ความคิดเห็นที่ 8
คำปรารภ ดูโหงวเฮ้งด้วยตนเอง"
ก่อนอื่น ขอโอกาสทำความเข้าใจเป็นเชิงปรารภ เพื่อให้ได้รับทราบในเจตนา จุดประสงค์ และข้อความอื่นๆ บางอย่าง แต่จะไม่สาธยายถึงสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อท่านโดยตรง เพื่อเป็นการอวดภูมิ อย่างเช่น วิชา ลักษณะเกิดขึ้นจากไหน มีมานานแล้วกี่พันปี อะไรเหล่านี้ เป็นอาทิ
1. ความหมายของ โหงวเฮ้ง
คำว่า โหวงเฮ้ง แปลความหมายได้ 2 นัย (หนังสือจีนเขียนเป็น 2 ตัว แต่ออกเสียงเดียวกัน) นัยหนึ่ง แปลว่า ธาตุทั้ง 5 ได้แก่ ดิน น้ำ ไฟ ไม้ ทอง ใช้ประกอบการพิจารณาทางลักษณะเหมือนกัน แต่อยู่ชั้นสูง หมายถึงต้องใช้ทางจินตนาการเข้าช่วย ส่วนมากหนักไปในทางผูกดวง เรียกว่า สี่เถียว แปลว่า สี่หลัก คือ วัน เดือน ปี และเวลาเกิดนั่นเอง (มีความแม่นยำพอๆ กับดวงไทย)
ส่วนอีกนัยหนึ่ง แปลว่า ลักษณะ 5 อย่าง ได้แก่ จมูก ปาก คอ หู คิ้ว และนัยน์ตา แต่ที่เรียกดังนี้ เพราะอวัยวะทั้ง 5 ดังกล่าว เป็นจุดสำคัญมากกว่าอย่างอื่น และอยู่ในที่ที่เห็นได้ชัด
ความจริงดูกันทั้งตัว ตลอดจนการกิน การนอน กิริยา ท่าทาง เดิน นั่ง เฉพาะบนใบหน้า มีตำแหน่งรวม 130 จุด เพื่อไม่ให้เกิดความเบื่อหน่าย ผมจะเลือกสรรแต่จุดสำคัญที่เหมาะสมแก่โลกปัจจุบันมาเสนอ
2. การใช้ศัพท์
ตำราโหงวเฮ้งจีนได้ตกทอดมาหลายสมัย แต่ละยุค แต่ละสมัยใช้ศัพท์ในการเรียกชื่ออวัยวะแตกต่างกันออกไป ส่วนมากเรียกตามความหมายทางจินต ภาพอย่างเช่น หน้าผาก เรียกว่า ท้องฟ้า, คาง เป็น แผ่นดิน, จมูก เป็นภูเขา, ปาก เป็น ทะเล, ติ่งหู เป็น ลูกแก้ว, ทั้งนี้จะเรียกจามตำรา เพื่อให้เกิดจินตนาการ ก็เกรงว่าจะทำความยุ่งยากในการจดจำ จึงใช้ชื่อธรรมดาที่เรียกกันเคยชิน
3. เกี่ยวกับการใช้สำนวน
การเขียนหนังสือที่เป็นวิชาการ ควรใช้ศัพท์สูง สุภาพ สำรวม เพื่อให้สมกับฐานะ แต่ทั้งนี้จะเกิดบรรยากาศแห้งแล้ง เคร่งเครียด น่าเบื่อหน่ายในการอ่าน ที่จะเขียนด้วยสำนวนชาวบ้านธรรมดา เพื่อให้เข้าใจง่าย หรือคึกคะนองเพื่อให้เกิดสนุก ชวนอ่าน ก็จะเกิดการกระทบกระเทือนถึงความศักดิ์สิทธิ์ของเนื้อหาสาระ ถ้าจะเขียนโน้มมาในแนวไสยศาสตร์ ลี้ลับ มหัศจรรย์ ก็จะพากันเข้ารกเข้าพง ทำให้เชื่อถือในทางงมงาย
ยิ่งไปกว่านี้ การบรรยายก็ดี การเปรียบเทียบก็ดี เขียนยาวเกินไปจะเข้าทำนองยืดยาดน่ารำคาญ ถ้าเขียนสั้นไปจะไม่เข้ากระแสความ ก็จะอ่านกันไม่รู้เรื่อง ปัญหาต่างๆ เหล่านี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ตัดสินใจยากสักหน่อย แต่อย่างไรก็ตาม ได้เลือกทางออกเท่าที่เห็นควร ถ้าไม่ถูกใจ หรือไม่ตรงกับทัศนะของท่านอยู่บ้างก็ขอให้เห็นใจ และให้อภัย
4. เนื้อแท้ของวิชาดูลักษณะเชื่อถือได้
การดูจากลักษณะของอวัยวะต่างๆ ให้รู้ถึงนิสัยใจคอและฐานะความเป็นอยู่ ตลอดจนพื้นเพ วาสนานั้น เป็นสิ่งที่ทำได้โดยแนวและหลักทางวิทยาศาสตร์อย่างแน่แท้ เพราะอวัยวะของมนุษย์แต่ละชิ้น แต่ละหน่วย ทำงานตามหน้าที่ของมันโดยเฉพาะ และแสดงความหมายตามลักษณะที่มีกฎเกณฑ์ตายตัว เมื่อต้องการทราบชีวิตในด้านใด เราก็เก็บข้อมูลจากกฎเกณฑ์ลักษณะมาประมวลเข้าด้วยกัน ผลที่ประมวลนั้น คือคำตอบที่เราต้องการ พูดให้ชัดคือ ความหมายแสดงออกของลักษณะต่างๆ ที่มีกฎเกณฑ์นั้น เสมือนหนึ่งตัวอักษรที่บรรยายถึงสภาพแห่งชีวิต ทุกแง่ ทุกมุมของแต่ละบุคคล และตามลักษณะของแต่ละบุคคลที่มีลักษณะแตกต่างกัน
5. สาเหตุที่ไม่แพร่หลาย
เมื่อลักษณะศาสตร์จัดอยู่ในแขนงวิทยาศาสตร์ดังกล่าวในข้อ 4 เหตุใดจึงไม่แพร่หลายเท่าที่ควร
ประการที่ 1. เนื้อหาสาระของมนุษย์มีความยุ่งยากซับซ้อนแค่ไหน เห็นจะไม่ต้องอธิบาย เพราะเราเจอมันอยู่ทุกวัน หนังสือตำราที่เกี่ยวกับด้านนี้ ได้เขียนไปตามสภาพที่ยุ่งเหยิงแล้ว ยังเพิ่มความลี้ลับขึ้นอีก ทั้งนี้ นอกจากอ่านเข้าใจได้ยาก ทำให้มีคนอ่านน้อยแล้ว ยังทำให้ชนทั่วไป บังเกิดมโนภาพเห็นเป็นไสยสาสตร์
ประการที่ 2. เป็นกฎธรรมชาติอย่างหนึ่ง บุคคลใด เมื่ออยู่ในสภาวะที่หาได้ จ่ายคล่อง หรือมีฐานะอยู่อย่างบรมสุขแล้ว มักจะไม่เชื่อว่าโลกนี้มีอะไร หากมีความสนใจบ้าง ก็เกิดความกลัวในด้านความยั่งยืนของฐานะ มิได้เกิดจากความสนใจในด้านการศึกษา บุคคลที่ตกอยู่ในยามล้มลุกคลุกคลาน ยากจนขัดสน แม้จะเกิดความสนใจอย่างแท้จริง ก็ไม่มีโอกาสจะศึกษา
6. เป็นสิ่งที่จำเป็นแก่คนทุกชั้น
เมื่อลักษณะของมนุษย์สะท้อนถึงนิสัย ความประพฤติ และจุดอ่อน ตลอดจนความสามารถในด้านต่างๆ ได้เป็นอย่างดี (ดังความในข้อ 4) และด้วยเหตุที่ต่างมีลักษณะไปเป็นคนละแบบ จึงทำให้ต่างมีความสามารถไปคนละทาง งานใดที่ใช้ความสามารถของแต่ละคนได้ถูกทาง หรือถูกลักษณะ งานนั้นย่อมเกิดประสิทธิภาพ และเจริญรุ่งเรืองได้รวดเร็ว เพื่อให้เลือกจัดคนประจำงานได้เป็นที่เหมาะสม วิชาดูลักษณะจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับบุคคลชั้นบริหาร
การคบเพื่อน หาแฟน หรือเลือกคู่ครอง (สำคัญ) ถ้าได้รู้อุปนิสัย ความประพฤติต่างๆ ของกันและกันแล้ว ย่อมนำพาให้ถึงโลกราบรื่น หรือไม่เกิดการเสียใจภายหลัง นี่เป็นสิ่งจำเป็นในด้านสังคม
การอยู่รอดของชีวิตในโลกมนุษย์ปัจจุบัน ตกอยู่ในภาวะที่ต้องชิงไหวชิงพริบ แข่งขันต่อสู้ บ้างก็ถึงขั้นตะลุมบอน การแข่งขันก็ดี การต่อสู้ก็ดี ถึงแม้ขั้นตะลุมบอนก็ดี ถ้าเรารู้จักจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ หรือแก้จุดอ่อนของตนเองแล้ว ชัยชนะก็จะตกอยู่ในกำมือของเรา ที่ควรศึกษาเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ หรือได้เปรียบในด้านทั่วๆ ไป
7. จุดประสงค์
เนื่องจากมนุษย์ได้เกิดเพิ่มจำนวนมากขึ้น ประกอบกับวัตถุเจริญเป็นสิ่งยั่วยุ ต่างคนต่างเพิ่มภาระในการแสวงหา เพื่อให้ทันกันหรือไม่น้อยหน้ากัน ต่างทำให้มีเวลาเพื่อการอื่นน้อยลงเพื่อให้เหมาะสมกับกาลเทศะ จึงได้พยายามมุ่งหาทางลัด เพื่อพาให้ท่านถึงจุดมุ่งหมายปลายทาง โดยไม่ต้องเสียเวลามากนัก เพื่อให้ทันอกทันใจ หรือทางลัดสมชื่อ ได้จัดรูปลักษณะบุคคล 12 ประเภท มาเสนอเป็นอันดับแรก ท่านอาจจะใช้เวลาเพียงเล็กน้อย ก็สามารถทำการวิเคราะห์ได้แล้ว ทั้งนี้มิได้เป็นกลอุบายเพื่อล่อใจ แต่เป็นวัตถุประสงค์เพื่อให้ท่านได้รับทราบในส่วนใหญ่หรือโครงสร้างเสียก่อน แล้วค่อยรับทราบในเนื้อหาที่มีความละเอียดพิสดาร (กายวิภาคและอวัยวะอื่นๆ ) ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่ผลิตลักษณะต่างๆ ทั้งเป็นปัจจัยที่สำคัญ ในการวิเคราะห์ที่ถูกต้องแม่นยำ ขอให้เข้าใจตามนี้ และขอเน้นถึงรูปลักษณะ 3 ประการแรก คือ ประเภท สามเหลี่ยม วงกลม สี่เหลี่ยม นั้น เป็นลักษณะหลัก จงทำความเข้าใจให้ดีเพราะจะถูกอ้างถึงอยู่บ่อยๆ
8. จุดหัวใจของการศึกษา
เป็นกฎธรรมชาติอีกอันหนึ่ง ที่มนุษย์มีสันดานไม่อยากให้ตัวเองมีจุดอ่อน (หมายถึงจุดหนึ่งจุดใดที่มีลักษณะบ่งความหมายไปในทางเสีย หรือไม่ดี) ไม่อยากรับรู้ว่าตนเองมีจุดอ่อน ถึงแม้รู้ก็พยายามหาทางปกปิดเพื่อความสบายใจ สรุปว่า จุดอ่อน เป็นสิ่งไม่พึงปรารถนาของทุกคน ดังนั้น จึงยากจะแนะนำให้เข้าใจต่อจุดอ่อนในทัศนะใหม่ และควรปฏิบัติต่อมันอย่างไร
8.1 ผู้ที่ศึกษาใหม่ มักจะมันปาก ชอบวิจารณ์คนโน้นคนนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางจุดอ่อน เพราะจุดอ่อนเห็นได้ง่ายกว่า ทั้งนี้ ขอแนะนำว่า ถ้าเราไม่แน่ใจในความเข้มแข็งแห่งกำลังใจของผู้ที่ถูกวิจารณ์พอ ก็ควรสำรวมวาจาให้มาก เพราะจะเท่ากับก่อความทุกข์ใจให้กับผู้ฟังแล้ว บางทีอาจถึงขั้นโกรธเคืองกันขึ้น ความจริง เมื่อพบจุดอ่อน ยังไม่ควรทึกทักเสียทันที ต้องวิเคราะห์จุดที่สัมพันธ์ว่ามาในแบบส่งเสริม หรือบั่นทอนเสียก่อนจึงจะตัดสินได้
8.2 ขณะอ่าน ถ้าจุดอ่อนใด เกิดตรงกับลักษณะของตัวก็อย่าได้วิตกกังวลหรือเกิดความหดหู่ทางใจขึ้น เพราะยังไม่แน่ตาม ข้อ 8.1 ถึงแม้เป็นจุดอ่อนที่แท้จริง ก็ควรยอมรับความจริงและเผชิญหน้ากับมันด้วยความกล้าหาญ ทั้งปีติยินดีที่ค้นพบจุดอ่อนของตัว ซึ่งทำให้มีโอกาสปรับปรุงหรือขจัดให้พ้นไปจากตัวเราได้ ทั้งนี้ นับว่าเป็นหัวใจของการศึกษา ดังคำบรมครูที่กล่าวไว้ตอนปิดตำราว่า บ้อเสี่ยงอู๋ซึมเสี่ยว สุ่ยซิมแซ แปลความว่า ลักษณะไม่ดี มีกำลังใจดี ลักษณะจะดีขึ้นตามกำลังใจ
ขอจบคำปรารภเพียงนี้ เชิญแกะลายแทงด้วยความสนุก ผลสำเร็จอยู่ที่ความสนใจ มุมานะอดทน และพยายาม ขอให้ประสบผลดีตามความปรารถนา
................................................................................................................
จาก ดูโหงวเฮ้งด้วยตัวเอง อ.ชิน หัตถเวทย์ เรียบเรียง
จากคุณ :
ลุงแอ็ด
- [
14 ส.ค. 49 22:21:41
]
|
|
|