Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com | Torakhong.org | GameRoom


    เรื่องเล่าจากจีน

    อาหารสมอง  วีรกร ตรีเศศ Varakorn@dpu.ac.th  มติชนรายสัปดาห์  วันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 27 ฉบับที่ 1369

    มีคนถามผมว่าทำไมชอบเขียนเรื่องอินเดียและจีนบ่อยๆ คำตอบง่ายๆ ก็คือ เพราะมันเป็นเรื่องสนุก ส่วนคำตอบจริงจังก็คือสองประเทศนี้จะเป็นยักษ์ตัวโตที่จะมีอิทธิพลต่อโลกอย่างยิ่งในเวลาไม่เกิน 10 ปีข้างหน้า และประการสำคัญอยู่ใกล้บ้านเรามาก ดังนั้น ผลกระทบจึงกว้างไกลอย่างที่ยากจะพรรณนาได้ ครอบครัวใดหรือใครที่สามารถปรับตัวได้อย่างสอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงก็จะอยู่ได้อย่างสบายมากๆ

    ขอออกตัวก่อนว่าผมไม่ใช่คนบ้าคลั่งจีน ประเภทอะไรของจีนดีไปหมด แต่มั่นใจว่ามองด้วยสายตาที่เป็นกลาง วันนี้ขอนำข้อมูลที่ได้ยินจากการบอกเล่าของคนจีนและคนไทยจากการไปเมืองจีนเมื่อเร็วๆ นี้เล่าสู่กันฟัง ข้อมูลอาจคลาดเคลื่อนบ้างในรายละเอียด แต่มั่นใจว่าในภาพรวมแล้วถูกต้อง

    หลังจากที่ได้เห็นอะไรหลายอย่างของจีนแล้ว ผมรู้สึกหวาดหวั่นแทนลูกหลานไทยในอนาคตอันใกล้เป็นอันมาก เพราะปัจจุบันจีนสามารถผลิตสินค้าสารพัดชนิด คุณภาพดีขึ้นเป็นลำดับออกมาขายเกลื่อนไปหมด

    ใครที่เข้าใจว่าจีนยังอยู่ในขั้นตอนของการผลิตลอกเลียนแบบสินค้าต่างประเทศ หรือรับจ้างผลิตสินค้าทั้งหมดให้บริษัทต่างชาตินั้นเป็นการเข้าใจผิด สำหรับสินค้าส่วนหนึ่งอาจเป็นจริง แต่สำหรับสินค้าอีกจำนวนมากนั้นจีนก้าวไปถึงขั้นดีไซด์และสร้างขึ้นมาเองแล้ว

    นักศึกษาจีนเก่งๆ ที่ได้รับทุนรัฐบาลไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่ตอนต้นทศวรรษ 1980 รวมแล้วกว่า 100,000 คน เมื่อเรียนจบแล้วรัฐบาลก็ยอมให้ทำงานได้อย่างเสรี ดังนั้น ในรอบกว่า 20 ปีที่ผ่านมาคนเก่งๆ เหล่านี้จึงทำงานในภาคเอกชนในสหรัฐอเมริกาจนมีความรู้และความชำนาญแตกฉานในเรื่องต่างๆ มากมาย บัดนี้บางส่วนของคนเหล่านี้เริ่มทยอยกลับบ้านเพื่อไปสร้างธุรกิจของตัวเอง มีจำนวนหลายคนมากได้เป็นมหาเศรษฐีไปแล้ว

    ผมขอเล่าสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในจีนที่ได้ยินมา ดังนี้ (1) จีนผลิตเฟอร์นิเจอร์ด้วยสารพัดวัสดุ สวยงาม ราคาถูก เพื่อการใช้ภายในประเทศและส่งออก การผลิตเช่นนี้ได้ก็ต้องมาจากความรู้ในเรื่องช่างกล วัสดุ วิธีการผลิต ฯลฯ ในเมืองซุ่นเต๋อในมณฑลกวางเจามีร้านขายเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้เรียงกันเป็นแถวยาวถึง 10-20 กิโลเมตรทีเดียว ราคามีตั้งแต่แพงสุดเป็นแสนๆ บาทจนถูกแค่ 500-600 บาท ลักษณะเดียวกันนี้ก็เกิดขึ้นในบริเวณชานเมืองปักกิ่ง และหลายเมืองใหญ่ๆ ของจีนเช่นเดียวกัน

    (2) จีนได้คิดค้นไฟประดับเป็นสายเรียงตัวด้วยหลอดเล็กๆ ที่เป็น LED หลอด LED เหล่านี้ให้สีสันที่ชัดคม และเปลี่ยนสีไปมาได้ตลอด ขณะนี้มีในบ้านเราน้อยแห่งเนื่องจากมีราคาสูง แต่ปัจจุบันมีการขายกันในกวางเจา เหมาขายเป็นกิโลกรัมและส่งถึงเมืองไทยอย่างสะดวกเลย เข้าใจว่าในเวลาอีกไม่นานนี้จะมีราคาถูกลงและเห็นกันจนชินตา

    (3) ในเมืองอู้อี่ มณฑลเจ๋อเจียงมีกลุ่มโรงงานผลิตหลอดไฟประดับต้นคริสต์มาส และผลิตต้นคริสต์มาสเทียมส่งออกไปขายในสหรัฐอเมริกามากขนาดเกือบเท่าครึ่งหนึ่งของตลาด นอกจากนี้ ยังส่งไปตลาด EU อย่างมหาศาลอีกด้วย เรียกว่าเมืองเดียวครองตลาดใหญ่โตมาก สินค้าเหล่านี้มีราคาเพียงหนึ่งในสามของที่ผลิตในสหรัฐอเมริกาและยุโรป

    (4) ในเรื่องอุดมศึกษาก็ไม่เบา ที่เมืองหนานชังในมณฑลเจียงสี มีมหาวิทยาลัย 8 แห่งใหญ่เป็นฐานการวิจัยของกลุ่มอุตสาหกรรม (คล้าย Silicon Valley ในแคลิฟอร์เนีย และบริเวณรอบมหาวิทยาลัย Tsukuba ในญี่ปุ่น)

    ทั้งประเทศจีนมีสถาบันอุดมศึกษาที่ประสาทปริญญาตรีขึ้นไปประมาณ 1,700 แห่ง มีที่ให้นักเรียนมัธยมปลายที่ประสงค์เข้าเรียนได้ประมาณต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมด ในขณะนี้มหาวิทยาลัยจีนจึงมีที่เรียนไม่เพียงพอที่จะรับมือ ดังนั้น ทั้งประเทศจึงมีการสร้างหรือขยายมหาวิทยาลัยกันทั่วไปหมด

    ผมได้มีโอกาสไปดูร้าน Wal-Mart ที่เมือง Xiamen ในมณฑลฟูเจี้ยน (ฮกเกี้ยน) ที่อยู่ตรงข้ามไต้หวัน ร้านนี้ใหญ่โตขนาด 2-3 ชั้นของเซ็นทรัลลาดพร้าว เมื่อได้เห็นร้านนี้แล้วจึงรู้ว่าจีนไปไกลแค่ไหน

    Wal-Mart เป็นดีพาร์ตเมนต์สโตร์ที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา ครอบครัว Walton ของ Sam Walton เป็นเจ้าของ ก่อตั้งจากร้านเล็กๆ ในรัฐ Arkankas ในปี 1960 Wal-Mart บุกไปจีนอย่างประสบความสำเร็จ เท่าที่เห็นนั้นสินค้านำเข้าจากต่างประเทศแทบ ไม่มี สินค้าทั้งหมดผลิตในจีนโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มอาหารนั้นมีการบรรจุหีบห่อที่สวยงามแน่นหนา ดูสะอาดน่าบริโภค มีการคัดสรรคุณภาพและขายในราคาที่ถูกกว่าบ้านเราพอควร

    ที่ทึ่งก็คือมีการขายไข่พะโล้ ไข่เยี่ยวม้า (สีดำ สีเขียวแก่ออกฟ้า) แยกเป็นลูกๆ ในราคาถูกโดยบรรจุในพลาสติคสุญญากาศสะอาดสวยงามเช่นเดียวกับแฮม หมู ขาเป็ดอบรมควัน ฯลฯ ทุกสิ่งวางอยู่บนชั้นที่สะอาด จัดวางเป็นระเบียบแบบล่อตาล่อใจ

    เมื่อเห็นสินค้าใน Wal-Mart ในจีนแล้ว ก็มองเห็นกระบวนการผลิต คัดสรร บรรจุ จัดซื้อจัดจ้าง ออกแบบ ที่ใหญ่โตมโหฬารกระจายไปทั่วจีน รับประกันว่าถ้าใครเห็นสินค้าของ Wal-Mart จีนแล้วจะตื่นตาตื่นใจเมื่อเปรียบเทียบกับการบรรจุหีบห่อของจีนเมื่อสมัยก่อน ผมไม่แน่ใจว่าสินค้าแบบเดียวกันของไทยจะสู้ Wal-Mart ของจีนได้หรือไม่ในเรื่องการบรรจุภัณฑ์และการดีไซน์หีบห่อ

    คาดว่าจีนจะมีการเปิดร้านดีพาร์ตเมนต์สโตร์แบบนี้อีกมากในอนาคตเพราะมีสถิติว่าปัจจุบันจีนมีอยู่เพียง 1.75 ร้านต่อประชากรหนึ่งล้านคน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ต่ำกว่าโลกตะวันตกเป็นอันมาก

    ภายใต้การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจที่รวดเร็วของจีนตลอดระยะเวลากว่า 15 ปีที่ผ่านมา ปรากฏการณ์หนึ่งที่คล้ายบ้านเราได้เกิดขึ้นแล้วอย่างน่าใจหาย นั่นก็คือในหลายหมู่บ้านชนบทที่ห่างไกลมักมีแต่ผู้สูงอายุกับเด็กเล็ก โดยลูกๆ ไปทำงานในเมือง หลายคนทิ้งลูกไว้ให้เลี้ยงและมาเยี่ยมน้อยครั้งมาก อีกทั้งยังส่งเงินมาให้พ่อแม่เป็นจำนวนที่จำกัดมาก จนพ่อแม่ต้องทำงานหนักเพื่อเลี้ยงหลาน

    สังคมจีนกำลังเปลี่ยนแปลง ประเพณีเก่าแก่กว่า 2,500 ปี ของความกตัญญูต่อพ่อแม่กำลังล่มสลายในบางท้องถิ่น ลูกๆ ให้ความสนใจแก่ลูกของตนซึ่งมีเพียงคนเดียวมากกว่าพ่อแม่สูงอายุ การแข่งขันเพื่อไปสู่ความสำเร็จนั้นดุเดือดมากเพราะมีประชาชนมากมาย เด็กเล็กๆ จึงถูกจับให้เรียนหนังสือหนัก เรียนพิเศษ เรียนเปียโน ดนตรี ภาษาอังกฤษ ฯลฯ เหมือนชนชั้นกลางบ้านเรา จนมองข้ามพ่อแม่ของตนไป

    คนจีนสูงอายุที่ถูกทอดทิ้งเหล่านี้อยู่ในชนบทเป็นส่วนใหญ่ (จีนมีประชากรอายุเกิน 60 ปี 147 ล้านคน และร้อยละ 80 อยู่ในชนบท) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมณฑลอันฮุย เสฉวน หูเป่ย หูนาน ซึ่งมีแรงงานอพยพเข้าไปทำงานในเมืองเป็นจำนวนมาก (แรงงานอพยพภายในประเทศเหล่านี้มีจำนวนประมาณ 150 ล้านคน)

    ถ้าบ้านเราไม่เตรียมตัวกันให้ดีใน 10 ปีข้างหน้า จะเหลือก็แต่สิ่งที่เรียกว่า Non-Tradable Goods (ต้องเดินทางมาจึงจะบริโภคได้ เช่น ท่องเที่ยว) เท่านั้นที่เราจะขายได้ดีสินค้าสำคัญเช่นชิ้นส่วนเครื่องไฟฟ้า คอมพิวเตอร์ที่เราเอามาประกอบขาย แผงวงจรไฟฟ้า ฯลฯ ที่เป็นสินค้าส่งออกสร้างรายได้สำคัญจะพบความลำบากยิ่งเมื่อต้องแข่งกับจีน



    น้ำจิ้มอาหารสมอง

    The reason why we have two ears and only one mouth is that we may listen the more and talk the less.

    เหตุผลว่าทำไมเรามีสองหูและเพียงหนึ่งปากเท่านั้น ก็คือให้เราฟังมากขึ้นและพูดน้อยลงนั่นเอง

    http://nidambe11.net/ekonomiz/2006q4/2006november10p11.htm

     
     

    จากคุณ : OnceInTheBlueMoon - [ 11 พ.ย. 49 02:57:16 ]

 
 


ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป



Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com | Torakhong.org | GameRoom