CafeTech-ExchangePantip MarketChatPantownBlogGangTorakhongGameRoom


    เมื่อลูกน้องไม่รู้จักคิด

    วันที่ 06 เมษายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 3781 (2981)

    เมื่อลูกน้องไม่รู้จักคิด

    คอลัมน์ บริหารย้อนศร

    โดย สุจินต์ จันทร์นวล

    "ทำไมพวกนี้ไม่รู้จักคิดอะไรที่มันมากกว่าที่เขาคิดอยู่วะ" เขาบ่นออกมาดังๆ แบบหัวเสียอารมณ์บูดกับมือขวาในวันหนึ่ง

    "เรื่องอะไรพี่ ?" มือขวาถามแบบรู้ใจว่านายคงอยากระบายมั้ง ไม่น่าจะมีอะไรซีเรียสนักหนา

    "ก็คนของเรานี่แหละ บางเรื่องบางงานพอเจอปัญหาเข้าหน่อยมันก็หยุดและต้องถามว่าจะให้ทำอย่างไรดี แทนที่จะคิดหาทางอื่นๆ ที่จะแก้ปัญหา ขนาดระดับผู้จัดการแล้ว ถ้าไม่สั่งไม่บอกก็ไม่มีใครคิดจะปรับปรุงอะไรให้มันดีขึ้น ไม่เข้าใจว่ะ

    ทำไมเมื่อตอนเราอายุเท่าพวกเขา เราไม่เห็นเป็นอย่างนี้เลย เมื่อเจอปัญหาเราก็พยายามหาทางแก้ไข ทางนี้ไม่ได้ก็คิดใหม่ว่าทางนั้นก็น่าจะไปได้ ทางนั้นไม่ได้ทางโน้นได้ไหม ลองผิดลองถูกเดี๋ยวก็แก้ได้

    และมักจะคิดอยู่เสมอว่าอะไรๆ ที่มันเป็นอยู่ มันอาจจะมีวิธีใหม่ที่ดีกว่า เร็วกว่า ประหยัดกว่าก็ได้ ทำไมเด็กสมัยนี้รุ่นนี้ไม่คิด เอาแต่ฟังคำสั่งลูกเดียวเหมือนไม่มีกบาล ยังกะทำงานไปวันๆ ไม่คิดจะพัฒนาปรับปรุงอะไรให้มันดีขึ้นแม้แต่ตัวเอง"

    ว่าแล้วเขาก็เล่าประวัติศาสตร์การทำงานของเขาเมื่อสมัยที่ยังอายุเท่าพวกลูกน้องที่โดนวิจารณ์นี้ว่า เขาคิดและทำอะไรมาบ้าง ในวิธีคิดและการแก้ปัญหาต่างๆ ในเชิงพัฒนางานและพัฒนาตัวเองแบบที่ไม่เห็นจะต้องผ่านคอร์สฝึกอบรมที่ไหนมาก่อนเลย"

    มือขวานิ่งคิดอยู่นานว่าจะตอบนายยังไงดี เพราะที่นายพูดออกมานั้นมันถูกต้องหมดและเขามองเห็นภาพทะลุปรุโปร่ง ในที่สุดก็มีคำตอบ

    "ถ้าพวกเขาคิดได้อย่างพี่ พวกเขาก็เป็น เอ็มดีเหมือนพี่กันไปหมดแล้ว" เขาถูกเบรกชนิดหัวทิ่มหัวตำ เถียงอะไรไม่ออกจนต้องนิ่งไปพักใหญ่ปรับความงงให้เข้าที่ นึกในใจว่ามือขวาพูดถูกเสียยิ่งกว่าถูกไอ้การจะให้คนคนละรุ่น คนละช่วงเวลาและสิ่งแวดล้อม คนละการอบรมเลี้ยงดูสั่งสอนมาคิดมาทำหรือแสดงออกเหมือนกันมันคงไม่ได้ มันต่างกรรมต่างวาระ

    "แล้วเราจะทำอย่างไรให้พวกเขาหัดคิดให้เป็นล่ะ เพราะคนเดียวมันคงจะคิดไม่ได้ทุกเรื่องหรอก เรามีตั้งหลายหัวแต่หัวที่คิดมีแค่หัวเดียว มันจะไปมีประโยชน์อะไร ธุรกิจมันต้องแข่งขันกันขนาดนี้ หัวเดียวรุ่นเก่าขนาดเกิน 50 มันไปไม่ได้กี่น้ำหรอก มันต้องมีหัวของคนรุ่นใหม่ๆ ระดับ 20-30 มาช่วยด้วยถึงจะสู้กับเขาได้" เขาเหวี่ยงคำถามกลับใส่มือขวาในทำนองยอมรับที่ถูกเบรกโดยไม่ต้องพูด แต่กลับชิงเปิดประเด็นใหม่ตามสไตล์นักบริหาร

    "มันก็ต้องฝึกอบรมกันละพี่" มือขวาตอบง่ายมากเพราะมันคือสูตรสำเร็จของทุกแห่ง การฝึกอบรมมันก็คือการพัฒนาคน พัฒนาองค์กร

    "ใช่ละมันใช่ว่าต้องฝึกอบรม แต่ไม่เชื่อว่าที่เขาทำๆ กันมันจะได้ผล" เขายืนยันอย่างแน่ใจและ เชื่อมั่นจากประสบการณ์การบริหารที่ผ่านมาหลายสิบปี

    "เพราะเหตุผลอะไรพี่ ? ที่ว่าไม่ได้ผล"

    "คนที่มาเป็นวิทยากร มาพูดมาให้การฝึกอบรม เขารู้ตื้นลึกหนาบางเกี่ยวกับปัญหาที่เราว่ากันอยู่นี้ลึกซึ้งแค่ไหน ในขณะที่เขาฟังเราบอกเล่าแค่ไม่กี่นาทีตอนเราให้โจทย์ ทั้งๆ ที่เราอยู่กับปัญหานี้มากี่ปี เขาไม่รู้จักคนของเราเลยสักคนว่าระดับสมองและการรับรู้ของแต่ละคนเป็นยังไง การที่เขาจะสื่อสารอะไรเข้าไปถึงแต่ละคน เขาก็จะทำกันได้แบบกลางๆ และกว้างๆ ซึ่งมันก็อาจเข้าถึงได้แค่เพียงบางส่วนเท่านั้น เอาง่ายๆ แค่การยกตัวอย่างบางเรื่องบางกรณีให้คนของเราฟัง ประกอบการขยายความเพื่อให้คนถูกฝึกได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ ตัวอย่างที่ยกมาก็อาจเอามาจากไหนๆ หรือจากการสมมติขึ้น ซึ่งมันอาจต่างกับความเป็นจริงของที่นี่ จนไม่สามารถเอามาเปรียบเทียบกันได้ คนฟังมันจะไปเข้าใจลึกซึ้งได้อย่างไร

    อีกอย่างตัวใหญ่สุดไม่ลงมาเล่นด้วย ไม่เอาแนวทางที่ฝึกที่พัฒนามาใช้หลังจากนั้น ทุกอย่างมันก็กองทิ้งอยู่ในห้องฝึกอบรมนั่นแหละ คิดว่าจริงมั้ยจริงล่ะ" เขาลงท้ายเหตุผลด้วยคำถาม

    "มันก็จริงครับ แล้วพี่คิดว่าวิธีไหนล่ะที่มันจะได้ผล" มือขวาวางหลุมพรางทันทีเพื่อให้นายพลาดลงไปให้ได้

    "โจทย์ก็คือสอนให้พวกเขาคิด คิดต่อเนื่อง คิดให้เป็น อย่าหยุดคิดเมื่อเจอปัญหาและอุปสรรค คิดแล้วก็ต้องรู้จักเอาที่คิดมาวิเคราะห์และตัดสินใจ เสร็จแล้วจะต้องเอามาใช้กันจริงๆ ในการบริหารการทำงานจึงจะขอมีส่วนด้วยตั้งแต่ต้นจนจบในการฝึกอบรมนี้

    ส่วนวิธี แบบอย่าง ทฤษฎี เนื้อหา หรืออะไรๆ ทั้งหมด รวมทั้งการดำเนินการและเป็นวิทยากรเองด้วยก็ไปทำการบ้านมาก็แล้วกัน" เขาสั่งการเบ็ดเสร็จม้วนเดียวจบครบถ้วน มือขวาจึงตกหลุมเสียเองเพราะพอนายหลวมตัวบอกวิธีแก้ตามที่ถามนั้น มันก็จะเหมือนกับย้อนถอยหลังสิ่งที่มันเกิดขึ้นจนทำให้นายมานั่งคุยอยู่นี่แหละ ซึ่งกะจะย้อนเกล็ดเสียหน่อยเชียว

    มือขวาที่จบศิลปากร ทำงานด้านประชา สัมพันธ์แล้วมาทำการตลาด ลงตัวที่การบริหารจัด การ ตอนนี้ต้องมาทำการบ้านเรื่องฝึกอบรมลูกน้องระดับเฮดๆ นี่มันงานของเอชอาร์ชัดๆ แล้วมันจะเวิร์กมั้ยเนี่ย

    เขาไม่มีข้อวิตกทุกข์ร้อนว่ามันจะเวิร์กหรือไม่ แต่เชื่อแน่ว่าเขาคิดไม่ผิด ถึงผลมันจะออกมาอย่างไรอย่างน้อยเขาก็จะสบายใจ สบายใจว่าเขาได้พยายามแล้วที่จะฝึกและสอนลูกน้อง ไม่ใช่แค่เห็นพวกเขาไม่เป็นอย่างที่ต้องการ แล้วไปโทษพวกเขาว่าไม่ได้เรื่อง

    ความพยายามนี้ใครๆ ก็เห็น ใครๆ ก็เข้าใจว่าความตั้งใจและจุดประสงค์ของเขาคืออะไร ในเมื่อองค์กรนี้ไม่เอชอาร์ระดับมืออาชีพที่จะมาช่วยเขาเรื่องพัฒนาคน และยังไงๆ ก็คงมีไม่ได้เพราะบริษัทคงไม่มีปัญญาจะจ้าง ถึงมีก็ไม่รู้ว่าจะฝีมือขนาดไหนของจริงหรือของปลอม

    อย่างน้อยๆ ความตั้งใจนี้มันก็จะส่งผลไม่มากก็น้อยในเชิงจิตวิทยาการบริหารให้บรรดาลูกน้องได้รู้สึกว่าผู้บริหารขององค์กรพยายามส่งเสริมและพัฒนาคนของเขา ซึ่งมันคือการแสดงออกอย่างหนึ่งในอีกหลากหลายทางสำหรับการที่จะได้ใจพวกเขาแบบซึมลึก

    มือขวาคนนี้โชว์ให้เห็นทักษะและพรสวรรค์ที่มีในตัวมาแล้วหลายครั้ง จากไม่รู้กี่งานกี่อีเวนต์ที่จัดกันขึ้นด้วยผลพวงจากการสุมหัวคุยกันแบบนี้ ความสามารถทางการพูดและดึงความสนใจของคนฟัง ไม่น้อยหน้าวิทยากรมืออาชีพมากนัก แถมยังเป็นนักวางแผนและจัดการที่ไว้ใจได้อีก แม้พื้นฐานการศึกษามันจะมาคนละเรื่อง นายกับลูกน้องคู่นี้จึงมีประวัติความเป็นมาในเรื่องนี้ไม่ต่างกัน ทำให้เขาทั้งสองทำงานร่วมกันเป็นปี่เป็นขลุ่ย

    ไม่นานหลังจากนั้นการบ้านก็ถูกนำมาส่ง เป็นร่างๆ มาเพื่อขอความเห็นว่าถูกทางถูกความต้องการหรือไม่ก่อนที่จะเอาไปทำรายละเอียดเพื่อเป็นแผนปฏิบัติต่อไป

    คอนเซ็ปต์ตรงเป๋งใช่เลยนั่นคือ เอาคอมมอน เซนส์มาสอนและหยิบยกให้เข้าใจ ทำให้มันน่าเชื่อถือขึ้นด้วยการเอาทฤษฎีฝรั่งซึ่งก็เรียบเรียงมาจากคอมมอนเซนส์อีกทีนั่นแหละมาผสมผสานให้มันดูเป็นวิชาการด้วยการเรียกขานและใช้ศัพท์แสงภาษาฝรั่งให้มันขลังแบบซื้อของนอกใช้อะไรนี่แหละ

    ตลอดการฝึกอบรมมันหนักไปทางการทำกิจกรรมร่วมกันมากกว่าการมานั่งฟังการบรรยาย เพราะรู้ดีว่าลูกน้องมากันถึงขั้นนี้แล้วสมาธิสั้นกันทั้งนั้น ไม่มีใครจะเอาเอกสารจากการฝึกอบรมไปอ่านไปทบทวนหรอก ไม่มีใครจะมีสมาธิยาวนานขนาดใจจดใจจ่อกับคำพูดตลอดเวลาหลายชั่วโมงในการบรรยายได้ สู้ให้จดจำผ่านกิจกรรมที่มันสนุกสนานแต่แฝงไว้ด้วยเนื้อหาล้วนๆ ดีกว่า

    นายกับลูกน้องสุมหัวกันหารือและวางแผนกันอย่างละเอียด ซึ่งมีการใช้งานนายกลับด้วยการให้เข้าร่วมในทุกชอตและทุกฉาก ตลอดเวลา 1 คืน 2 วันที่โรงแรมชายทะเลไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มือขวาคือตัวยืนและตัวหลักตลอด 2 วันนั้นว่ากันตั้งแต่เริ่มขึ้นรถบัส ซึ่งก็มีการวางแผนไว้เรียบร้อยเพื่อหวังหลายๆ ผลหรือได้ทั้งพวงยิ่งดี แบบว่าใครที่มีเรื่องอะไรที่กระทบกระทั่งกันทางใจมาก่อนการจับให้นั่งด้วยกันหรือจับกลุ่มแบ่งข้างและต้องร่วมทำอะไรด้วยกันเพราะหลีกเลี่ยงไม่ได้เป็นไฟต์บังคับ มันก็อาจทำให้เกลียวที่มันปีนกันอยู่นั้นเข้าที่ได้

    ให้เลขาฯของเขาเป็นผู้ช่วยมือขวาในเรื่องดำเนินการจัดการและประสานงานต่างๆ เพื่อให้มือขวาได้ใช้เวลากับเนื้อหาและรับมือได้เต็มที่กับบรรดาหัวๆ แถวบนประมาณเกือบสิบ และระดับที่ต่อจากแถวบนซึ่งเห็นแววว่าน่าจะรุ่ง เป็นผู้ช่วยหรือฝึกขึ้นมาได้เป็นตัวสืบทอดอีกกว่าสิบ รวมแล้ว 20 กว่าคนรวมทั้งเอ็มดีด้วย

    หน้าที่ของเขาคือการร่วมอยู่ในทุกเหตุการณ์ ฟังทุกคำพูดและสังเกตทุกอย่างที่ขวางหน้า ไม่ว่าจะเป็นการมองใครต่อใคร สิ่งละอันพันละน้อยจากสีหน้าคำพูดการแสดงออก การรับลูกจากมือขวาจอมส่งให้ทน และเป็นตัวร่วมในการสร้างบรรยากาศของมิสชั่นนี้ให้มันออกมาด้วยความรู้สึกและความทรงจำที่ดี

    และที่สำคัญที่สุดคือการเป็นคนสรุปในแต่ละกิจกรรมและเรื่องราวว่ามันคืออะไร หมายความว่าอย่างไร โดยเอาความจริงที่เกิดขึ้นในที่ทำงานมาเปรียบเทียบให้เห็นให้เข้าใจกันจะจะด้วย นั่นคือภาระที่กำหนดขึ้นโดยคิดว่าแบบนี้มันถึงจะได้ผล ถ้าไม่ได้ก็ให้มันรู้ไป

    http://www.matichon.co.th/prachachart/prachachart_detail.php?s_tag=02hmc03060449&day=2006/04/06

     
     

    จากคุณ : OnceInTheBlueMoon - [ 7 เม.ย. 49 21:17:46 ]

 
 


ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป