CafeTech-ExchangePantip MarketChatPantownBlogGangTorakhongGameRoom


    คิดนอกกรอบจนได้ดี นกแอร์-ดีแทค-โออิชิ

    แตงโม บางเรื่องอาจจะเคยได้ยินแล้วใน มีตติ้ง#2


    พาที สารสิน  ประชาชาติธุรกิจ  วันที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2549 ปีที่ 30 ฉบับที่ 3818 (3018)

    เปิดเบื้องหลังแนวคิด การสร้าง "โลว์คอสต์แอร์ไลน์" สุดฮิปแห่งยุค

    สายการบินนกแอร์ เริ่มต้นด้วยไอเดียว่าจะทำอย่างไรให้สายการบินของเราแตกต่างออกไป ชื่อ "นก" เกิดขึ้นเพราะเผอิญเพื่อนที่ทำด้วยกัน คุณปิยะ ยอดมณี ชื่อเล่นชื่อ "นก" ผมก็ชี้ไปบอกทำไม ไม่ชื่อนกล่ะ เขาบอกว่าตามใจจะชื่ออะไรก็ได้ และเพราะโลกเปลี่ยนไปเยอะมาก จะทำอย่างไรให้นกแอร์ต่างไปจากความเป็นธรรมดา เราก็คิดจากว่าคนที่บินเปลี่ยนไปอย่างไร และเราจะเปลี่ยนตัวเองอย่างไร ให้ตัวเองนอกกรอบ

    เพราะนกแอร์ไม่ใช่รายแรก เราเป็นรายที่สาม รายแรก คือ วันทูโก ต่อจากนั้น ท่านนายกฯ ก็ไปซื้อไทย แอร์เอเชีย เข้ามาเปิดในประเทศไทย และหลังจากนั้นการบินไทยก็ตกใจ เรียกให้ผมมาทำ

    วันแรกที่ผมมาทำนกแอร์ การบินไทยยังไม่ได้ให้ต้นทุนมาลงทุนเลย ผมกับเพื่อนอีก 3 คน ลงทุนคนละแสนบาท เพราะฉะนั้นงบฯ เรามีไม่มากเลย อันที่สอง เราต้องเด่นออกมา ถ้าไม่เด่น เราจะจมหายไป โดยต้องวางตำแหน่งของแบรนด์ให้ชัดเจนและเคลียร์ เพราะว่าคนจะไม่จำเบอร์สองเลย จำใครเป็นคนแรกที่เหยียบพระจันทร์ แล้วใครเป็นคนที่สอง ? ถ้าเราเป็นที่สอง คนจะไม่จำเลย เราต้องฉีก และมีคนพูดถึง

    วันแรกที่ผมไปพรีเซนต์ที่สิงคโปร์ ฝรั่งตกใจหมด ไม่เข้าใจคำว่า "นก" เขาบอก โนเค แอร์ไลน์ หรือผมก็บอกเยสโนเค แต่เป็นข่าวทั่วสิงคโปร์ภายในพริบตาเลย ไปถึงบีบีซีที่อังกฤษว่าจะมีโนเค แอร์ไลน์เกิดขึ้นในประเทศไทย ฉะนั้นจะเห็นได้ว่าเราเริ่มต้นจากการที่ใช้ชื่อประหลาดกว่า คนอื่นเขา

    เมื่อเราต้องการจะเป็นนัมเบอร์วันในหัวสมองของคนไทย เราจะวาง โพซิชั่นอย่างไร เวลาที่เขาคิดถึงการเดินทางที่จะเซฟเงินนิดหน่อย จะคิดถึงนกแอร์ก่อน

    แล้วทำอย่างไร ?

    หนึ่ง สำคัญมากสำหรับธุรกิจ เราต้องศึกษาคอนซูเมอร์ของเราจริงๆ ว่าเขาต้องการอะไร สอง ผลิตสิ่งที่เขาต้องการ อันที่สาม ดูว่าคู่แข่งทำอะไรที่ว่ามันห่วย เราจะได้แก้ไขให้ดี เราต้องศึกษาตัวเราเองด้วยเหมือนกันว่าเราห่วยอย่างไร เช่น ผมเองไม่ใช่นักบิน พูดเรื่องการบินผมไม่รู้เรื่องเลย ฉะนั้นต้องศึกษาจุดอ่อนของเรา

    และมีทีมเวิร์ก งานทุกชนิดต้องทำงานเป็นทีม ต้องเอามาผสมผสานกัน คนนั้นเก่ง คนนี้เก่ง แต่ถ้าผสมผสานให้ดีจะถูกต้อง

    การที่เราจะเป็นเบอร์หนึ่งได้นั้น เราจะต้องมีอะไรสักอย่างที่ฉีกจากคู่แข่ง ตอบสนองผู้โดยสารของเราได้ และก๊อบปี้ลำบาก จะก๊อบปี้ก็ต้องใช้เวลา เราต้องเชื่อก่อนว่า เราไม่สามารถบอกคอนซูเมอร์ว่า "เธอต้องไปตามฉัน" แต่เราจะเปลี่ยนตัวเองอย่างไรให้เข้ากับเขาให้ได้

    สมัยก่อนการบินไทย เป็นโดเมสติกเดียวที่ให้บริการ และคนรวย ระดับ A เท่านั้นที่บินได้ B คือระดับกลาง C คือ คนต่างจังหวัดไม่สามารถใช้ได้เลย ส่วนกลุ่ม B มีสิทธิ์นิดหน่อยเพราะสามารถใช้เงินของออฟฟิศจ่ายได้ สมัยนี้เปลี่ยนไป กลุ่มระดับกลางสูงขึ้น เพราะเศรษฐกิจเราดีขึ้น ถ้าเศรษฐกิจดีปุ๊บ กลุ่ม B จะเป็น A มากขึ้น เพราะรวยขึ้น กลุ่ม B จะขยายตามเศรษฐกิจของประเทศไทย และกลุ่ม B เป็นสิ่งที่นกแอร์ต้องการ

    "ในอีกสองปีข้างหน้าจะเห็นชัดว่า การแข่งด้านราคาจะสูงขึ้น กลุ่ม C จะเข้ามาผสมผสานด้วย สิ่งที่ผมต้องการคือจะเข้าไปในกลุ่มที่สาม เราชอบกลุ่มนี้ เศรษฐกิจดีกลุ่มนี้อยากเป็น A เราก็ขยายใหญ่ขึ้น เศรษฐกิจห่วย จนลง เราก็ยังอยู่ เราอยู่ตรงกลางที่พยายามจับทั้งสองตลาด"

    สิ่งที่เกิดด้านลูกค้าของเราคือ 1.นั่งเครื่องบินที่ไม่ตก 2.ถูกหน่อยก็ดี 3.บินบ่อยได้ มีหลายๆ ไฟลต์ ซื้อตั๋วอย่างไรให้ง่าย

    ทำอย่างไรจะให้คนรู้ว่าเราเซฟ เราซ่อมบำรุงการบินไทย โอกาสตกน้อย อันที่สอง เรื่อง destinations เมื่อก่อนเรามีนิดหน่อย เดี๋ยวนี้เพิ่มเป็น 9 destinations แล้ว สังเกตได้ว่าเราครอบคลุมประเทศไทยพอสมควร และในอนาคตอันใกล้จะไปเชียงราย กระบี่ อุบลราชธานี เราต้องชนะใจคนไทย โดยการเป็นนัมเบอร์วันในประเทศให้ได้ เราต้องเป็นสายการบินของคนไทยจริงๆ

    อันที่สอง เราเป็นสายการบินแรกในโลกที่สามารถจ่ายสตางค์ที่เซเว่นฯกับเอทีเอ็มได้ เหตุผลเพราะคนไทยทั้งหลายจ่ายค่าน้ำไฟ ไปจ่ายที่เซเว่นหรือเอทีเอ็มตลอดเวลาเป็นเรื่องปกติ เราเอาตรงนี้มา 1318 คอลเซ็นเตอร์ เซเว่นฯ และเอทีเอ็ม เราเริ่มต้นที่ไทยพาณิชย์ แต่ทุกวันนี้เรามีแบงก์กรุงเทพ กรุงไทย และวันนี้เพิ่มแบงก์ทหารไทยมา แต่เซเว่นฯมี 3,000 เอาต์เลตในประเทศไทย ง่ายขึ้นสำหรับผู้โดยสาร

    "ในเร็วๆ นี้ เราจะร่วมกับดีแทคสามารถบุ๊กตั๋วผ่านเอสเอ็มเอส นี่เป็นนวัตกรรมใหม่สุด และหลังจากลงจากเครื่องบินคุณสามารถคอมเมนต์ได้ว่า ไฟลต์นี้ห่วยหรือดี หรือใครเป็นแอร์ที่น่ารัก หรือน่าเกลียดน่าชัง สามารถ เอสเอ็มเอสมาได้ เราจะเปลี่ยนทันที"

    ที่นี้จะทำอย่างไรให้แบรนด์ของเราเป็นที่จับตาของประชาชนได้เร็วที่สุด เรามีนกทีม พวกนี้เขาทำงานกันวันละ 400 กว่าบาท เขียนว่านกบินแล้วก็วิ่งไปทั่ว คนก็สังเกตว่านี่คืออะไร ก็บอกว่านกเหล็กบินได้ อีกจุดหนึ่งตอนนั้นมีไข้หวัดนกพอดี เราก็บอกไม่มีปัญหา เพราะนกเราไม่ติดหวัด เพราะเป็นนกเหล็ก นั่นก็เป็นสิ่งที่ตื่นเต้นพอสมควร

    เวลาเราไปที่ไหน เราไปอุดรฯเราจะไปเป็นคนอุดรฯ เราไปเชียงใหม่ เราจะเป็นเชียงใหม่ แอร์ของผมสามารถพูดภาษาใต้ได้ เหนือได้ อีสานก็ได้ แต่พยายามจะให้พูดภาษาฝรั่งได้ เขาบอกว่าภาษาฝรั่งของเราไม่ค่อยดี ผมก็พยายามจะให้พูดด้วย ให้พูดอีสาน เหนือ ใต้ พวกนี้เป็นสิ่งที่สำคัญนะครับ และพรีเซนต์ตัวเองว่าชื่อน้องนกตลอด

    เครื่องบินของเราเป็นสิ่งที่สำคัญนะครับ เครื่องบินของเราหน้าตาแปลกประหลาดทุกครั้งที่ออกมา เพราะว่าผมต้องการจะให้เด็กติดใจ เพราะพ่อแม่ไปทีไร ต้องเพิ่มอีก 3 -4 คนเลย ฉะนั้นเด็กจะซื้อของเล่น มีหลายคนเด็กขึ้นเครื่อง แล้วไม่ยอมลง เพราะอยากจะนั่งอยู่บนลูกนก โดยเราจะมีอีก 2 ลำ เกิดในเดือนตุลาฯเป็นสีแปลกอีกแบบหนึ่ง ฉะนั้นเครื่องบินของเราจะมีสีหลากหลาย

    เราโม้นิดหน่อยว่าเราออนไทม์เสมอ แต่จริงๆ แล้วเราก็มีดีเลย์ 8 ชั่วโมง 12 ชั่วโมงเหมือนกัน แต่เราโฆษณาว่าเราออนไทม์ 95% ถามทุกคนว่าใครเป็นสายบินที่ตรงเวลาที่สุด ทุกคนบอกนกแอร์ เพราะเราโฆษณาแบบนั้น ใช้โฆษณาใช้ให้เป็นนะครับ

    สิ่งหนึ่งที่เราทำที่แปลก เรามีช็อปที่เชียงใหม่ ผู้โดยสารทุกคนไม่ต้องแฮงที่แอร์พอร์ต สามารถแฮงที่เซ็นทรัลได้ เพราะสามารถปล่อยภรรยาได้โดยไม่มีการบ่น ท่านดื่มเบียร์รอได้ สำหรับผู้โดยสารที่ไม่มีกระเป๋า แทนที่จะต้องไปรอคิว สามารถใช้พีดีเอล็อกอิน เรามีนกเอ็กซ์ใช้พีดีเอ เช็กอินได้แบบเอ็มเค

    "นกแอร์ไม่มีสตางค์ครับ แต่คู่ค้าของเราเงินเยอะมาก เช่น คุณธนา แฮปปี้ มีเงินโฆษณาปีละ 300-400 ล้านบาท นกแอร์มี 40 ล้านบาท ฉะนั้นเราทำอย่างไร เราเชิญคุณธนามาเป็นพาร์ต์เนอร์และใช้เงินของแฮปปี้มาทำให้เรานะครับ อันนี้เป็นสิ่งที่เราเป็นประโยชน์ เรามีเพิร์ส เบียร์สิงห์ โค้ก นกแอร์อยู่ตรงกลาง แป๊บเดียวเงินเกิดขึ้น เป็นฟิลด์ที่เราไม่ต้องใช้สตางค์"

    และเรา refreshing look เสื้อผ้านกแอร์มันเริ่มเก่า ก็เปลี่ยนแปลง โดยออกตังค์เอง คนละ 300 บาท ไม่สามารถใช้ของบริษัทได้ เพราะไม่มีสตังค์

    อันสุดท้ายเราครบรอบ 2 ปี เราทำกุญแจ เพื่อไปช่วยเด็กที่หัวใจไม่ดี เราใช้เป็น Nok gives life campaign หาเงินได้มากกว่าขายตั๋วอีก เป็นการ Give back to society หมอเราให้บินฟรี ทุกบาทที่ทำไม่ใช่เพื่อกำไรอย่างเดียว แต่จะพยายามช่วยประชาชนในยามที่มีวิกฤตตลอดเวลา เราทำเสมอเลยครับ ให้คนมีโอกาสช่วยกันเองด้วย โดยเราเป็นตัวกลางเชื่อม

    "นกแอร์มี culture blue print อันหนึ่งคือ เป็นนิสัยของตัวผมเองพอสมควรเลยทีเดียว เราจะดำเนินธุรกิจชนิดหนึ่งให้มันเกิดให้มันโตให้มันเร็ว ไว้วางใจ เกิดจากจุดนี้หนึ่งคือ sacrifice ผมเองเป็นคนที่ได้ดี ลูกน้องได้ดีก่อน แต่เจ๊ง เราโดนก่อน เราต้องรักลูกน้องเรา ถ้าไม่รักลูกน้องเรา หรือไม่รัก แบรนด์ของเรา องค์กรมีปัญหาแน่ๆ ตอนนี้เรามี 700 คน ฉะนั้นเราต้องรักและดูแลเขาอย่างพี่น้อง และ keep it fun หลังจากนั้นก็มาจาก attitude ความไว้วางใจ ความกล้า การใช้เบสิกอินสติ้งต์ ทำอะไรด้วยใจตลอดเวลา"

    และเราก็แตกต่างคนอื่นตลอดเวลา นอกกรอบตลอดเวลา ไม่ใช่แค่ cutting costs อย่างเดียว แต่จะทำอย่างไรให้ increase efficiencies มากที่สุด ขณะนี้เรา increase 60% ตลอดเวลา ตั้งแต่เปิดมายอด 18% มาร์เก็ตแชร์ ผมคิดว่าเราคงขยายต่อไปเรื่อยๆ ทำรีเสิร์ชมาคนชอบนกแอร์พอสมควร

    การผลักดันทีมที่ก่อให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรแบบนกแอร์ขึ้นมา ยากไหม และมีวิธีอย่างไร

    อยู่ที่หัวหน้าครับ ถ้าหัวหน้าไม่ทำก็ไม่เกิด หมายความว่าเราต้องไปคลุกคลีกับเขาจริงๆ เช่น นกสนุก เรามีทีมบิลดิ้ง ตลอดเวลา ต้องไปเขาใหญ่ ค่าห้อง 30 บาท ผมนอนกับเขาด้วย เราต้องทำตัวเองให้เหมือนกับเขา การทำทีมที่ถูกต้องต้อง Lead by example only นะครับ

    เคยพูดถึงปรัญชาข้อหนึ่งในการบริหารนกแอร์ คือการคิดให้กว้างและรอบคอบ นั้นเป็นอย่างไร

    คิดให้กว้างและรอบคอบคือ อย่าปิดตัวเอง เพราะทุกอย่างจะเริ่มต้นในการคิด คือ Zero base cost จะทำให้มันเกิดขึ้นได้อย่างไร มันง่ายครับที่จะเอาเงินมาให้ก้อนหนึ่งบอกว่าทำเลย แต่ต้องคิดก่อนว่าถ้าไม่มีเงินเลยต้องทำอะไรบ้าง จะหาพาร์ตเนอร์แบบดีแทคก็ตาม หลังจากนั้นแล้วเราจะแอดเข้ามาอย่างไร เราอย่าปิดตัวเอง อย่าบอกว่าทำไม่ได้ ทุกอย่างในโลกทำได้ เพียงแต่ว่ามันเท่าไรเท่านั้นเอง พวกนี้จะกระตุ้นให้คนคิดหนักขึ้น พยายามมากขึ้น และให้อำนาจเขาไปคิด ความกว้างคือคิดกว้าง รอบคอบคือมีจุดอะไรที่เป็นจุดเสียบ้าง negative มันมีหยินหยาง มันต้องมีทั้งสองฝ่าย ดีหรือไม่ดี เราต้องคิดถึงฝ่ายไม่ดีด้วยแล้วมาแก้ไขกัน

    แก้ปัญหาเรื่องที่ไม่ประสบความสำเร็จอย่างไรบ้าง ?

    ล้มเหลวเหรอครับ ประจำครับ อยากจะทำโน่นก็ไม่สำเร็จ นี่ก็ไม่สำเร็จ แต่สิ่งที่เราต้องการจะทำคือ ทำอย่างหนึ่งคือต้องโปรเทกต์ลูกน้องเรา การที่เป็นผู้นำคือเราโชว์ให้ลูกน้องเห็นว่าเราอ่อนแอไม่ได้ วิธีการของผมคือต้องไปแอบ ไปซ่อนที่ไหนสักแห่งหนึ่งเพื่อปรับตัวเอง ปรับทุกข์กับตัวเอง กับเพื่อนร่วมงานใกล้ชิด ว่ามันไม่เวิร์กเลย นี่คือการแก้ และสร้างกำลังใจกันเองขึ้นมาแล้วก็มาสู้ต่อ ผมบอกแล้วว่ามีหยินกับหยาง มีซักเซสก็ต้องมีเฟล ในชีวิตผมมีหลายอย่างที่เฟล แต่เราต้องพยายามคิดเป็นบวกไว้

    คนที่ใช้วิธีการคิดนอกกรอบ ซีอีโอ หรือตัวผู้นำองค์กรต้องออกมาข้างหน้าอยู่เสมอ เพื่อสร้างจุดเด่น มันเป็นเรื่องจำเป็นหรือไม่ในการคิดนอกกรอบ ?

    จริงๆ แล้วไม่จำเป็น แต่ผมบอกได้เลยว่า คอมมอนของนอกกรอบคือ คนที่เป็นผู้นำจะไม่ชอบนั่งอยู่บนแท่น ผมพนันได้เลยว่าคุณตันไม่ชอบนั่งเฉยๆหรอก อยู่บนแท่น ดูทีวีทุกวันๆ ต้องออกไปเยี่ยม ไปดู ไปคลุกคลี คุณธนาผมก็เคยออกไปกับเขา คุณซิคเว่ (ผู้บริหารดีแทค) ก็ไม่ชอบอยู่เฉยๆ

     
     

    จากคุณ : OnceInTheBlueMoon - [ 14 ส.ค. 49 01:47:18 ]

 
 


ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป



Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | PanTown.com | BlogGang.com