แนวคิดของ Blue Ocean มาจากนักวิชาการสองคนชื่อ W. Chan Kim และ Renee Mauborgne ซึ่งทั้งคู่เป็นอาจารย์จาก INSEAD สถาบันทางด้านบริหารธุรกิจชื่อดังในฝรั่งเศส
การแข่งขันธุรกิจที่พบเห็นอยู่ทั่วไปในปัจจุบัน ส่วนมากจะอยู่ในรูปแบบของ Red Ocean Strategy เนื่องจากบริษัทแต่ละรายก็จะมุ่งเน้นจะเอาชนะคู่แข่งอื่นๆ เพื่อที่จะแย่งชิงลูกค้ามาให้ได้มากที่สุด และทำให้ได้กำไรมากที่สุด และแนวทางที่สำคัญที่จะเอาชนะคู่แข่งให้ได้ก็คือ จะต้องดูว่าคู่แข่งของเราทำอะไรบ้าง สินค้าและบริการของคู่แข่งเป็นอย่างไร เมื่อคู่แข่งออกสินค้าหรือบริการอะไรใหม่ออกมา เราก็จะต้องทำตามและออกมาบ้าง เพื่อไม่ให้น้อยหน้าคู่แข่ง เมื่อวงจรนี้เกิดขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายสินค้าและบริการในอุตสาหกรรมก็จะมีลักษณะที่เหมือนกัน หาความแตกต่างไม่ค่อยได้ และนำไปสู่การแข่งขันทางด้านราคาเป็นหลัก ซึ่งทำให้คู่แข่งทุกรายในอุตสาหกรรมเสียประโยชน์ เกิดการฟาดฟันกันของสงครามราคา ทำให้แต่ละฝ่ายบาดเจ็บ ซึ่งเป็นที่มาของ Red Ocean Strategy
ส่วนแนวคิดแบบ Blue Ocean Strategy นั้น เป็นการหลีกเลี่ยงการฟาดฟันกันของสงครามราคา เพื่อป้องกันการบาดเจ็บของแต่ละฝ่าย โดยจะไม่มุ่งเน้นที่จะตอบสนองต่ออุปสงค์ที่มีอยู่ แต่จะเน้นในการสร้างความต้องการหรืออุปสงค์ขึ้นมาใหม่ (Demand Creation) โดยไม่สนใจและให้ความสำคัญกับคู่แข่งเดิมๆ ที่อยู่ในอุตสาหกรรม เป็นการสร้างความต้องการของลูกค้า และอุตสาหกรรมใหม่ขึ้นมา ก่อให้เกิดประโยชน์หรือคุณค่าทั้งต่อองค์กรเองและลูกค้า โดยลูกค้าก็จะได้รับคุณค่าที่ก่อให้เกิดความแตกต่าง ในขณะที่องค์กรก็จะลดต้นทุนในส่วนที่ไม่จำเป็น
Blue Ocean Strategy มีหลักการสำคัญอยู่สี่ข้อคือ
1.การขจัด (Eliminated) ของบางอย่างที่เราเคยคิดว่า ลูกค้าต้องการ แต่จริงๆ แล้ว ในปัจจุบันลูกค้า อาจจะไม่มีความต้องการเลยก็ได้
2.การลด (Reduced) การลดคุณค่าบางอย่าง ที่เราคิดว่าลูกค้าไม่ต้องการมากนัก ให้ต่ำกว่าคนอื่น
3.การยก (Raised) ปัจจัยบางอย่างที่เราคิดว่าจะช่วยเพิ่มคุณค่าได้ แต่ไม่ใช้ต้นทุนมากนัก ให้สูงกว่าคนอื่น
4.การสร้าง (Created) คุณค่าบางประการที่ไม่เคยมีการนำเสนอ ในกลุ่มธุรกิจมาก่อน เพื่อสร้างความแปลกใหม่ให้เกิดขึ้น
นอกจากนี้ Blue Ocean Strategy ยังฉีกความคิดเดิม ของ Michael Porter เรื่อง Competitive Strategies ที่ว่าธุรกิจ ต้องเลือกว่า จะนำเสนอ Differentiation (สร้างความแตกต่าง ของดี มีคุณค่า ราคาแพงหน่อย) หรือเลือก กลยุทธ Low cost (เน้นเป็นผู้นำทางด้านราคาถูก ^^") ซึ่งตามหลักการนี้ การที่จะทำให้ได้มาซึ่งสิ่งหนึ่ง ต้องยอมสูญเสียอีกสิ่งหนึ่งไป คือ การที่จะลดต้นทุนของอุตสาหกรรมให้ได้มากที่สุด ต้องยอมแลกด้วย คุณค่าและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ลดน้อยถอยลง (สองสิ่งนี้มักจะสวนทางกันเสมอ)
แนวความคิดของ Blue Ocean Strategy กลับตรงกันข้ามคือ ทำอย่างไรก็ได้ ที่จะสามารถ ลดต้นทุนของผลิตภัณฑ์หรือบริการ ให้ต่ำลง แล้วยังสามารถเพิ่มคุณค่าบางอย่างให้สูงขึ้น โดยคุณค่านั้นต้องสำคัญมากพอ ที่จะสร้างความพอใจของลูกค้าได้มากพอสมควร เพื่อชดเชยกับคุณค่าที่น้อยลงจากการลดต้นทุน แล้วยังทำให้คุณค่าโดยรวมของผลิตภัณฑ์หรือบริการ สูงมากพอที่จะทำให้ลูกค้าพอใจที่จะเลือกใช้ สินค้าหรือบริการของเรา
นอกจากนั้น Blue Ocean Strategy ยังใส่ใจกับแนวความคิดทางการตลาด ที่ให้ความสำคัญกับผู้ที่มีอิทธิพลในการซื้อค่อนข้างมาก โดยจะมองว่า ทำอย่างไรก็ได้ ให้สินค้าหรือบริการของเรา ถูกใจผู้ที่มีส่วนในการตัดสินใจซื้อ สินค้าหรือบริการนั้นๆ ให้มากที่สุด เช่น สินค้าในอุตสาหกรรมของเล่นเด็กเล็ก ก็จะเน้นการตัดสินใจของผู้ปกครอง มากกว่าที่จะเอาใจตัวเด็กเอง เช่น ต้องมีความปลอดภัยต่อเด็กเล็ก เป็นต้น
ตัวอย่างที่ผมว่า เห็นชัด ก็ Nintendo Wii ไม่แข่งประสิทธิภาพการแสดงผล กับ Play3 Xbox360 (ซึ่งฟาดฟันกันจนต้องเน้นทำกำไรจากการขายแผ่นเกมส์ มากกว่ากำไรจากตัวเครื่อง) ทำให้ทำราคาได้ถูก แต่เพิ่ม value innovation จากความสนุกในการเล่น เน้นการบังคับที่แปลกใหม่ (จอยรีโมทไร้สาย) ที่ใช้แทนเบ็ดตกปลา จอยตีกลอง ปืน และอื่นๆ อีกหลายแบบ ตัวเครื่องก็ไม่มีสายระโยงระยางเกะกะ เจาะกลุ่มแม่บ้าน จะได้ไม่ต้องมาปวดหัวต่อเครื่องให้ลูก แล้วเกมส์ที่เล่นก็เป็นเกมส์ง่ายๆ สนุกๆ แบบที่สาวๆ ชอบเล่นกัน เพราะแม่บ้านมีส่วนในการตัดสินใจซื้อ มากกว่าตัวเด็กเอง (เป็นคนเลือกของเล่นให้ลูก)
ที่มา.. ดัดแปลงมาจากหลายๆ เวป ที่จำได้ก็มี ผู้จัดการรายสัปดาห์ กับกรุงเทพธุรกิจ เอามายำกันส่งอาจารย์ ^^"
แก้ไขเมื่อ 19 พ.ค. 50 17:16:54
แก้ไขเมื่อ 19 พ.ค. 50 17:12:13
แก้ไขเมื่อ 19 พ.ค. 50 17:05:05