Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com  


 
Buy When There’s Blood In The Streets --- ซื้อเมื่อเลือดนองพื้นถนน

อมตะวจีซึ่งมาจากประโยคเต็มๆ ว่า “ Buy when there’s blood in the streets, even if the blood is your own.” ซื้อเมื่อเลือดนองถนน แม้ว่าเลือดนั้นจะเป็นของคุณเองก็ตาม

นี่คือหัวใจของการลงทุนแบบสวนกระแส “Contrarion Investing”  ที่มีความเชื่อฝั่งใจว่าเมื่อตลาดเลวร้ายสุดๆ เป็นโอกาสดีที่จะทำกำไร

คนส่วนมากต้องการให้ในพอร์ทของตนมีแต่หุ้นตัวเก่ง แต่วอร์เรน บัฟเฟตต์เตือนว่า “ในตลาดหุ้น คุณจะจ่ายในราคาสูงสำหรับหุ้นที่ทุกคนต่างก็เห็นชอบ” หรืออีกนัยหนึ่ง “ถ้าทุกคนเห็นตรงกันเกี่ยวกับการลงทุนของคุณ อาจจะเป็นไปได้ว่านั่นไม่ใช่สิ่งที่ดีนัก”

มุ่งไปในทิศทางที่สวนกระแส

ชาวสวนมีพฤติกรรมสมชื่อ พยายามที่จะทำสิ่งตรงข้ามกับฝูงชน ชาวสวนจะตื่นเต้นอย่างมากเมื่อบริษัทที่ดีราคาพุ่งดิ่ง พวกเขาจะว่ายทวนกระแสด้วยเชื่อว่าตลาดมีความผิดพลาดทั้งการที่ราคาขึ้นสูงสุดและตกต่ำสุด ยิ่งราคาสวิงมากเท่าไร ความผิดพลาดของตลาดก็ยิ่งมีมากขึ้นเช่นกัน

เวลาที่เลวร้ายเป็นช่วงเวลาที่ดีที่จะซื้อ

จากที่ผ่านมา  นักลงทุนสวนกระแสมีช่วงเวลาดีเยี่ยมที่จะเข้าลงทุนในขณะที่ตลาดสับสนอลหม่าน การตกต่ำในปี 1987 ดาวโจนส์ตก 22% ภายในวันเดียว ในปี 1973-1974 ช่วงตลาดหมีลบถึง 45% เป็นเวลา 22 เดือน และในปี 2001 วันที่ 11 กันยายน  การก่อวินาศกรรมทำให้ตลาดหุ้นตกลงอย่างมาก ปรากฏการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า และบรรดาชาวสวนพบว่าเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับการลงทุน

ตลาดหมีในปี 1973-1974 ช่วยให้บัฟเฟตต์มีโอกาสซื้อหุ้นวอชิงตันโพสต์ เป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนมากกว่า 100 เท่า (ยังไม่รวมเงินปันผล) บัฟเฟตต์กล่าวในขณะนั้นว่า “เขาซื้อหุ้นในบริษัทที่ลดราคาอย่างสุดๆ”  เวลานั้น วอชิงตันโพสต์มีมูลค่าตลาด 80 ล้านเหรียญ ทั้งๆ ที่ควรจะขายได้ไม่ต่ำกว่า 400 ล้านเหรียญ

ภายหลังการก่อการร้าย 11 กันยายน การเดินทางด้วยเครื่องบินเหมือนจะหยุดชะงักไปทั่วโลก สมมุติว่าในเวลานั้นคุณลงทุนในบริษัทโบอิง (ผู้ผลิตเครื่องบินโดยสารที่ใหญ่ที่สุดในโลก)  หุ้นของโบอิงยังตกไม่ถึงจุดต่ำสุด จนกระทั่งหนึ่งปีหลังเกิดเหตุ 911 ที่จุดนี้ราคาหุ้นได้พุ่งขึ้นมากกว่า 4 เท่าในชั่วระยะเวลา 5 ปี จะเห็นได้ว่าเหตุการณ์ 911 ทำให้ตลาดเกิดความหวาดกลัวต่ออุตสาหกรรมการบินได้ชั่วเวลาหนึ่ง คนที่ค้นคว้าวิเคราะห์และตั้งใจวางเดิมพันกับความอยู่รอดของโบอิงก็จะได้รับรางวัลตอบแทน

เซอร์ จอห์น เทมเพิลตัน (Sir John Templeton ผู้บริหารกองทุนเทมเพิลตันตั้งแต่ 1954 – 1992) ทุกๆ 10,000เหรียญของหุ้นชั้นดีในกองทุนของเขาซึ่งซื้อมาตั้งแต่ปี 1954 เมื่อเขาขายในปี 1992 จะได้ราคาถึง 2 ล้านเหรียญ (นำเงินปันผลหมุนเวียนมาลงทุนต่อเนื่อง) คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็จะได้ผลตอบแทน 14.5% ต่อปี เทมเพิลตันได้ชื่อว่าเป็นผู้บุกเบิกการลงทุนในตลาดต่างประเทศ และจัดเป็นนักลงทุนชาวสวนตัวยง ด้วยคติที่ว่า “ซื้อเมื่อบริษัทถูกมองในแง่ร้ายสุดๆ” ตัวอย่างเด่นๆ ก็เมื่อเขาซื้อหุ้นของบริษัทมหาชนในยุโรปช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 รวมถึงบริษัทที่ล้มละลาย ด้วยเงินที่ได้มาจากการกู้ยืม หลังจากสี่ปีผ่านไป เขาได้กำไรอย่างมากจากการขายหุ้นของบริษัทเหล่านี้

มาดูกันว่าชาวสวนเขาทำกันอย่างไร

การลงทุนแบบสวนกระแสนั้นก็มีความเสี่ยงเช่นกัน  เมื่อนักลงทุนสวนกระแสที่มีชื่อเสียงได้ทุ่มเงินลงทุนลงไป ในขณะที่คนทั่วไปมีความคิดเห็นตรงกันข้าม แต่สุดท้ายแล้วก็ปรากฏว่าชาวสวนก็ประสบผลสำเร็จ แต่พวกเขาไม่ได้ทำอะไรสุ่มสี่สุ่มห้า ชาวสวนต้องค้นคว้าอย่างจริงจัง วิเคราะห์อย่างละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่าฝูงชนนั้นผิดพลาด ดังนั้นเมื่อหุ้นเริ่มปักหัวลง นักลงทุนสวนกระแสจะยังไม่เข้าซื้อในทันทีทันใด แต่เขาจะต้องค้นหาสาเหตุก่อนว่าอะไรทำให้หุ้นตกลงมา และราคาได้ลงมาถึงระดับที่พอใจ

บทสรุป

นักลงทุนสวนกระแสที่ประสบความสำเร็จแต่ละคน ต่างก็มีกลยุทธ์ของตัวเองในการลงทุนที่เห็นว่ามีโอกาสจะชนะ แต่สิ่งหนึ่งที่พวกเขาเหมือนกันก็คือ พวกเขาจะรอคอยให้ตลาดนำพาโอกาสทองมาหา มากกว่าจะไล่ซื้อตามหุ้นเหล่านั้น

(ที่มาที่เดิม)


เพลงประกอบกระทู้

จากคุณ : WindReturn
เขียนเมื่อ : 5 ต.ค. 53 22:44:07




ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป



Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com