ความคิดเห็นที่ 3
SME ไทยในช่วงนี้ถ้าเปรียบกับรถบนท้องถนน ในช่วงพายุฝนฟ้าคะนอง คงมีทั้งรถที่ขับแบบชะลอ ขับไปอย่างช้าๆ ระมัดระวัง ส่วนใหญ่รถพวกนี้ผ่านร้อนผ่านหนาวมาหลายเหตการณ์ หลายคันอาจจะเริ่มเตะเบรกเป็นระยะๆ รถพวกนี้จำนวนมากเป็นรถที่คนขับมือใหม่อยู่ และยังอยู่ระหว่างผ่อน แต่น่าจะมีจำนวนไม่น้อยที่"จอดสนิท" คือ คนขับถอดใจเสียแล้ว ไม่ไปต่อแล้ว ไม่ว่าคุณจะเป็นรถแบบไหน ถ้าวิ่งบน "ถนนสายธุรกิจ" ในช่วงที่มีพายุฝนอย่างรุนแรง คุณจำเป็นต้องอาศัย "สติ" (ความตระหนักรู้ตนเอง) และ "ปัญญา" (ความรู้ความเข้าใจถึงสาเหตุแห่งปัญหา) เข้ามาช่วยลดบรรเทาสถาการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นรอบๆตัว การลงรถไปโวยวาย (ขาดสติ) ตะโกนด่าเทวดา ด่าฟ้า ด่าฝน ย่อมไม่ช่วยอะไรให้ดีขึ้น สู้ขึ้นรถขับต่อไปอย่างช้าๆ ระมัดระวังจะดีกว่า เช่นเดียวกันการขับแบบ "ขับๆหยุดๆ" (ขาดปัญญา) แทนที่จะถึงจุดหมาย กลับจะสิ้นเปลืองน้ำมัน และพลังใจมากกว่า แต่ถ้าคุณสามารถผ่านพ้นมันไปได้ คุณได้ "สอบผ่าน" ไปสู่ "ผู้ประกอบการ" หรือ "เถ้าแก่" ในอีกระดับหนึ่ง เฉกเช่น "เถ้าแก่ตัวจริง" เคยผ่านมันมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว อย่า "กลัว" ครับ ขับต่อไป "ช้าๆ" ด้วย สติ และ ปัญญา ของคุณ เพราะสิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือคุณ "ขับๆหยุดๆ" หรือ "จอดสนิท" ต่างหากครับ ลองอ่าน Link นี้นะครับ http://www.pantip.com/cafe/silom/topic/B4572572/B4572572.html ================================================ กิจการการค้า-อุตสาหกรรม ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในเมืองไทย ต้อง "เร่งรีบ" ปฎิวัติตนเองครับ จำเป็นมากๆครับ อย่างน้อยๆที่เห็นคือ ประเทศเพื่อนบ้านเรา เวียดนาม ครับ เขามีนโยบายเริ่มเปิดประเทศมาได้กว่า 5 ปีแล้ว และ 2-3ปีมานี่รุกหนักเลยครับ อย่าลืมนะครับ คนในประเทศเขาไม่จำเป็นต้องเริ่มต้นที่ศูนย์ หรอกครับ แต่เขาจะ "ก้าวกระโดด" จากชั้นบันไดที่ 1 ไปขันที่ 5 เลย เพราะได้แบ๊คอัพ "เถ้าแก่ระดับโลก" อยู่ข้างหลังไงครับ ประเทศจีน นอกจากจะสนับสนุนเรื่องสินค้า-บริการ ต่างๆ (ที่จีนเองก็ต้องการระบายถ่ายเทออกมา เพราะน่าจะล้นประเทศของตนเองแล้ว) ยังจะได้รับการสนับสนุน Know-How ต่างๆ รวมทั้งการบริหารจัดการสมัยใหม่ทุกรูปแบบ เรียกว่าเถ้าแก่ใหญ่มาคุมเถ้าแก่น้อยเอง งัดวิทยายุทธการตลาดสมัยใหม่ออกมาใช้เต็มที่ครับ (พี่ไทยเราตอนนี้ทำอะไรอยู่ครับ ในโลกของการค้า-อุตสาหกรรม ไม่มีคำว่า "หยุดอยู่กับที่" นะครับ มีเพียงก้าวไปข้างหน้า กับ ถอยหลังลงคลอง เท่านั้นครับ เพราะขณะที่เรานิ่งกับที่ คนอื่นๆเขาวิ่งนำเราไปแล้วครับ เขาคงไม่หยุดรอเราวิ่งต่อแน่นอน) เจ้าของกระทู้ครับ ดีใจที่คุณมี "วิญญาณของผู้ประกอบการ" (ซึ่งมิใช่จะมีกันทุกคน) แต่นับจากนี้ต้องเพิ่ม "สติ" และ "ปัญญา" ให้กับวิญญาณนี้ของคุณด้วยครับ ผมก็เคยทำงานประจำแบบคุณมาแล้ว ปัจจุบันลาออกมาทำกิจการและธุรกิจส่วนตัว นานเกือบ 10 ปีแล้ว ก็ผ่านประสบการณ์ต่างๆมาพอสมควร ตอนออกมาแรกๆ ก็ดำเนินรอยตามที่คุณพ่อเคยทำมาเกือบตลอดชีวิตท่าน (และแน่นอนการทำแบบนี้ของท่าน ส่งเสียเลี้ยงดูผมจนจบปริญญาและมีงานการทำไงครับ) คือขับรถส่งสินค้าที่โรงงานครอบครัวของเราผลิต ไปให้ลูกค้าตามจังหวัดต่างๆในภาคเหนือ ผมก็เดินตามรอยเท้าคุณพ่อ คือขับรถส่งของเองไปตามร้านค้า-ตลาด ของจังหวัดหรืออำเภอต่างๆ ทั้งที่เป็นลูกค้าเดิม และลูกค้าใหม่ๆ ทำแบบนี้เกือบ 2 ปี ได้กำไรครับ พออยู่พอกิน แต่เหนื่อยมาก และเอาชีวิตตนเองไปเดิมพันบนท้องถนน (เชื่อไหมครับหลายครั้งผมมื้อเที่ยง ต้องกินขนมปังที่ขายตามปั๊ม แบบขับไปด้วยกินไปด้วย เพราะต้องขับให้ทันก่อนร้านลูกค้าจะปิด ตจว.หรืออำเภอใหญ่ๆ ร้านค้าส่วนใหญ่ปิดร้านตามตลาดครับ ประมาณ 4-5 โมงเย็น ก็ปิดแล้ว) ในรถผมจะมีรูปในหลวง ร.5 และรูปลูกสาว ไว้คอยเตือนสติตนเองตลอดเวลา ใครที่คิดจะค้าจะขาย อย่ากลัวการถูกปฏิเสธนะครับ ไม่ว่าค้าเล็กค้าใหญ่ หรือธุรกิจขายตรงอะไรก็ตาม หลายครั้ง ผมหิ้วสินค้าเป็นถุงๆทั้งสองมือ ไปเสนอขาย เถ้าแก่บอกว่า "...วันนี้อั๊วะไม่เอา" "เจ๊เอาก็ได้นะ ขอเค 3เดือน...." "ไปร้านหน้าก่อนก็ได้ครับ..." ฯลฯ ไอ้ที่ปฎิเสธหรือขอเชื่อน่ะยังพอทนครับ แต่อาซิ่มเจ้าของร้านในตลาดบางคน อุดหนุนครับ แต่ซิ่มแกเล่นบรรจงเลือกอย่างละแบบในหลายๆถุง เสร็จแล้วแกก็บอกว่า อาตี๋ เอาครึ่งโหลพอ ลองคิดดูครับแกแกะถุงสินค้าจนหมด ผมขายไปเหงื่อตกเป็นเม็ดๆ เสื้อชุ่มเหงื่อไปหมด...........ผมถึงรู้ซึ้งอย่างแท้จริงถึง "ความอดทน" และ "ความลำบาก" ของคุณพ่อไงล่ะครับ ตลอดระยะเวลาที่ผม "เดินตามรอยเท้าพ่อ" ผมก็พิจารณาและสังเกต ลูกค้า-ร้านค้า-สินค้า ประกอบกับสภาพแวดล้อมต่างๆของกิจการการค้า รวมถึงสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมๆ จึงตัดสินใจลดการเดินทาง และเริ่มมาพัฒนาตนเอง และกิจการ พัฒนาตนเองด้วยการศึกษาคอมพิวเตอร์-อินเตอร์เน็ทอย่างจริงจัง เป้าหมายตอนนั้นคือสร้างเว็บไซท์ของกิจการ และโรงงานที่บ้าน ใช้เวลาเกือบครึ่งปีครับเว็บไซท์แรกจึงสำเร็จ (ปี 2543) ถ้ามาเทียบตอนนี้คงเป็นเว็บที่ "ยอดแย่" เอามากๆครับ แต่ตอนนั้นถือว่าได้เว็บที่ใช้แสดงสินค้าของโรงงานเรา ก็เพียงพอแล้ว ทำเสร็จก็ไม่ได้สนใจไปนาน (แต่ลง Ad เป็นประจำสัปดาห์ละครั้ง) ช่วงนั้นก็ขับรถไปขายของเพียงเดือนละครั้ง และจำหน่ายหน้าร้านบ้าง ก็ประคับประคองตัวได้ ผ่านไปเกือบ 5-6 เดือน เริ่มมีอีเมล์ตอบรับทั้งจากลูกค้าในประเทศก็มี ต่างประเทศก็มี ตอนนั้นยังรู้สึกขำเลยว่าเว็บของตนนี่นะ ยังมีคนเข้ามาดู.... (แท้จริงแล้ว ภายหลังผมถึงตระหนักความจริงแท้ที่ว่า สินค้าของคุณต่างหากที่เขาสนใจ ไม่ใช่รูปแบบของเว็บ แต่เมื่อถึงที่สุดแล้วรูปแบบก็ต้องพัฒนาอย่างแน่นอนตามความเจริญก้าวหน้าของกิจการคุณ) ลูกค้าสองสามรายแรกอยู่ ตจว. เช่น กท.-นครศรีธรรมราช-ภูเก็ต-เชียงใหม่......จุดนี้เองที่ทำให้ผมเริ่มตระหนักถึงความสำคัญของ "อินเตอร์เน็ต" และ "อี-บิสสิเนส" (ต้นปี44) ส่วนลูกค้าต่างชาติรายแรกเป็นแคนาดา แต่พำนักอยู่เชียงใหม่ บอกว่าเห็นจากเน็ต และสนใจ จะนำส่งออกไปบริษัทของตนเองที่แคนาดา ออเดอร์นี้ ดิวกันนานหน่อย เพราะติดเรื่องภาษาอังกฤษของผม ที่พออ่าน-เขียนใช้ได้ แต่พูดได้แย่มากครับ รวมทั้งรูปแบบสินค้าที่ต้องใช้วัสดุพื้นเมือง และการตรวจสอบคุณภาพจากลูกค้า (กิจการขนาดเล็ก แผนก QC ก็คือลูกค้าของคุณเองนั่นแหละครับ) แต่ก็ผ่านไปได้ Win-Win ทั้งสองฝ่ายครับ ออเดอร์แคนาดานี่ทำให้ผมได้เรียนรู้ถึง "ระบบลอจิสติกส์พื้นฐาน" ของลูกค้า ที่เขานำสินค้าของไทยไปพักไว้ โดยจัดตั้งร้านจำหน่ายสินค้าพื้นเมืองไปด้วย และขณะเยวกันก็ทะยอยส่งสินค้าตามที่มีออเดอร์จากบริษัทของตนที่แคนาดา-ออสเตรเลีย รวมทั้งทำให้ผมทราบขั้นตอนการจัดส่งสินค้าไปตปท.ชัดเจนขึ้น แนวโน้มการค้ายุคใหม่ กิจการการค้าของไทยถูก "กระแสโลกาภิวัฒน์" กดดันและบังคับให้ต้องปรับตัวอยู่แล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยถ้าได้ข่าวบริษัทยักษ์ใหญ่หลายแห่ง ทั้งในและต่างประเทศ "ยุบ" - "เลิก" - "รวม" กิจการของตนเอง (พร้อมๆกับแนวโน้มการว่างงานที่สูงขึ้นของมนุษย์เงินเดือน) ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเป้าหมายหลักๆคือ ทำกิจการของตนให้มีลักษณะ "เล็กกระทัดรัด - ลดต้นทุน - ประสิทธิภาพ(คุณภาพ)สูงสุด - รวดเร็ว - แม่นยำ " และในช่วง 3-4 ปีมานี้ ผมเห็นแนวโน้มการค้ายุคใหม่ที่คนไทยส่วนใหญ่อาจคาดคิดไปไม่ถึงด้วยซ้ำ (เพราะต้องยอมรับครับว่าประเทศไทยเรา "ล้าหลัง" เรื่องสำคัญๆอยู่ 2 เรื่อง คือ ภาษาอังกฤษ และความไม่ทันเรื่องภาษานี่แหละไปส่งเสริมให้ความรู้ความเข้าใจในระบบไอทีของเราล้าหลังหนักเข้าไปอีก โดยเฉพาะการใช้คอมพิวเตอร์ และอินเตอร์เน็ต ผมมีเพื่อนทำกิจการโรงงานแห้งหนึ่ง จบถึง ป.โท แต่กลัวคอมพิวเตอร์มากๆ เขาไม่ใช้เลย ให้พนักงานทำแทน บอกว่าไม่เข้าใจ ไม่รู้เรื่องภาษาอังกฤษ....) การค้ายุคใหม่ ซึ่งปัจจุบันที่ USA, แคนาดา, ญี่ปุ่น, อังกฤษ หรือประเทศที่เจริญก้าวหน้าในระบบ e-Business ถือเป็นเรื่องปกติไปแล้ว นอกเหนือจากการค้า-ธุรกิจบนเว็บไซท์อย่างเช่น e-Bay แล้ว แต่ที่เรายังไม่ค่อยรู้เรื่องเลยว่าเขาทำเงินกันได้อย่างไรวันละหลายร้อยเหรียญ ที่เรียกว่า "Affilliate Bussiness" หรือ "Affilliate Program" ซึ่งเท่าที่ทราบขณะนี้มีพ่อค้า-นักธุรกิจคนไทยบางส่วน ก็เริ่มก้าวเข้าสู่โลกของการค้ายุคใหม่นี้กันแล้ว โดยผ่านเว็บ Google (สังเกตจะเห็น Ad ภาษาไทย ใน Google ในหลายๆครั้ง ) ผมเองก็กำลังศึกษาความเป็นไปได้อยู่ครับ โดยตอนนี้ก็ได้ลงทะเบียนเปิดบัญชีกับ PayPal ไว้เรียบร้อยแล้ว ถ้าเจ้าของกระทู้สนใจในเรื่องนี้ก็สามารถเข้าไปศึกษาได้นะครับที่ Links ต่างๆล่างนี้ (ผมเรียงไว้ให้ตามลำดับการเรียนรู้ และความเข้าใจของผมนะครับ) 1. ตัวอย่างกรณีการค้าสินค้า-บริการบนเว็บ แบบมีสินค้า http://www.ebay.com http://www.megabaht.com/ebay/ 2. ตัวอย่างกรณีการค้าสินค้า-บริการบนเว็บ แบบไม่มีสินค้า http://www.googlerich.net/articles/article15.htm http://www.affiliateguide.com/ ลองศึกษาดูนะครับ (เป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น ยังมีอีกมากครับ เช่นเว็บขายของไม่ได้มีเฉพาะ e-Bay มีเว็บอื่นๆอีกมาก และเว็บ Google ไม่ใช่เป็นเว็บเดียวครับที่บริการ Ad มีอีกหลายเว็บครับที่เป็น Serach Engine ) เพื่อนๆใน "สีลม" มีอะไรจะเพิ่มเติมก็เสนอแนะมาได้นะครับ ผมยัง "โง่" อีกมากมายจริงๆครับ เมื่อเทียบกับความใหญ่โตมโหราฬของโลก e-Business
จากคุณ :
จงเชื่อและศรัทธาในตนเอง (Amnoay)
- [
30 ก.ค. 49 21:49:32
]
|
|
|