นิตยสารธรรมะใกล้ตัว ฉบับที่ ๑๑๐ - ประจำวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๕๕๓
จากใจ บ.ก. ใกล้ตัว - ฉบับที่ ๑๑๐
อยู่สบาย ไปสบาย
อยู่สบาย ไปสบาย
ชีวิตแบบที่เราใช้ๆกันอยู่
ทำให้หลายคนรู้สึกเบื่อหน่าย
หลายคนได้ทุกสิ่งที่ต้องการมา
แต่ก็ไม่ทราบว่าความรู้สึก "ได้มาแล้ว" มันหายไปไหน
ขณะที่หลายคนยังไม่ได้สิ่งที่ต้องการจริงๆเลย
แล้วก็เห็นความรู้สึกว่า "ไม่มีทางได้" แน่ๆ
มันเกาะติดอยู่กับชีวิตเหนียวแน่นเหลือเกิน
น่าจะตลอดไปจนกว่าจะตายดับทีเดียว
สรุปคือแทบทุกคนหิว
และไม่รู้จักว่าความอิ่มคืออะไร ทำแบบไหนจะได้มา
ความรู้สึกเต็มอิ่ม
ดูเหมือนไม่มีอยู่จริงในวิถีชีวิตของโลกวันนี้
หลายคนจึงไม่ค่อยกลัวตาย
แม้สัญญาณเตือนภัยจะกระหน่ำ ดังถี่ขึ้นทุกที
แต่ทุกคนยังคงกลัวอยู่ในส่วนลึก
ว่าตายแล้วจะมีอะไรน่าพรั่นพรึงรออยู่จริงหรือเปล่า
เราพลาดท่าเสียที ก่อกรรมร้ายไว้กี่หน
หรือลืมทำอะไรที่สำคัญไว้กี่อย่าง
ศาสนาที่เชื่อพระเจ้า
จะสอนให้กลัวการมีศรัทธาที่ยังไม่สมบูรณ์
ศรัทธาที่สมบูรณ์จะขจัดความกลัวให้เอง
ส่วนศาสนาที่เชื่อเรื่องกรรมวิบาก
จะสอนให้กลัวการสร้างบาป
และเร่งชื่นชมการสร้างบุญ
เพราะบุญที่ปราศจากมลทินบาปจะสร้างภาวะดีๆไว้รอท่า
โดยใจความย่นย่อ
เชื่ออย่างไร ให้ทำแบบนั้น
แล้วความสบายใจจะตามมาเองโดยไม่ต้องถามหา
และถ้าคุณอยู่ในศาสนาที่สว่างพอ
ใจก็จะพลอยสว่างตาม
รู้สึกอบอุ่นและไม่ต้องหวาดกลัวชีวิตหลังความตาย
ไม่ต้องกระวนกระวายหรือมีจิตวิญญาณที่แห้งเหี่ยวอีกแล้ว
ความสบายใจจะไม่เกิดกับคนที่อวดดี
ทำเป็นพูดว่าเชื่อตัวเองก็สบายใจอยู่แล้ว
ไม่เห็นต้องไปหาความเชื่อมาใส่ตัวเหมือนหาเหาใส่หัว
ไม่เห็นต้องเชื่อให้เกิดความกลัวแบบรนหาที่
ร้อยทั้งร้อยของคนพูดแบบนี้ตอนมีชีวิตปกตินี่นะครับ
มักจบลงด้วยความใจสั่นตอนใกล้ตาย
โดยเฉพาะเมื่อเห็นลางหายนะ
เกิดนิมิตน่ากลัวขึ้นมาแบบคนฝันร้าย
และสำเหนียกว่าฝันร้ายเริ่มคุกคามต่างไปจากเคย
เมื่อความโกลาหลและไอร้อนจากฝันร้าย
ไม่ได้หยุดอยู่แค่จินตภาพในหัว
ทว่ามีแรงดูดตัวเราให้เข้าไปอยู่ใน "ฝันที่เป็นจริง" กันต่อด้วย
พระพุทธเจ้าเป็นผู้บอกว่าศีล ๕ เป็นทางแห่งความสบายใจ
ส่วนลึกของทุกคนรู้ แต่ส่วนตื้นของแทบทุกคนทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้
พระพุทธเจ้าเป็นผู้บอกว่าการเจริญสติเป็นทางหลุดพ้นแห่งใจ
หลายคนเคยได้ยิน แต่มีเพียงบางคนที่ลองศึกษาให้รู้
และน้อยคนกว่านั้นพยายามลงมือปฏิบัติให้เกิดผลจริง
ความสบายใจปลอมๆอาจเริ่มจากการฟังใครพูดอะไรดีๆ
แต่ความสบายใจของจริงต้องเกิดจากการลงมือทำจริงๆเท่านั้น
เทคนิคง่ายที่สุดที่จะเอาจริงเพื่อให้เกิดผลจริงอย่างเร็วที่สุด
คือสำรวจตัวเองว่ายังติดค้างคากับเรื่องใดที่
"รู้อยู่แก่ใจว่าผิดจริงแต่ยังขืนทำ"
คืออาจจะขืนทำด้วยแพ้อำนาจกิเลส
หรืออาจจะด้วยความเข้าข้างตัวเอง
หรืออาจจะด้วยอัตตาดิบๆที่รู้สึกว่าข้าจะเอาแบบนี้เสียอย่าง
เมื่อสำรวจพบแล้ว ก็ขอให้สละเวลาสักครู่ใหญ่ๆ
ชั่งวัดน้ำหนักดูว่าฝืนทำต่อจะหนักใจอย่างไร
ลองคิดเปลี่ยนใจเลิกทำจริงจะเบาลง
สบายใจกว่ากันสักขนาดไหน
ความรู้สึกทางใจเป็นสิ่งที่ทดลองเปรียบเทียบชั่งวัดกันได้
แต่คนเราไม่ค่อยทำ เพราะมัวยึดติดอยู่กับทิฐิมานะทึบๆ
เห็นทิฐิเป็นของดี เห็นมานะเป็นเครื่องชี้ว่ากูแน่
แต่ไม่เห็นว่าความหนักใจ ไม่สบายอารมณ์ที่เกาะกินอยู่กับตัว
จึงไม่ตระหนักว่ามันเป็นของเลว ของหยาบ
ของที่บ่งบอกว่าตัวตนแบบนั้นไม่ได้แน่จริงสักนิด
ขออนุญาตประชาสัมพันธ์ในที่นี้ด้วยนะครับ
ใกล้สิ้นปี ทางผมกับ 7Eleven ดำริจะจัดทำหนังสือเล่มหนึ่ง
ที่เหมาะจะเป็นของขวัญมีค่าในราคาย่อมเยาออกมา
และพิจารณาดูแล้วก็เห็นว่าหนังสือของผมที่คนอ่านกันง่ายๆ
ก็น่าจะเป็น "เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว"
โดยให้ชื่อเป็น ฉบับ อยู่สบาย ไปสบาย
ผมได้รวบรวมบทความทั้งที่เป็นถามตอบแบบเตรียมเสบียงฯ
ตลอดจนบทความที่กระจายตามนิตยสารต่างๆไว้ในที่เดียว
รวมทั้งเขียนเรื่องใหม่ขึ้นมาโดยเฉพาะ คือ
"กลัวอนาคต แต่ไม่เสียดายปัจจุบัน" และ "เตรียมลงนรก!"
ขนาดความหนาของหนังสือจะเป็น ๒๕๖ หน้า
ราคา ๕๙ บาท เท่ากับเสียดายคนตายไม่ได้อ่าน ฉบับปฏิรูป
เพื่อให้รู้สึกว่าเป็นของขวัญปีใหม่จากผมและ 7Eleven จริงๆ
โดยหนังสือจะวางให้เห็นใน 7Eleven และ Book Smile
ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ ๓๑ ธันวาคม เป็นต้นไปครับ
ดังตฤณ
ธันวาคม ๕๓