CafeTech-ExchangePantip MarketChatPantownBlogGangTorakhongGameRoom


    @@@ ... ผมว่าผมคือมืออาชีพ .. ตอน ตั้งเป้าหมายธุรกิจ .. @@@



    .................
    ................

    ขออำภัยครับท่านผู้ชมที่กระผมหายหน้าไปนานไปหน่อย ..

    ไม่ได้ไปจีบสาวที่ไหน   ไม่ได้ไปเที่ยวแต่อย่างใด   มีแต่งานกับงานครับ ..

    ช่วงใกล้ปีใหม่ก็งี้แหละ  ลูกน้องแต่ละคนจ้องจะเผ่นกลับบ้านนอกกันอย่างเดียว ..

    เลยต้องบี้งานกันให้หนักหน่อยกับโค้งสุดท้ายปลายปีนี้ ..

    ...................................................................

    ธุรกิจของผมในปัจจุบันไม่สนุกหรอก   มีแต่เหนื่อยกับเครียด  ..

    ไปดูชีวิตยามเด็กดีกว่าเนอะ .   ดูยังไงก็น่ารัก  ฮ่า !! ..

    ในตอนนี้ว่าถึงทฤษฎีการจัดการ    แต่ออกแนววิชาเกิน  ..

    ไม่มีรักโศกเศร้าเคล้าน้ำตา   แต่มีเรทอาร์มาด้วย ..

    ก็เพื่ออรรถรสของวิชาเกินตามวิถีไทย ..


    ………………………….


    หลังจากผมได้  M  ตัวที่สามคือจักรยานทำมือคันสวยมาแล้ว  พอดีกับโรงเรียนปิดเทอม
    ตามประสาเด็กไฮเปอร์   ผมก็เริ่มออกทำธุรกิจจัดซื้อสินค้าหลังหักค่าเสื่อมราคาทันที  
    (หรือชาวบ้านเขาเรียกว่าพวกรับซื้อของเก่านั่นแหละ  แหะ ๆ )

    ทุกวันผมจะปั่นจักรยานดุ่ย  ๆ (ปั่นแบบไหนบอกไม่ถูกเหมือนกัน)  กำหนดเส้นทางเอาตามใจชอบ
    ไม่มีการวางแผน  ไม่มีการคิดล่วงหน้า   ก็ว่ามันไปตามประสาเด็กนั่นแหละครับ  

    อย่างวันแรกผมปั่นข้ามแม่น้ำดิ่งไปทางบ้านพักข้าราชการ  วนไปเวียนมาเป็นครึ่งวันก็ไม่เห็นมีใคร
    อยู่บ้านกันเลย  จนถอดใจเกือบจะกลับ   ที่สุดก็ไปพบยายคนหนึ่งกำลังเดินเก็บกระถินอยู่ริมรั้ว
    ผมรีบใช้ TEEN ยันล้อหน้าแทนเบรกสุดเหยียด  จนรถปัดฝุ่นฟุ้งกระจาย


    “ยาย ๆ ที่บ้านมีคนอยู่ไม๊ “  ผมถามอย่างดีอกดีใจที่ได้เจอะเจอผู้คน

    “คนเหรอ ?  มีสิ .. ก็ยายไงล่ะลูก”   ยายตะโกนข้ามรั้วกลับมา

    เออ !!  .. จริงของยายแฮะ ..

    “ไม่ใช่ !!  คนที่พอคุยกันรู้เรื่องน่ะ  ยาย”  ผมตะโกนตอบ

    “แล้วที่ยายพูดนี่   เอ็งฟังไม่รู้เรื่องเร๊อะ “

    เอ้อ !! .. มันก็จริงอีกแฮะ ..   ผมเกาท้ายทอยอธิบายไป

    “คือ .. ผมจะมารับซื้อของเก่าน่ะยาย   เลยถามถึงพวกที่มีของเก่าจะขาย”

    “อ้ออออออออ .. แล้วก็ไม่บอกแต่แรก   ไม่มีร้อกไอ้หนู  มันไปทำงานกันหมด
    เอ็งอยากเจอผู้คนเยอะ ๆ   เอ็งก็ต้องมาวันเสาร์อาทิตย์โน่นแหละ “

    ถึงว่าสิ ...   ผมมันมาผิดกาลเทศะเองนิ ..

    “มาจากไหนล่ะนี่   ร้อนไหมไอ้หนู   เข้ามากินน้ำกินท่าก่อน”  ยายเรียกเข้าไปกินน้ำในตุ่ม
    ซึ่งตั้งอยู่เชิงบันไดบ้าน    อย่างว่าครับ  คนสมัยก่อนเขามีน้ำใจอย่างนี้แหละ


    ไหน ๆ ก็เข้ามาแล้ว  ผมเลยลองเจรจาธุรกิจกับยายเผื่อฟลุ๊ก

    “ยายมีของเก่าจะขายไหมฮะ”

    “มีแต่ผ้าถุงเก่ากับตะบันหมากเก่าเอ็งจะเอาไหมล่ะ”   แหม .. ยายนี่ช่างยวนจริง ๆ

    “ไม่เอาสิ   เอาของที่มันขายได้สิครับ  พวกขวดเก่า  เศษเหล็ก  เศษกระดาษอะไรแบบเนี๊ย”

    “มีขวดยาหอมปราบลมอยู่สองสามขวด  เอ็งจะเอาไหมล่ะ  ให้ขวดละเท่าไหร่”

    ฟุ่ย !! …   ผมไม่น่าลืมดูฤกษ์ดูยามก่อนออกจากบ้านเลย  

    เห็นว่าไม่ได้เรื่องแน่  ผมก็เลยขอบคุณยายสำหรับน้ำฝนแล้วก็ลากลับ

    “ประเดี๋ยวก่อน  รอแป๊บนึง”  ยายเรียกไว้แล้วก็เดินกลับเข้าไปในบ้าน

    สักครู่ก็ออกมาพร้อมกับขวดยาหอมสองขวด  หนังสือภาพยนตร์บันเกิงขาดรุ่งริ่งหนึ่งเล่ม  
    แต่ที่ทำให้ผมยิ้มออกมาได้คือกล้วยน้ำว้าสุกงอมครึ่งหวี

    “เอ้าไอ้หนู  .. ยายให้  ไม่เอาตังค์เอ็งหรอก  วันหลังเอ็งมาใหม่ตอนวันเสาร์อาทิตย์นะ  
    แล้วยายจะช่วยบอก ๆ ให้คนมันเตรียมของไว้ขายกับเอ็ง”


    ผมรู้ทีหลังว่ายายชื่อยาแสง  เป็นคนรักเด็กและก็อารมณ์ดี และช่วยประชาสัมพันธ์ให้ผม
    จนแถวนั้นเขาเป็นเจ้าประจำกับผมกันทั้งบาง ..


    แต่กว่าที่ผมจะมีลูกค้าจนอยู่ตัวนั้น   ช่วงแรกผมปั่นมั่วมันไปตลอด  และผลก็คือผมได้ของเก่า
    กลับมาอยู่แค่ก้นตะกร้าเป็นประจำ


    ก่อนจะมีรถ  ผมวิ่งไล่ขอไล่เก็บของเก่าเอาแถวในตลาด  ชาวบ้านเขาก็ให้ด้วยความสงสาร  บางคน
    ก็ให้ด้วยความจำใจ (ก็ถูกขโมยนั่นแหละ)  เรื่องค้าขายมันเยดูง่ายมีแต่กำไรกับกำไร

    พอมามีต้นทุน (ก็คือเวลาและแรงงานปั่นจักรยาน)  ถึงได้รู้ว่าการค้าที่ทำอย่างจริง ๆ จัง ๆ นั้นมัน
    ไม่ง่ายอย่างที่คิด  กว่าจะได้มาแต่ละบาทก็แทบอ้วก


    เหมือน ๆ กับอีตอนเราทำงานประจำอยู่แล้วมีจ๊อบโน่นจ๊อบนี่มาให้ทำนั่นแหละมั้ง     ..
    ดูเหมือนเงินมันจะวิ่งมาหาง่าย ๆ   ได้ตั้งสองทาง สามทาง  จนคันยิบ ๆ หาเรื่องออกมาค้าขายเอง

    แต่พอออกมาทำเองแล้วพ่อเจ้าประคุณเอ๋ย ..  ใครจะเป็นอย่างไรผมไม่รู้   รู้แต่ว่าผมเองนี่แหละ
    แทบรากเลือด  .. ฮิ ๆ  ..


    ทำธุรกิจถ้ามันง่ายก็รวยกันไปหมดโลกแล้วใช่ไหม ..    คงใช่เนอะ ..



    อันว่าธุรกิจหรือการค้านั้นมันจะมากับโอกาส  คือเราได้เห็นหรือได้สัมผัสกับอะไรสักอย่างหนึ่ง
    ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเรากำลังจะมีช่องทางรวยแล้วโว้ย ..

    โอกาสนี้ฝรั่งเรียกว่า Opportunity  (ฟังดูดีเนอะ ..)    แต่พวกคนรอบ ๆ ตัวผม  รวมทั้งผมเอง
    กลับเอามาแปลกันง่าย ๆ ว่า “ดวง”

    เรียกว่าหากโอกาสมาก็เรียกว่า   “มีดวง”  ..

    ถ้าทำมาค้าขึ้นก็ว่า    “ดวงดี”

    ถ้าเจ๊งม้วนเสื่อไปเสียก็ว่า    “ดวงไม่ดี”  


    เป็นซะงั้น ..

     
    และคนไทยเราส่วนใหญ่ (รวมทั้งตัวผมเองด้วย)  พอเห็นโอกาสหรือมีดวงก็มักจะทำอยู่สองอย่าง  
    คือ  หนึ่ง   กระโจนโครมเข้าใส่เลย  โดยไม่ดูเรื่องดูราว   ดูทิศดูทาง  ดูชั้นดูเชิง  แต่อย่างใด
    และ   สองคือรำมวยป้อดูเชิง  แต่ไม่ลงมือทำสักที

    อาจจะเป็นเพราะว่าคนไทยเราถูกหัดมาแบบไม่ค่อยให้คิดเอง   การวางแผนเลยไม่ค่อยมีอยู่ในหัว
    (แต่จะว่าไปสมัยนี้ผมก็พอเห็นเปลี่ยนไปเยอะ   เห็นคนรุ่นใหม่เก่ง ๆ กันทั้งนั้น )

    พวกกลางเก่ากลางใหม่ (ไม่แก่นะเออ) อย่างผมเลยเขิน ๆ หน่อย  แหะ ๆ


    ย้อนกลับมาถึงธุรกิจจัดซื้อสินค้าหลังหักค่าเสื่อมราคาของผม     ถ้าจะว่าให้เป็นวิชาการ  มันก็คือ
    ขาดการวิเคราะห์และหลักการบริหาร  อันเป็นหัวใจสำคัญในการทำงานให้สำเร็จ ..


    ขอฝอยเป็นวิชาเกินอีกครั้ง .. และก็ขอเตือนอีกครั้งว่าใครอย่า(ได้ริ)เอาไปอ้างอิงในตำราเล่มใด
    อย่างเด็ดขาด ..




    .............
    ............

    แก้ไขเมื่อ 30 ธ.ค. 48 03:51:32

    จากคุณ : ส.สัตยา - [ 30 ธ.ค. 48 03:47:41 ]

 
 


ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป