CafeTech-ExchangePantip MarketChatPantownBlogGangTorakhongGameRoom


    ประตูไฟของนักธุรกิจผู้ประสบความสำเร็จ

    นักธุรกิจหรือเจ้าของธุรกิจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงมัก

    จะเล่าประวัติของตนเองว่า  ได้ผ่านวิกฤตการณ์ชีวิต  หรือ

    ประตูไฟมาแล้วทุกราย ไม่มีใครหลีกหนีพ้น  ล้วนเป็น

    วิกฤตในชีวิตที่หนักแทบเอาชีวิตไม่รอด  หรือถึงขนาด

    ธุรกิจพังพินาศ  ต้องหลบหนีไปชั่วคราว  เกิดสถานการณ์

    ทางการเมือง  ต้องหลบไปอยู่ต่างประเทศก็มี  เพราะมิ

    ฉะนั้นอาจะเป็นถึงอันตรายต่อชีวิต  เหล่านี้เป็นต้น




    ถ้าใครได้อ่านประวัติบุคคลสำคัญระดับโลก  เศรษฐีระดับ

    โลก  ไม่ว่าจะเป็น George Soros พ่อมดทางการเงินของ

    โลก  Bill Gates  มหาเศรษฐีที่รวยที่สุดในโลกขณะนี้  

    Sam  Walton  เจ้าของวอลล์มาร์ทที่ใหญ่ที่สุดในโลก

    ขณะนี้  หรือจะเป็นมหาเศรษฐีในเมืองไทย  คุณชิน  

    โสภณพานิช  เจ้าของธนาคารกรุงเทพ  คุณบัญชา  ล่ำ

    ซำ  เจ้าของธนาคารกสิกรไทย  คุณอุเทน  เตชะไพบูลย์  

    เจ้าของธนาคารศรีนคร  หรือคุณสวัสดิ์  โอสถานุเคราะห์  

    เจ้าของบริษัทโอสถสภาเต๊กเฮงหยู  คุณเทียม  โชค

    วัฒนา  เจ้าของบริษัทสหพัฒนพิบูลย์




    ทุกท่านที่กล่าวนามมานี้จะผ่านประตูไฟ  หรือวิกฤตการณ์

    ในชีวิตแบบหนักสุดๆ  บางท่านถึงขนาดต้องลี้ภัยไปอยู่ต่าง

    ประเทศเพราะมิฉะนั้นอาจอันตรายถึงแก่ชีวิต  เช่น  

    George Soros  เป็นชาวยิวที่ยากจน  ที่ต้องหนีภัย

    เยอรมันนาซีแบบเฉียดฉิว  หรือคุณชิน  โสภณพานิช ที่

    ต้องหลบหนีภัยการเมืองไทยไปอยู่ฮ่องกงอยู่พักหนึ่ง

    เพราะถูกภัยคุกคาม




    นายห้างสวัสดิ์  โอสถานุเคราะห์  ที่ต้องขายทรัพย์สินส่วน

    ตัวและของคุณหญิงล้อมเพื่อหาเงินมาจ่ายพนักงานในยาม

    ที่ธุรกิจง่อนแง่น  ยังตั้งตัวไม่ได้  คุณบัญชา  ล่ำซำ  ที่ต้อง

    เข้ามากอบกู้สถานการณ์ของธนาคารกสิกรไทยอย่างไม่

    คาดฝัน  เพราะสถานการณ์ตกหนักที่สุดในยุคเริ่มต้นยัง

    เป็นแบงก์เล็กๆ ของครอบครัว




    เพราะฉะนั้น  มนุษย์ทุกคนจะต้องถูกทดสอบด้วย  “ประตู

    ไฟ”
     ใครที่สามารถผ่านไปได้ก็ประสบความสำเร็จในที่

    สุด  ใครที่กำลังจิตไม่เข้มแข็ง  อ่อนแอ  ไม่กล้าแหวกผ่าน

    วิกฤตการณ์  ได้แต่นั่งเศร้าสร้อยรอความหวังบนบานศาล

    กล่าว  วิ่งแก้บน  หาพระอาจารย์เสกเป่า  หรือหมอดู

    ทำนายทายทัก  หวังว่าสิ่งมหัศจรรย์จะเกิดขึ้น  สุดท้ายก็

    ประสบแต่ความผิดหวัง




    ถ้าไม่ลุกขึ้นต่อสู้ก็สิ้นหวัง




    มีนิทานเรื่องหนึ่งเล่าว่า  พระราชาองค์หนึ่งขึ้นปกครอง

    แคว้นหนึ่ง  ได้ทราบว่ามีแม่มดที่มีคนนับถือทั่วเมือง  มี

    ฤทธิ์สามารถเหาะเหิรเดินอากาศ  เสกเป่าให้คนร่ำรวย  มี

    คนแห่มาเคารพกราบไว้เต็มไปหมด  พระราชาจึงให้

    มหาดเล็กไปตามแม่มดคนดังกล่าวมาพบเพื่อขอพิสูจน์

    ความจริง




    พระราชาก็ถามแม่มดซึ่งยืนตรงหน้าว่า  เจ้ามีฤทธิ์อัศจรรย์

    ดังที่เขาร่ำลือหรือไม่  แม่มดก็ตอบว่าจริงพระเจ้าข้า  พระ

    ราชาก็รับสั่งว่า  เอ้า! ถ้าอย่างนั้น  ถ้าจะจับเจ้าขังไว้ใน

    หอคอยมืด 7 วัน  ถ้าเจ้ามีฤทธิ์จริงก็จะต้องออกมาจาก

    หอคอยมืดนี้ให้ได้  เจ้าจะทำได้หรือไม่  แม่มดก็ตอบว่า  

    ทำได้พระเจ้าข้า




    จากนั้นพระราชาก็บัญชาให้มหาดเล็กคุมตัวแม่มดไปขังใน

    หอคอยมืดดังกล่าว  แม่มดก็ทำตามด้วยความกระหยิ่มยิ้ม

    ย่อง ทันทีที่มหาดเล็กปิดประตูปัง  แม่มดก็เริ่มนั่งลงมือ

    ภาวนาด้วยความเชื่อมั่น




    ครบวันหนึ่งผ่านไป  แม่มดก็ยังไม่สามารถออกจาก

    หอคอยมืดดังกล่าวได้  พระราชาก็ไปยืนบนหอคอย

    แล้วตะโกนถามว่า  ว่าอย่างไร  เจ้าจะออกมาได้หรือยัง  

    แม่มดก็ตอบว่ายังพระเจ้าข้า  ขอเวลาอีกหน่อย  ยังมีเวลา

    เหลือเฟือ  แล้วก็นั่งบริกรรมคาถาต่อไป




    ทุกๆ วัน พระราชาก็มาตะโกนถาม  ก็จะได้คำตอบเดียว

    กัน  จนกระทั่งในวันสุดท้าย  พระราชาก็เสด็จไปตะโกน

    ถามแล้วบอกว่า  วันนี้ครบ 7 วันแล้ว  เจ้ายังออกมาไม่ได้

    เลย  เจ้าจะต้องรับโทษแล้วละ  แม่มดก็ตะโกนตอบด้วย

    เสียงสั่นเครือด้วยความกลัวพระราชอาญาว่า  ข้ากำลัง

    พยายามอยู่พระเจ้าข้า  ขอให้ข้านั่งบริกรรมคาถาอีก

    สักวันจะได้ไหม




    พระราชาก็ตะโกนตอบด้วยเสียงอันดังว่า  เจ้าแม่มดหน้าโง่

    เอ๋ย  เข้าควรได้รับอาญา  เพราะว่าข้าไม่ได้ลงประตูกลอน

    ไว้ตั้งแต่วันแรก  ถ้าเจ้าไม่มัวแต่นั่งบริกรรมคาถา  แล้วลุก

    ขึ้นมาจากที่นั่งของเจ้า  ก้าวไปที่ประตูแล้วผลักออกมา  

    แค่นี้เจ้าก็จะได้รับอิสรภาพแล้ว




    นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า  การต่อสู้กับวิกฤตการณ์  ถ้าคน

    เรามัวแต่นั่งจมทุกข์  ไม่เคลื่อนไหว  ได้แต่ใฝ่ฝันลม

    แล้งๆ  ไม่ลุกขึ้นต่อสู้  หาทางเคาะประตู  หาช่องว่าง  เคาะ

    กำแพงทุกกำแพง  อย่างนี้อย่าหวังเลยว่าจะผ่านวิกฤติ

    การณ์ไปได้



    ***********************************************




    ตอนต่อไป  :  บทที่ 1  มุมมองใหม่  ข้อดีของวิกฤตการณ์




    ***********************************************




    จาก “พลิกวิกฤตให้เป็นโอกาสทอง”  โดย  มานิต  รัตนสุวรรณ




    amorntvm@anet.net.th




    http://lungadd.pantown.com/

    จากคุณ : ลุงแอ็ด - [ 7 ส.ค. 49 20:43:04 ]

 
 


ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป



Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | PanTown.com | BlogGang.com