ความคิดเห็นที่ 1
..
เรื่องของเรื่องคือเดือนก่อนผมติดซาเล้งเอาของเก่าไปส่งที่ร้านใหญ่ในเมืองกับพ่อ ขณะที่พ่อกำลังง่วนอยู่หน้าตาชั่งกับพวกเสมียนรับซื้อ เถ้าแก่ใหญ่ก็เรียกผม เข้าไปหา ว่าจะจ้างให้บีบหน้าแข้ง
ขณะบีบ ๆ นวด ๆ น่องแกอยู่แกก็ถามว่าโตขึ้นผมอยากจะเป็นอะไร
ออกซาเล้งรับซื้อของเก่าแบบพ่อครับ ผมว่า
เถ้าแก่หัวเราะชอบอกชอบใจ บอกว่ารีบ ๆ ออกมาแล้วหาของเก่ามาส่งให้แก จากนั้นก็ก้มลงมาพูดกับผมด้วยสีหน้าจริงจัง
เจ้าตึ๋ง จำคำของข้าไว้นะ เอ็งจะค้าจะขายให้สำเร็จ ต้องเป็นคนดี มีความรู้ เครื่องมือทำมาหากินกับเงินทุนพร้อม มากหรือน้อยก็แล้วแต่เอ็งว่าจะทำอะไร
..
ผมกลับบ้านมานั่งทบทวนคำพูดของเถ้าแก่ เอ.. เรื่องคนก็มีแล้วนี่หว่าคือผมนี่แหละ แถมยังขยันเฉียบแหลมไม่เบา ส่วนเงินทุนผมก็พอมีอยู่บ้าง จากการหาของเก่า ในตลาดมาหลายปีพร้อมเก็บหอมรอมริบจากที่พ่อให้มา ความรู้ด้านการค้าของเก่า ผมก็ว่าผมรู้ ทุกอย่างจากการเร่ร่อนและโตขึ้นมาในรถซาเล้งของพ่อ
จะขาดก็แต่เครื่องมือทำมาหากินนี่แหละ แต่ตอนนี้ผมก็มีแล้วด้วยความสามารถ ของผมเอง ฮ่า!! ..
สมัยเป็นเด็กทำไมมันง่ายจังก็ไม่รู้ ฟังปุ๊บก็เข้าหัวปั๊บ แล้วก็วิ่งหาวิ่งทำธุรกิจได้ทันที โตขึ้นมาถึงรู้ว่าไอ้ที่เถ้าแก่แกว่าไว้นั่น มันเป็นปัจจัยพื้นฐานทางธุรกิจที่ฝรั่งเขาแต่ง เป็นตำราไว้ซึ่งก็คือทฤษฏี Four M หรือ Man Money Machine Management นั่นเอง
แต่คุณเอ๋ย กว่าจะเรียนจนจบมาได้แทบอ้วก อย่างเรื่อง Man ก็ท่องทฤษฎี บริหารงานบุคคลกันเป็นตั้ง ๆ Money ก็เรียนบริหารการเงินกันเป็นปี ๆ Management ก็เรียนทฤษฎีการจัดการกันจนเหนื่อย ส่วนไอ้ Machine ก็ต้องคอยวิ่งตามเทคโนโลยีมันมาจนถึงเดี๋ยวนี้
ลองคิดเอาสิว่า แต่ละ M ที่ว่ามาแยกเป็นหลักสูตรปริญญาให้จบเฉพาะด้าน กันได้เลยทีเดียว
ลองมาว่ากันตามประสานักวิชาเกินอีกครั้ง ..
Man นั้นไม่ได้แปลกันโต้ง ๆ ว่าผู้ชายหรือคน เหมือนภาษาอังกฤษอีตอนชั้นประถม แต่คือบุคลากรภายในองค์กร ว่าตั้งแต่คนก่อตั้งกันเลยทีเดียว จะเริ่มจากวันแมนโชว์ หรือรวมกันเป็นกลุ่มก็ได้ แล้วก็ไล่ไปหาลูกน้องหรือพนักงานตั้งแต่บนลงล่าง ..
อันว่าคนเรานั้นขนาดอยู่คนเดียวยังยุ่งอีรุงตุงนังเลยนะครับ ฉะนั้นยิ่งเข้ามารวมกัน มากขึ้นเท่าไหร่เรื่องวุ่นวายมันก็จะมากขึ้นเท่านั้น ตอนอ่านตำราฝรั่งก็ดูง่ายดีนะ กับการบริหารบุคคลนี่ แต่พอมาค้าขายเองเข้าเท่านั้นถึงได้รู้ว่ามันวุ่นวายเพียงไหน
อย่างเช่นตอนที่ผมเริ่มทำธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง อีตอนนั้นอายุแค่ยี่สิบสาม ทำงาน ธนาคารอยู่ แต่มันคันยิบ ๆ ในหัวใจว่าอยากลาออกมาทำธุรกิจส่วนตัว พอดีพ่อผม แกเบรกไว้ก่อนว่าเอ็งอุตส่าห์สอบเข้าทำงานมาจากสำนักงานใหญ่ ไม่ต้องใช้เส้นหรือ เงินฝากสักสลึง ฉะนั้นก็ลองหาประสบการณ์การเป็นลูกน้องคนไปก่อน ทำงานได้ แค่ปีเดียวแล้วลาออก คนอื่นมันจะหาว่าเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ ดีไม่ดีเอาไปคุยกันว่าเรา ถูกไล่ออกไปโน่น
ผมมานึกดูแล้วก็เห็นด้วย เพราะอยู่ต่างจังหวัดได้เข้าทำงานธนาคารก็ถือว่าหรูมาก แต่อยู่ได้แป๊บ ๆ แล้วดันลาออก รับรองได้ว่าไอ้นี่ไม่บ้าก็เมา ไม่งั้นก็เด็กมีปัญหา
ตกลงผมก็ต้องทำงานประจำต่อ แต่คุณเอ๋ย โอกาสมันเล่นวิ่งมาหาเรื่อย ๆ ก็พวกสาว ๆ การเงินของหน่วยงานราชการต่าง ๆ น่ะสิ เธอเอาข่าวคราวของ งานประมูลที่โน่นที่นี่มาให้อยู่เป็นประจำ ท้ายสุดผมก็ตะบะแตก ดอดไปประมูล งานจัดซื้อแผงโซล่าเซลล์ของหน่วยงานหนึ่งไป
อันว่าแผงโซล่าเซลล์นั้นเมื่อก่อนคนยังรู้จักกันน้อย ในจังหวัดเลยมีเจ้าผูกขาด อยู่แค่รายเดียว และงานนี้เขาก็ประมาทไปหน่อยคือส่งราคามาเต็มราคากลาง ผมสืบข่าววงในไว้อยู่แล้วว่าเขาน่าจะยื่นราคาสักเท่าไหร่เลยตัดราคาไปเล็กน้อย แล้วผมก็ประมูลได้ไปตามคาด
งานนี้ฟันกำไรมาอื้อ เพราะผมเปิดเยลโล่เพจเจสเช็คราคาโรงงานแล้ววิ่งมาซื้อ อุปกรณ์มันถึงกรุงเทพ เสียค่าตั๋วเครื่องบินไม่กี่พันแต่กำไรไปตั้งแสนกว่าเพราะ ฟันกำไรกว่าร้อยเปอร์เซ็นต์
แล้วผมก็ย่ามใจรุกเข้าไปประมูลงานก่อสร้างต่อ แต่ติดปัญหาว่าทำไม่ได้ถนัด เพราะตัวเองก็นั่งทำงานอยู่ในแบงค์ ท้ายสุดเลยไปลากเพื่อนสนิทซึ่งเรียนอยู่ปีห้า เป็นซุปเปอร์ซีเนียร์คณะวิศวะมาช่วยกันทำงาน มันเหลือตัวเรียนอยู่แค่สามสี่ตัว ก็เลยตอบตกลงเข้ามาช่วย และผมก็เริ่มเวียนหัวกับเรื่องMan เป็นครั้งแรก
ก็คือพอมับหอบผ้าหอบผ่อนออกจากมหาวิทยาลัยมาอยู่กับผมแล้วมันก็แบมือ ขอตังค์ใช้ทันที เออว่ะ .. แล้วผมจะให้มันยังไงดีเนี่ย เป็นหุ้น หรือเงินเดือน หรือทั้งสองอย่าง ปวดหัวตึ้บ ๆ เลยครับงานนี้
สรุปก็คือผมให้ทั้งหุ้นและทั้งเงินเดือน แต่อาศัยตำราเล่มไหนไม่ได้เลยว่าอย่างไร ถึงจะเหมาะสม ต้องคิดเองตัดสินใจเองตามเซนส์แหละครับ
ยังดีที่เพื่อนผมมันไม่ได้เรียกร้องอะไรเท่าไหร่ ช่วยประคับประคองมากันได้ปีกว่า ๆ ก็ไม่เหลือกำไรให้เห็นสักเท่าไหร่ พอดีกับเพื่อนเรียนจบมันก็เลยโบกมือบ๊ายบาย เข้าหางานทำในกรุงเทพฯ
ก็ถือได้ประสบการณ์และบทเรียนมาพอสมควรกับงานนี้ ..
Money ตามตำราฝรั่งมันว่าเงินทุน พร้อมบอกถึงวิธีที่ได้มาของเงินไว้พร้อมสรรพ อาทิ เงินทุนส่วนตัว , การระดมเงินกับหุ้นส่วนหรือมหาชน การออกตราสารต่าง ๆ เช่นหุ้นกู้- พันธบัตร , การกู้เงินจากสถาบันการเงิน สารพัดสารเพจะว่ากันล่ะครับ ..
แต่พอมาทำธุรกิจแบบวิถีไทย ปรากฏว่าผมได้เงินทุนจากทฤษฎีฝรั่งเพียงอย่างเดียว คือเงินทุนส่วนตัว ตอนแรกก็เป็นของผม หลัง ๆ ก็มีของพ่อมาสมทบด้วย
พอกิจการเดินไปได้ต่ออีกสักพักก็ถึงขั้นตอนการระดมทุนจากภายนอกล่ะครับ ของฝรั่งเขามีสองอย่าง คือ จากกู้จากสถาบันการเงิน กับการนำโปรเจคท์เสนอ หาเงินทุนจากผู้ที่จะสนใจจากหุ้นส่วน
ผมก็เช่นกันเพียงแต่ว่าการกู้จากสถาบันการเงินของผมนั้นมันแปลก ๆ อยู่ว่าสถาบัน ที่ผมไปกู้แทนที่มันจะลงท้ายด้วย มหาชน , ไฟแนนซ์ ,ทรัสต์ หรือธนกิจอะไรเทือกนั้น ของผมมันกลับเป็นธนานุเคราะห์ หรือ ธนานุบาลไปโน่น แฮ่ !!
วิ่งเข้า ๆ ออก ๆ สถาบันการเงินแบบไทย ๆ จนหมดทรัพย์สินมีค่าที่จะไปการันตีแล้ว ผมก็เข้าสู่ขั้นตอนต่อไปคือการระดมเงินทุน แต่ก็แปลก ๆ ที่ว่าแหล่งเงินทุนของผม แทนที่มันจะเป็นนักลงทุนทั่วไป มันกลับเป็นญาติสนิทมิตรสหายเสียมากกว่า เวลาที่ไปขอระดมเงินทุน แทนที่จะเอาโครงการไปเสนอว่ามีความเป็นไปได้อย่างไร ผลตอบแทนเท่าไหร่ กลับกลายเป็นว่าไปนั่งปากเปียกปากแฉะขอความเห็นใจว่า เช็คกำลังจะเด้งอย่างไร หรือเงินงวดจะออกเมื่อไหร่เสียนั่น
หากนักลงทุนใกล้ตัวไม่สนใจจะช่วยผมก็เล่นขั้นตอนต่อไปล่ะครับคือการออกตราสาร ตำราฝรั่งว่าไว้เป็นพวกหุ้นกู้ , พันธบัตร หรือตั๋วแลกเงิน แต่ของผมนั้นมันกลับกลาย ออกเป็นแนวแลกเช็ค หรือขายตั๋วจำนำซะงั้น แหะ ๆ
หากเงินยังไม่พอหรือหมุนติ้ว ๆ กันไม่ทัน ซึ่งตอนนี้กิจการก็ตั้งกันมาพอสมควรแล้ว ฝรั่งเขาก็จะระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ โดยการนำหุ้นออกขายกับนักลงทุนทั่วไป เพื่อกระจายหุ้นเป็นบริษัทมหาชน
และของผมก็ทำเช่นกันคือระดมเงินทุนแต่แทนที่ จะเป็นจากในตลาดหลักทรัพย์ ของผมกลับเป็นระดมจากในตลาดสด คือการตั้งวงแชร์ ฮิ ๆ ..
ผมว่าผมทำตามทฤษฏีเปะ ๆ แล้วนะครับ ทำอย่างนี้บริษัทฯฝรั่งมันจะโตเอา ๆ แต่ลงผมมันไหงเตี้ยลง ๆ ก็ไม่รู้ เฮ้อ !!
ต่อมาก็ Machine อันนี้ไม่ค่อยมีปัญหา พอจะหาซื้อมาได้
สุดท้าย ท้ายสุดก็คือ Management อันเป็นวิธีที่จะทำให้สามข้อแรกคือ Man Money Machine ทำเงินกลับมาให้เรา อันนี้ว่ากันยาวค่อยมาต่อในภายหลัง ก็แล้วกัน
เอาเป็นว่าพอได้จักรยานมาตัวผมมีครบซึ่งปัจจัยทั้งสี่ประการแล้ว สมกับการเริ่มต้น ทำธุรกิจแบบมืออาชีพ คุณ ๆ คอยติดตามนะครับ ..
............. .............
แก้ไขเมื่อ 19 ธ.ค. 48 00:27:15
แก้ไขเมื่อ 19 ธ.ค. 48 00:22:28
แก้ไขเมื่อ 19 ธ.ค. 48 00:17:43
จากคุณ :
ส.สัตยา
- [
19 ธ.ค. 48 00:15:40
]
|
|
|