Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com | Torakhong.org | GameRoom


    บอกเล่าเก้าสิบ 3 - แล้วก็ต้องเลิกกิจการ (อีกแล้ว)

    มาเล่าต่อครับ ถ้าการขายยาทางเน็ตทำรายได้ขนาดนั้นแล้วทำไมผมถึงเลิก หลังจากขายมาได้สักระยะหนึ่งผมก็เริ่มเจอปัญหาครับ ลูกค้าเมล์มาบอกว่ายาที่ส่งไปโดนยึดบ้าง ตีกลับมาบ้างเพราะไม่อนุญาตให้นำเข้าประเทศนั้นๆ ตอนนั้นผมก็ยังไม่ได้คิดอะไรครับ คิดว่าเป็นที่กฏหมายแต่ละประเทศแน่ๆเลย ก็เลยประกาศในเว็บไซต์ของตัวเองว่าลูกค้าต้องมั่นใจว่า ยาที่สั่งสามารถนำเข้าในประเทศนั้นๆได้ มิเช่นนั้นจะไม่รับผิดชอบใดๆทั้งสิ้น สิ่งที่ผมเจออีกอย่างคือ จากตอนแรกๆก็มียาหลายๆตัวที่ลูกค้าสั่ง แต่ไปๆมาๆก็เหลือแค่ยาตัวเดียวก็คือไอ้ตัวที่ผมขายได้ตัวแรกนั่นแหละที่มีคนสั่งมาเรื่อยๆ จนหลังๆผมขายอยู่ตัวเดียวเลยครับ

    ปัญหาอย่างที่สองที่ตามมาคือ เจ้าของเว็บไซต์ที่ผมเช่าอยู่นั้นเริ่มไม่มั่นใจว่าผมทำธุรกิจถูกกฏหมายหรือเปล่า เพราะมียอดขายสูงมากๆ เลยโทรมาคุยกับผมเลยนะครับว่าจะขอเอาเว็บขายยาผมออก หรือไม่ก็ขอให้ผมเปลี่ยนไปขายอย่างอื่นแทน ตอนนั้นในใจก็คิดว่า “เรื่องอะไร รายได้ขนาดนี้ใครจะปล่อยไปง่าย” ก็เลยบอกไปว่า โอเคผมจะเปลี่ยนกลับไปขายซีดีแล้วกัน ตอนนั้นผมไม่กลัวแล้วครับเพราะลูกค้าส่วนใหญ่เป็นลูกค้าประจำ ที่ผมต้องทำก็แค่ให้ลูกค้าออร์เดอร์มาทางเมล์ แล้วเข้าไปเลือกซื้อซีดีสักแผ่นในเว็บผม แล้วจ่ายเงินให้ตรงกับจำนวนเงินค่ายาที่สั่งผมก็พอ ทุกอย่างก็เป็นไปด้วยดีครับ เจ้าของเว็บที่ผมเช่าอยู่อาจจะงงอยู่บ้าง ว่าเปลี่ยนไปขายซีดีแล้วยอดขายก็ยังดีอยู่เลย แต่เค้าก็คงสบายใจแล้วล่ะครับ หลังจากวันนั้นก็ไม่โทรมาหาผมอีกเลย ก็โอนเงินให้ผมตามปกติ

    ปัญหาอย่างที่สามที่ตามมาคือ ตัวผมเองก็เริ่มไม่มั่นใจแล้วเหมือนกันว่าการขายยาทางเน็ตนี่มันถูกกฏหมายจริงๆหรือเปล่า ก็เริ่มโทรไปคุยกับ อ.ย. ครับ เล่าเรื่องทั้งหมดให้เค้าฟังเลยว่าผมอยากขายยาทางอินเทอร์เน็ต เรามีกฏหมายอะไรห้ามหรือเปล่า เชื่อมั๊ยครับ ว่าโอนสายกันไปโอนสายกันมาเป็นสิบคน ไม่มีใครตอบผมได้สักคน สรุปก็คือผมไม่ได้คำตอบในสิ่งที่ผมต้องการ ผมเลยไม่สนครับ ก็ยังขายต่อไปเรื่อยๆ แต่ก็เริ่มกลัวแล้วตอนนั้น ก็เริ่มใช้วิธีการต่างๆนาๆเพื่อป้องกันตนเองครับ เริ่มจากการใช้ชื่อและที่อยู่ผู้ส่งปลอมในการจัดส่ง ก็มั่วมันไปเรื่อยครับ กะว่าถ้าของโดนตีกลับมาแล้วหายก็ช่างมัน เพราะส่งซ้ำสองครั้งก็ยังกำไรอยู่ดีแต่อาจจะน้อยหน่อย ระหว่างนั้นก็ยังมีปัญหาเหมือนเดิมครับ คือของโดนตีกลับบ้าง โดนยึดที่ปลายทางบ้าง ผมเลยต้องเปลี่ยนวิธีการจัดส่งครับ จากเดิมเคยห่อใส่กล่องอย่างดี ก็เปลี่ยนมาใส่ซองกระดาษแทนให้มันดูเป็นของที่ไม่มีค่าอะไร แล้วก็ส่งเป็นพัสดุลงทะเบียนธรรมดาไป ข้อดีของการส่งแบบนี้ก็คือ ผมไม่ต้องระบุว่าของข้างในเป็นอะไรครับ แล้วก็ผ่านศุลกากรที่ประเทศปลายทางได้ง่ายกว่าด้วย อ้อ เล่าย้อนไปนิดนึง ก่อนหน้านั้นที่ผมส่งเป็น ems อยู่ แต่หลังๆผมก็เริ่มระบุของในกล่องเป็นอย่างอื่นแล้วนะครับ เป็นซีดีบ้าง เป็นหนังสือบ้าง ไม่ระบุว่าเป็นยาแล้ว

    ทุกอย่างดูเหมือนจะเริ่มมีปัญหาขึ้นมาอีกครับ ของที่ส่งไปต่อให้เป็นห่อกระดาษธรรมดา ส่งเป็นพัสดุลงทะเบียนธรรมดาก็เริ่มไม่ถึงครับ ปัญหาเดิมเลย ตีกลับบ้าง โดนยึดบ้าง ส่วนที่โดนยึดก็ยึดไป ส่วนที่ตีกลับก็ทำใจครับ เพราะไม่รู้ว่าจะไปตามหาที่ไหน ชื่อและที่อยู่ปลอมทั้งนั้น ผมก็เริ่มคิดวิธีการส่งแบบอื่นครับ เพราะลูกค้าหลายรายก็ยังเต็มใจที่จะสั่งกับผมอยู่ครับ เพราะคงหาซื้อทื่อื่นไม่ได้ จากส่งเป็นพัสดุ ผมก็เริ่มแกะกล่องครับ เอาแต่ยาเป็นแผงๆห่อใส่ซองจดหมายสีน้ำตาลไป หนักเข้าก็ลงทุนเอาหนังสือการ์ตูนมาคว้านเลยนะครับ แล้วก็เอายาใส่ลงไปตรงกลาง ฟังแล้วเหมือนการค้ายาเสพติดข้ามชาติเลยใช่มั๊ยครับ ตัวผมในตอนนั้นก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน


    ปัญหาอย่างที่สี่ที่ตามมาคือ ผมเริ่มหาซื้อยาตัวนั้นไม่ได้ครับ ร้านอ้างว่ายาโดนเปลี่ยนกลุ่มไปเป็นยาควบคุมพิเศษ จะซื้อได้ต้องมีใบรับรองแพทย์ แต่เนื่องจากผมเป็นลูกค้ามานาน ซื้อมาก็เยอะ ก็เลยยอมขายให้ แต่ไม่ใช่ราคาเดิมแล้วนะครับ จากเดิมกล่องละ 450 บาท กลายเป็นกล่องละ 650 บาท แต่ก็ต้องซื้อครับ กำไรน้อยลงกล่องละสองร้อยแต่ก็ยังกำไร ระหว่างนั้นผมก็เริ่มป้องกันตัวเองหนักขึ้นครับ ผมยกเลิกสัญญากับเว็บไซต์ที่ผมเช่าอยู่ครับ ซื่งเค้าก็ไม่ได้ทักท้วงอะไร คงนึกดีใจว่าไอ้นี่ไปซะได้ก็ดี ถึงตอนนี้ลูกค้าผมเริ่มลดลงแล้วครับ เพราะจ่ายเงินกันยาก ผมต้องไปพึ่งบริการพวก Western Union กับ Money Gram ซึ่งตอนนั้นก็ยังใหม่มากในเมืองไทยครับ ผมคนรับเงินก็ไม่ค่อยจะรู้เรื่อง มิหนำซ้ำคนทำเรื่องจ่ายเงินที่ Western Union เองก็ไม่ค่อยคล่องเหมือนกันครับ บางทีกว่าจะรับเงินได้เสียเวลาไปเป็นครึ่งค่อนชั่วโมงครับ แต่เดี๋ยวนี้น่าจะดีขึ้นมากๆแล้ว

    และแล้วก็มาถึงจุดสิ้นสุดของอาชีพพ่อค้ายาทางเน็ตครับ ร้านขายยาที่เคยเป็นไอดอลของผม เจ้าของโดนจับ เป็นข่าววันนึง แต่เหมือนคนไม่ค่อยให้ความสนใจครับเพราะไม่ใช่เรื่องฆ่ากันตาย ดาราท้องก่อนแต่ง หรือดาราเลิกกัน หรือเลือกโหวตหานายกคนใหม่ แต่สำหรับผมตอนนั้น ใจมันหล่นไปอยู่ตรงตาตุ่มเลยครับ เพราะถ้าเค้าโดนจับได้ ผมก็โดนได้เหมือนกัน ถึงจะเข้าสู่โหมดป้องกันตนเองมาสักพักแล้วก็เถอะ คิดไปว่า ถ้าโดนจับแล้วครอบครัวจะทำยังไง ใครจะมาผ่อนบ้านต่อจากเรา คิดไปต่างๆนาๆครับว่าแล้วก็หักดิบเลิกเลยครับ ลูกค้าเมล์มาก็ตอบกลับไปแบบมีไมตรีจิตครับ ว่าไม่ได้ขายแล้วและขอบคุณที่เป็นลูกค้ากันมานาน

    ที่เล่ามาทั้งหมดนี่ก็เพื่อเป็นทั้งความรู้และอุธาหรณ์สำหรับคนที่คิดจะทำอะไรที่มันอาจจะไม่ถูกต้องนะครับ สำหรับผม ผมใช้คำว่าอาจจะนะครับ ผมพยายามจะทำให้ถูกกฏหมาย แต่แม้แต่คนที่รับผิดชอบยังไม่มีใครตอบผมได้ในตอนนั้น ผมถึงใช้คำว่าอาจจะ ถึงตรงนี้ชีวิตพ่อค้าทางอินเทอร์เน็ตผมยังไม่สุดนะครับ นี่แค่ครึ่งทางได้มั๊ง เดี๋ยวไว้ผมจะเข้ามาเล่าต่อละกันนะครับว่าหลังจากนั้นผมผันตัวเองมาเป็นพ่อค้า eBay ได้ยังไง อัปเดตเรื่องส่วนตัวนิดนึงครับ ว่าตอนนั้นถึงผมไม่มีรายได้พิเศษอะไร แต่ชีวิตผมก็สบายกว่าแต่ก่อนมากแล้ว เงินเดือนประจำจากที่ย้ายมาที่ใหม่ 32K ก็ปรับขึ้นมาเป็น 50K แถมโบนัสก็ดีซะด้วยนะครับ ที่เล่านี่ไม่ใช่ว่าอยากจะคุยโวอะไรนะครับเพราะคนที่ได้เงินเดือนเยอะกว่าผมมีอยู่มากมาย แค่อยากให้เห็นว่า ทุกคนสามารถบริหารงานประจำและงานอดิเรกให้ได้ดีไปพร้อมๆกันได้ครับ

    จากคุณ : ว่างอ่ะ - [ 30 ม.ค. 51 20:05:22 A:158.232.252.12 X: TicketID:166768 ]

 
 


ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป



Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com | Torakhong.org | GameRoom