกขา)ไม่เอนเอียง ไม่แทรกแซง
    โดยการไปคิดนึกปรุงแต่งที่จะเกิดสืบต่อไปอีกเท่านั้น,  

    เห็นธรรมใด(เวทนา จิต หรือกาย หรือธรรม)ก่อน
    ก็ปฏิบัติธรรมนั้น  
    เพราะสังขารบางอย่างก็เห็นเวทนา
    (ความรู้สึกรับรู้ที่เกิดขึ้นจากการกระทบผัสสะ)ได้ง่าย

    บางอย่างก็เห็นจิตสังขาร(คิด)ได้ง่าย  

    นอกจากธรรมทั้ง๒แล้ว
    ก็สามารถเห็นกายโดยการรำลึก
    หรือเมื่อประสบพบอะไรบางอย่าง
    ในขณะดำเนินชีวิต (กายานุปัสสนา-เห็นกาย
    เช่นความไม่เที่ยงต่างๆของกายบ้าง, เป็นสิ่งปฏิกูลบ้าง,
    หรือการที่เห็นอิริยาบถของกายอย่างมีสติ
    อันมีคุณประโยชน์ในแง่ทั้งฝึกสติและจิต
    ไม่ส่งนอกออกไปคิดปรุง)  

    หรือเห็นธรรม(ธรรมานุปัสสนา)
    อันอาจผุดขึ้นมาหรือพิจารณาธรรมที่สงสัย
    อันก่อให้เกิดภูมิรู้อันอาจบังเกิดขึ้นในการดำเนินชีวิตประจำวัน  
    ดังนั้นในการปฏิบัติในชีวิตประจำวันแล้ว
    จึงไม่จำเป็นต้องเห็นเฉพาะเจาะจงแต่อย่างเดียวหรือทุก ๆ ธรรม  

    เห็นธรรมใดก่อน(กาย เวทนา จิต ธรรม)
    ก็ปฏิบัติธรรมนั้น  
    เพราะล้วนแล้วแต่เป็นคุณในการปฏิบัติเพื่อการดับไปแห่งทุกข์ทั้งสิ้น  
    เป็นการฝึกสติให้เป็นมหาสติ
    อันเป็นไปตามหลักสติปัฏฐาน๔
    หรือแนวทางปฏิจจสมุปบาทนั่นเอง  

    ดังเช่น
           
    สติเห็นกาย(กายานุปัสสนา) เพื่อให้เกิดนิพพิทาต่อกาย
    เพื่อคลายความยึดความอยากในกายสังขารต่างๆ
    โดยเฉพาะกายแห่งตนอันเป็นที่หวงแหนยิ่งโดยไม่รู้ตัว  
    หรือการสติตามดูรู้อริยาบถการเคลื่อนไหวของกาย
    เพื่อเป็นเครื่องอยู่ของจิต
    จิตจะได้ไม่ส่งออกไปคิดนึกปรุงแต่งให้เกิดทุกข์
    แต่ต้องอย่างมีสติ
    ไม่ใช่ปล่อยให้เลื่อนไหลสู่ภวังค์หรือองค์ฌาน,สมาธิ
               
    สังเกตุให้เห็นความแตกต่างของความรู้สึก(เวทนา)
    ที่เกิดขึ้นระหว่างจิตที่มีสติอยู่
    กับการพิจารณากายหรืออริยาบถ กับความรู้สึก
    ที่เกิดขึ้นเมื่อจิตคิดปรุงแต่ง
           
    สติเห็นเวทนา(เวทนานุปัสสนา)
    ทำให้เห็นแยกแยะและเข้าใจในธรรมชาติของเวทนาว่า
    เกิดการกระทบผัสสะ มันก็เป็นเช่นนี้เอง แล้วก็ต้องดับไป
    อันทำให้ไม่ยึดไม่อยาก
    เกิดนิพพิทาในเวทนา อันมีเกิดขึ้นทุกขณะ
    เป็นธรรมดาของชีวิต แล้วอุเบกขา
               
    สังเกตุให้เห็นความแตกต่าง
    ระหว่างเวทนาที่เกิดขึ้นจากจิตที่ไม่ปรุงแต่ง
    กับเวทนาที่เกิดขึ้นเมื่อจิตคิดปรุงแต่ง ก็จะเกิดความเข้าใจในที่สุด
           
    สติเห็นจิต(จิตตานุปัสสนา) สติเห็นความคิด  
    เมื่อเห็นก็จะรู้เข้าใจว่า
    การคิดนึกเป็นขันธ์๕
    มีอาการ(สังขารขันธ์) ต่าง ๆ ออกมาบ้าง(เห็นการเกิด)
    แต่ไม่ปรุงแต่งต่อ(อุเบกขา)
    เพราะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนาอันเป็นปัจจัยให้เกิดทุกข์ในที่สุด  
    เมื่อหยุดการปรุงแต่ง(อุเบกขา) อาการหรือสังขารขันธ์นั้น
    ก็จะดับไปให้เห็นได้ด้วยตนเอง(ปัจจัตตัง)  
               
    และสังเกตุให้เห็นความรู้สึกที่แตกต่างกัน
    ระหว่างจิตที่ไม่ปรุงแต่งกับขณะจิตที่คิดปรุงแต่ง
    ก็จะเกิดความเข้าใจในที่สุด
    จนคลายความยึด


    สติเห็นธรรม(ธรรมานุปัสสนา) สติเห็นความคิดในธรรม
    อันความคิดเยี่ยงนี้เป็นคุณอย่างยิ่งยวด
    จึงมิจำเป็นต้องอุเบกขา  ขณะที่ขบคิดปัญหา
    หรือแวบในข้อธรรมบางประการขึ้นมา
    หรือหาเหตุหาผลในข้อธรรมต่างที่ผุดขึ้น(ธรรมวิจยะ)
    ในชีวิตประจำวันด้วยตนเองนั้นก็เป็นธรรมานุปัสสนา
    อย่างถูกต้องดีงาม  

    ธรรมต่างๆที่กล่าวในสติปัฏฐานนั้นเป็นเพียงตัวอย่าง
    หรือหัวข้อแนะให้พิจารณา  
    ดังนั้นการพิจารณาปฏิจจสมุปบาทอันเป็นมงกุฎแห่งธรรม,
    หรือธรรมะอันถูกต้องดีงามทั้งหลาย
    ขณะที่เกิดหรือสังเกตุเห็นขึ้นในชีวิตประจำวัน
    หรือขณะว่างๆตอนใดก็ได้
    ล้วนเป็นการปฏิบัติธรรมานุปัสสนาอันถูกต้องดีงาม  
    ไม่ต้องปฏิบัติตามรูปแบบหรือขณะปฏิบัติสมาธิแต่อย่างใด
               
    สังเกตุให้เห็นความรู้สึกที่แตกต่างกัน
    ระหว่างจิตที่มีสติอยู่กับการพิจารณาธรรมอันถูกต้อง
    กับความรู้สึกจิตที่เกิดขึ้นเมื่อจิตคิดปรุงแต่ง

    จงฝึกสติให้เห็นและเข้าใจเวทนาและจิต
    จนชํ่าชองเหมือนดังตาที่ได้ฝึกเสียจนชํ่าชอง
    เมื่อกระทบเห็นอักษรเหล่านี้แล้วเข้าใจในขณะจิตนั่นเอง

    ดังนั้นหลักการปฏิบัติในชีวิตประจําวัน
    ก็คือ
    การปฏิบัติตามความเข้าใจ
    ในหลักธรรมปฏิจจสมุปบาทในชีวิตประจําวัน
    หรือก็คือ
    การปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐาน๔
    หรือ อริยสัจ นั่นเอง
    แต่ด้วยความรู้ความเข้าใจตามสภาวะธรรม
    เพราะแท้จริงก็คือ
    แก่นหรือแกนแห่งธรรมเดียวกันนั่นเอง

    (กรุณาคลิ๊กเพื่ออ่านต่อตามลิ๊งก์ข้างล่างนี้)

    http://www.nkgen.com/8.htm

     
     

    จากคุณ : kongsilp2000 - [ 2 ก.ค. 51 16:02:24 ]

 
 


ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป



Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com | Torakhong.org | GameRoom