Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com  


 
คุณว่าสังคมมนุษย์จะมีวันสงบสุขไม่มีการแข่งขัน และทุกอย่างไปสู่ความสมบูรณ์แบบได้จริงหรือ ??  

หลายคนคงเพ้อฝันตามนโยบายของนักการเืมืองหาเสียงมาหลายยุคหลายสมัย หรือเพ้อฝันไปตามหนังฝรั่งฮอลลีวู้ด ในยุคอวกาศ เป็นไปได้หรือ

เอาง่าย ๆ คุณลองนึกภาพง่าย ๆ เลยน่ะ

คนเราทุกคนต้องการมีชีวิตที่มีความเป็นอยู่สุข สบาย ร่ำรวย มีทรัพย์สินที่เขาว่าควรจะมี คนเราทุกคนต้องการมีชื่อเสียง มีเกียรติ มีหน้ามีตาในสังคม มีการศึกษาให้สูงที่สุด มี ดร. หรือยศต่าง ๆ นำหน้าถ้ามีได้ ไม่มีใครอยากโดนดูถูกหรือดูด้อยกว่าคนอื่น ๆ นี่คือความจริงที่ไม่ต้องมาเสียเวลาพิสูจน์หรอก

คำตอบก็คือ ทำให้การแข่งขันทางธุรกิจมันก็จะเพิ่มและมากขึ้นไปเรื่อย ๆ ทีละนิด เพราะต้องการผลตอบแทนสูงเพื่อให้ได้เงินเข้ากระเป๋ากันมากขึ้น ทุกคนก็อยากจะมีรถเก๋งรุ่นใหม่ สวย ๆ ขับ ไม่่ว่าใครหากมีเงินก็ต้องซื้อต้องมี และทุกคนก็อยากมีบ้านเป็นของตนเอง เป็นบ้านมีที่ดิน
ไม่ใ่ช่ห้องแถวหรือคอนโดอยู่รวมกัน และก็เฟอร์นิเจอร์อีกมากมายประกอบที่อยู่อาศัย และของใช้ที่มีราคาอื่น ๆ ในชีวิตประจำวันที่ทันสมัยมีราคาพอควร
สิ่งของต่าง ๆ เหล่านี้ พูดกันตรง ๆ ไม่ต้องสร้างภาพให้ดูดีกันหรอก ไม่ว่าใครก็อยากมีสิ่งที่กล่าวมานี้ทั้งหมด ถ้ามีได้ พวกที่บอกว่าไม่อยากมีก็คือพวกที่ไ่ม่มีเงินซื้อ หรือไม่มีปัญหาหาได้ ไม่เว้นกระทั่งพระ หรือผู้อยู่ในทางธรรม ทางศาสนา ก็ต้องมีสถานที่ปฏิบัติใหญ่โตสวยหรูสวยงาม ไปไหนมาไหนก็ต้องมีรถ ไม่มีพระดัง ๆ ที่ไหนโหนรถเมล์ยืนรอรถเมล์ข้างถนนให้เราเห็น เวลาไปไหนก็มีรถรับส่ง มีคนปรนนิบัติรับใช้ แล้วคนธรรมดา ๆ ก็ไ่ม่ต้องพูดถึงหรอก
มันคือสิ่งที่ทำให้คนเรารู้สึกว่ามีหน้ามีตา มีฐานะ ได้รับการยอมรับเวลาเข้าสังคม ไม่ต้องถามใครหรอก คุณถามตัวเองก็ได้ เวลาคุณจะไปงานสังคม คุณอยากนั่งรถเมล์ไป เดินไปหรืออยากนั่งรถเก๋งใหม่ ๆ ไป ถ้าคุณเลือกได้ ไม่เห็นจะมีใครตอบว่า เลือกแบบ "พอเพียง"
คือขอโหนรถเมล์ไปแล้วไปนั่งวินมอไซต์ปากซอยเข้างาน เคยมีใครตอบแบบนี้บ้าง อายเพื่อนฝูงที่ขับรถไป ดังนั้นวัตถุสิ่งของอื่น ๆ ที่เป็นสิ่งต่าง ๆ คนเราก็อยากได้กันทั้งนั้น ถ้ามีได้ ถ้าหาได้ ถ้าไ่ม่มีปัญญาหาได้ก็อีกเรื่อง

เข้าประเด็นก็คือว่า สิ่งของต่าง ๆ เหล่านี้ รวมถึงที่อยู่อาศัย มันก็ล้วนมาจากภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม โยงกัน ไปสู่การทำลายและแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติต่าง ๆ เช่น สินแร่ธาตุต่าง ๆ ป่าไม้ ดิน น้ำ
ที่ดินทำที่อยู่อาศัย เพื่อนำมาแปรรูปและถลุง ทำปัจจัยที่ 4 และ 5 ,6 , 7 ,8 ... สำหรับมนุษย์ไปไม่สิ้นสุด คือปัจจัยดำรงชีวิตของคนมันเป็นอนันต์ก็ว่าได้ ไม่ใช่มีแค่สี่อย่าง
และ "เงิน" ก็คือคำตอบ หลายคนกล่าวว่า เราอาจจะยกเลิกการใช้เงินในอนาคต แ้ล้วใช้อย่างอื่นแทนเช่น รหัสที่เป็นตัวเลขเหมือนบาร์โค้ดแสกนแทน แต่มันก็คือเงินอยู่ดี เพียงแต่เปลี่ยนเงินที่เป็นกระดาษ ให้เป็นตัวเลขในคอมพิวเตอร์ ก็คือจำนวน ที่ใ้ช้แทนผลงานที่แต่ล่ะคนทำมา มันเป็นตัววัดว่าใครทำงานได้มากน้อยและมีประสิทธิภาพเท่าไหร่
เราหนีการใช้เงินไม่พ้นหรอก เพียงแต่ว่าจะใช้มันในรูปไหนต่างหากจริงไหม เพราะเงินคือตัวเลขวัดการทำงานของคน หรือวัดว่าใครหาอะไรได้มากน้อยเท่าไหร่

บางคนว่างั้นเปลี่ยนการปกครองไปเป็นคอมมิวนิสต์สิ ยุติธรรมดี ไม่ต้องแข่งขันกันหาเงิน หาบ้าน หารถ เพื่อมีหน้ามีตา ก่อปัญหา ใครปลุกผีคอมมิวนิสต์แบบนี้ขึ้นมาัรับรองอยู่ไม่ได้แล้วยุคนี้ แล้ว
เราจะไปบังคับให้ทุกคนมีทรัพย์สินเท่ากัน ใ่ส่เสื้อผ้าเหมือนกน ได้อย่างไร เพราะแต่ล่ะคนมีความสามารถไม่เท่ากันก็ต้อง
วนเวียนไปหาประชาธิปไตยแบบเสรีอยู่ดี ไปเข้าอีหรอบเดิม คือการแก่งแย่งแข่งขัน เสรี ในทุก ๆ เรื่อง
เพื่อคำตอบสุดท้ายสำหรับทุกคนคือ "เิงิน" เพราะเงินคือ "ประตู" หรือทางผ่านไปสู่ วัตถุสิ่งของต่าง ๆ ที่คนเราจะหามาเพื่อให้รับเกียรติ มีชืิ่อ มีหน้าตา ได้รับการยอมรับในสังคมอีกทีหนึ่ง
แม้บางคนจะอ้างว่า เขาได้ทรัพย์สินต่าง ๆ โดยไม่ต้องใช้เิิงินซื้อ แต่ในระบบธุรกิจโลกนี้ มันก็ต้องมีการลงบัญชีหรือการแลกเปลี่ยนเงินด้านหลังของสิ่งต่าง ๆ อยู่ดี อย่างที่เขาว่าของฟรีไม่มีในโลกหรอก ที่คุณว่าได้มาฟรีน่ะ ๆ มันก็มีคนอื่นที่ต้องได้และเสียเบื้องหลังสิงนั้นไปแล้ว

คำถามคือ โลกเรานี้ มันจะไปสู่จุดที่เรียกว่า สมบูรณ์ อย่างที่เรียกร้องตามนโยบายการเืมืองต่าง ๆ และทางปรัชญาได้อย่างไร ก็คือ ทุกคนในสังคมหนึ่ง ๆ ไ่ม่ต้องไปถามทั้งโลกหรอก คือให้ทุกคนอยู่ดีกินดี มีการศึกษาดี มีทรัพย์ิสิน มีบ้าน มีอะไรต่าง ๆ
ประเทศพัฒนาแล้วที่่ว่า ๆ กันก็ยังต้องแข่งขันกันขึ้นไปอีกทำไมกัน ในเมื่อพัฒนาแล้วก็ดีแล้วนี่
หรือบางประเทศที่ว่ามีประชากรน้อยมาก ๆ คนจนไม่มีเลย รัฐสวัสดิการดีมาก ๆ อะไร ๆ ฟรีหมด ประชาชนจบปริญญาตรีหมดทุกคน แต่อย่างว่า ก็ต้องไปส่งผลให้อีกหลาย ๆ ประเทศรับสถานะยากจนไป เพราะต้องไปใช้แรงงานคนต่างชาติ คือรวยที่หนึ่งแต่ก็ต้องไปจนที่หนึ่ง
ตามที่บอกว่าของฟรีไม่มีในโลก รัฐบาลประเทศรวยให้สวัสดิการประชาชนตนเองอย่างดี ก็ต้องไปขูดรีดหาเงินจากประเทศด้อยกว่าเอามาเลี้ยงประชาชนตนเอง ไปใช้กฎหรือข้อบังคับที่สูงและที่ตนทำได้ง่าย ๆ ต่อประเทศที่ด้อยกว่าและทำไม่ได้ให้เป็นเบี้ยล่างทางเศรษฐกิจไปเรื่อย ๆ

คือมันเป็นไปไม่ได้ที่จะมีทุกคนจะรวยหรือทุกคนมีที่อยู่อาศัยเป็นบ้านตนเองส่วนตัวไม่ได้ มีรถเหมือนกันไม่ได้ จบปริญญาเหมือนกัน แ้ล้วจะเหลือใครที่ไหนมาเป็นกรรมกรสร้างบ้าน เป็นคนงานในเหมืองขุดแร่มาถลุงผลิตรถยนต์ เป็นคนงานในโรงงานอุตสาหกรรมผลิตสิ่งต่าง ๆ เล่า
ถ้าคุณเอาเงินไปแจกกรรมกรคนงานเหล่านั้น หรือคนชั้นล่าง ให้เขาอยู่ดีกินดี มีฐานะร่ำรวยขึ้นมา มีบ้าน มีทรัพย์สินต่าง ๆ พวกเขาจะมีใคร อยากเป็นกรรมกรต่อไปกันอีกล่ะ ก็เลิกกันหมดน่ะสิจริงไหม
แล้วระบบธุรกิจมันไปต่อได้อย่างไร พูดง่าย ๆ ถ้าไ่ม่มีคนจน คนด้อยโอกาส ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ที่ใช้แรงงานการผลิตแล้ว เศรษฐกิจต้องล่มสลาย ไม่ใช่ว่าเศรษฐกิจดี ทุกคนหาเงินกันได้มาก ๆ มีฐานะดี เพราะหากเป็นเช่นนั้น จะหาใครไปทำงานเป็นกลจักรขับเคลื่อนธุรกิจและเศรษฐกิจอีกต่อไปล่ะ พวกหนุ่มสาวโรงงานต่าง ๆ
ก็ล้วนแสวงหาความร่ำรวยและชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิมกันทั้งนั้น เพราะพวกเขาก็อยากมีชีวิตมีหน้ามีตา มีทรัพย์สินและถีบตัวออกมาจาก
ชีวิตแบบนั้นกันทุกคน มีใครบอกว่าตนเองขอเป็นกรรมกรโรงงานไปตลอดชีวิตบ้าง

โดยปกติแล้วทุกคนพอมีระดับหนึ่งแล้วก็ต้องมีไต่ระดับขึ้นไปอีก เ่ช่น มีเงินหนึ่งล้าน แ้ล้วก็อยากจะมีเงินหลักสิบล้านแบบคนมีสิบล้านบ้าง มีเงินหลักสิบล้านก็คิดว่าตนเองก็น่าจะไปถึงร้อยล้าน ไปพันล้านได้
พอเรียนปริญญาตรีแล้วก็คิดว่า ต้องเรียนโท แล้วก็คิดว่า ถ้าได้เป็นดอกเตอร์น่าจะดีทีุ่สุด คือทำให้มีหน้ามีตามีชื่อมากที่สุด มีรถพอใ้ช้งานคันหนึ่งก็คิดว่าหากจะได้ใช้รถรุ่นใหม่ ๆ ก็น่าจะดีกว่า
มีครอบครัวมีลูก และเพิ่มประชากรไม่สิ้นสุดและไม่ทันต่อการผลิตและทรัพยากรที่มีอยู่
และทุก ๆ สิ่ง นี่คือคนเรา เราไม่ได้เห็นการอยากมีจากคนที่ไม่มีความสามารถจะหาได้ เช่น คนพิการ ขอทาน คนที่นอนในโรงพยาบาลเดินไม่ได้ แต่คนปกติเกือบหมดคิดว่าถ้ามีได้ทำไมจะต้องไม่มีไม่หาด้วยล่ะ นั่นละคือประเด็น

ทุกสิ่งในชีวิตเราก็เข้าสู่ระบบธุรกิจ เศรษฐกิจกันหมด เพราะสิ่งของต่าง ๆ ที่เราใช้ เราซื้อ เราอยากได้ อยากมีกันนั้นมาจากภาคอุตสาหกรรมผลิตและทำออกมา เราจะเ็ห็นได้จากภาคธุรกิจต่าง ๆ ก็ล้วนแต่มีนโยบายที่เพิ่มอัตราการผลิตหรือผลายทรัพยากรธรรมชาติ ไม่มีบริษัทไหน ธุรกิจไหนในโลกที่มีนโยบายที่ว่า เมื่อถึงระดับหนึ่งแล้วจะหยุดการดำเนินงานแล้วจะอยู่แบบทรงตัวเสมอ ๆ ไปเรื่อย ๆ ไม่มีหรอก
คุณก็เห็นได้ง่าย ๆ จากที่เป็นอยู่ มีแต่การเพิ่มอัตราการผลิต เพิ่มยอดขาย ขยายงาน ขยายสาขาองค์กร ปีล่ะกี่เปอร์เซนต์ก็ว่ากันไป การล้างผลาญทรัพยากรธรรมชาติทุกชนิดนี้ไปอย่างเร็วมาก ๆ
แล้วคนที่เิิิกิดก็เกิดกันทุกวัน ยิ่งคนเกิดมากแล้วก็ต้องขยายอัตราเศรษฐกิจกันไปอีกไ่ม่ทันคนเกิดด้วยซ้ำ ปัญหาตกงาน คนล้นงาน
คนล้นที่อยู่อาศัยก็เลี่ยงไม่ได้ ที่ดินเท่าเดิมแต่เพราะคนมาก แย่งที่กันอยู่ คนมีปัญญาหาเงินมากก็ไปซื้อบ้านเดี่ยวมีที่ดินอยู่
คนไ่ม่ีมีเงินก็ต้องอยู่หอพัก คอนโด แหล่งแออัด สุดท้ายก็ไปสู่ปัญหาที่ว่าจะทำให้ทุกคนมีคุณภาพชีิิวิต
ที่ดีได้อย่างไร มันคือคำถามปลายเหตุ เพราะคนส่วนมากไม่ได้ต้องการเป็นอย่างที่เป็นอยู่ แต่คนส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้มีในสิ่งที่ต้องการก็คือพวกคนรวย ๆ เท่านั้น แล้วก็ประท้วงก่อม๊อบ สไตรค์ จราจล เพราะค่าแรงน้อย และอาจจะไปสู่สงครามก็ได้

คนรวยก็แ่ข่งขันกันในบรรดากลุ่มคนรวยด้วยกันเอง ก็คือแข่งอันดับเศรษฐี แข่งกันว่าใครจะมีบ้าน มีที่ดิน มีรถ มีบริษัทมากกว่ากัน คนชั้นกลางก็พยายามถีบตัวออกจากกลุ่มคนชั้นกลางเื่พื่อไปเป็นคนรวย โดยอาศัยหลายวิถี เช่น
เรียนให้สูงเป็นดอกเตอร์ ทำธุรกิจต่าง ๆ เพื่อไปเป็นคนรวยให้ได้ คนจนซึ่งมีมากที่สุดก็พยายามถีบตัวเองออกจากกลุ่มไปเป็นคนชั้นกลางหรือไปเป็นคนรวยเลยดีที่สุด
คุณลองนึกภาพสิว่า ทุกคนนับจากระดับล่างก็ว่าได้คือ จากขอทาน คนเก็บขยะ ขึ้นมาไปจนรวยที่สุดในโลก ก็ยังแข่งขัน อย่าไปคิดว่าคนที่รวยแล้วเขาไม่แข่งขันอะไรแล้ว ก็เห็นแข่งอันดับเศรษฐีระดับประเทศ ระดับทวีป ระดับโลก กันอยู่ทุกวัน
คุณเห็นไหมว่า สังคมคนเราคือการแข่งขัน เืพื่อการมีเกียรติ มีสิ่งต่าง ๆ เพื่อความยอมรับ มีชื่อ มีคุณภาพชีิวิตที่ดีและดียิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก ที่ว่าพอมีที่อยู่อาศัยแล้วก็ไม่เรียกว่าดีแล้ว สำหรับหลายคนก็เห็นว่ายังจะมีวิธีทีจะมีชีวิตที่ดีไปอีกได้

หลายคนบอกว่า ปัญหานี้ ต้องรอกให้มนุษย์ตายไปเยอะ ๆ คุณต้องการหรือ หรือให้โลกเจริญไปถึงจุดที่เรียกว่าใช้เครื่องจักรทำงานแทนทั้งหมด อย่างในหนังอวกาศ
คุณว่าสังคมคนเราจะไปถึงจุดนั้นได้หรือ หนังอวกาศในหลาย ๆ เรื่อง ก็ยังมีชนชั้นนำเสนอ
และการพัฒนาวิทยาศาสตร์ก็ยังต้องขึ้นกับภาคธุรกิจเลย ไม่ใช่เป็นเอกเทศที่ว่าจะทำวิจัยพัฒนา
อะไรก็ได้เสียเมือไหร่ คืออะไรที่ทำเงินได้ก็ทำ อะไรที่วิจัยศึกษาไปแ้ล้วทำเงินไม่ได้ก็ไ่ม่ไปไหนหรือ
ไม่ทำ แม้แต่ผู้เล่าเรียนศึกษาวิทยาศาสตร์ก็ยังต้องศึกษาเ่ล่าเรียนตามที่นายทุนหรือภาคธุรกิจชี้นำเลย
การแข่งขันที่มากขึ้้นมีแต่จะนำไปสู่สงครามทำลายกันเองเสียก่อนจะไปถึงจุดนั้นมากกว่า
และทุกวันนี้ก็เกิดสงครามอยู่แล้ว เช่น สงครามตะวันออกกลางแย่งน้ำมันกัน และไ่ม่รู้ว่าจะไปแย่งกันที่ไหนอีก หรือแย่งแหล่งทรัพยากรธรรมชาติอื่น ๆ อีก
หากคุณกล่าวว่า คนไหนอยู่ไม่ได้มันก็ตายไปเอง อืมก็จริงน่ะ เพราะการแข่งขันมันก็บอกว่าคนที่อยู่ได้
คือคนเก่ง คนมีความสามารถ คนไหนไม่เก่ง ไม่มีความสามารถก็จะตายไปเอง แต่ก็คิดดูสิ หากคนไร้ประสิทธิภาพ หรือความสามารถน้อยตายสูญหายไปหมดหรือค่อย ๆ หายไป ก็จะส่งผลให้ระบบโดยรวมไปไม่รอดอีก เพราะจะหาใครไปทำงานระดับล่างล่าง
ถ้าคนระดับล่างไม่เหลือแล้ว คนระดับบนจะอยู่ได้อย่างไร แล้วกลไกจะขับเคลื่อนไปสู่จุดที่จินตนาการอย่างในหนังฮอลลีวู้ดได้อย่างไร

แล้วบทสรุปหรือเป้าหมายสุดท้ายของสังคมมนุษย์อยู่ที่ไหนล่ะ คุณว่ามันอยู่ที่ไหน

จากคุณ : วู้
เขียนเมื่อ : 20 ต.ค. 52 22:46:53 A:110.49.182.217 X: TicketID:213221




ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป



Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com