ความคิดเห็นที่ 1
นอกเหนือจาก ประเด็น 10 ประเด็นที่ บัฟเฟตต์ ได้ให้ข้อสังเกตไว้แล้ว ผมได้เพิ่มประเด็นที่ควรพิจารณาเข้าไปอีก ดังนี้ 11. มีอัตราส่วนราคาต่อส่วนของผู้ถือหุ้น(Price/Equity ratio หรือ P/E ratio) ที่เหมาะสม คือควรต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มอุตสาหกรรมนั้นๆ 12. มีอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (Price/Book value หรือ P/BV) ที่เหมาะสม คือควรต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มอุตสาหกรรมนั้นๆ 13. มีอัตราการหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (Inventory turnover) ที่เหมาะสม คือควรสูงกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มอุตสาหกรรมนั้นๆ 14. มีอัตรากำไรขั้นต้น (Profit margin) ที่สูง 15. มีอัตราการจ่ายเงินปันผลที่สูง มีมาอย่างต่อเนื่อง และมีแนวโน้มสูงขึ้น (ต้องพิจารณาด้วยว่า แนวโน้มที่ปันผลสูงขึ้นนั้น ส่งผลต่อกระแสเงินสดของกิจการในการลงทุนต่อเพื่อให้บริษัทมีความได้เปรียบอย่างยั่งยืนต่อไปหรือไม่ ถ้ามีแนวโน้มจ่ายปันผลสูงขึ้น แต่มีเงินน้อยลงในการไปปรับปรุงกิจการสู้กับคู่แข่งขัน ต้องไปกู้เพิ่ม อันนี้อันตราย ต้องระวัง)
ยังมีตัวเลขในงบการเงินที่สามารถนำมาคำนวณเป็นอัตราส่วนเพื่อใช้ในการพิจารณาได้อีกหลายตัว แต่คงจะไม่ลงทั้งหมดเพราะสามารถหาอ่านได้ไม่ยากในหนังสือ การวิเคราะห์งบการเงิน
จากประเด็นดังกล่าวมาข้างต้น จะเห็นได้ว่า เป็นไปได้ยาก ที่จะหาบริษัทที่เข้าข่ายได้ครบทุกประเด็น ผมอาศัยเอาว่าบริษัทใดเข้าข่ายประเด็นดังกล่าวมากที่สุด ก็น่าลงทุน ซึ่งในพอร์ทผมมี 2-3 ตัวเท่านั้น และผมก็คงไม่บอกด้วยแหละ (อย่ามาหลอกถามนะตัวเอง) 555 ล้อเล่นนะครับ จริง ๆ ผมก็อาศัยอ่านเอาจากเว็บต่างๆ นี่แหละครับ มีผู้รู้วิเคราะห์มาให้แล้ว ผมก็ไปหาข้อมูลของบริษัทนั้นมาดูด้วยตัวเองอีกที คือยึดหลัก กาลามสูตร ของพระพุทธเจ้า ต้องพิสูจน์ด้วยตัวเองเสียก่อนถึงจะเชื่อ และเอาเงินไปลงทุนไว้ ระยะยาว
มาต่อกันที่ 40% นั่นก็คือ FTA (Fundamentally Technical Analysis)
ท่านที่ยังไม่ได้อ่าน ปฐมบทแห่งการลงทุน 2 คงจะขมวดคิ้วแล้วนึกในใจว่า อะไรของมันหว่า FTA มัน Free Trade Area ไม่ใช่หรือ?
ท่านไม่เคยเห็น FTA (Fundamentally Technical Analysis) ที่ไหนมาก่อนแน่นอน เพราะผมบัญญัติเอง และเผยแพร่ที่นี่เป็นที่แรก
FTA เป็นกลยุทธ์การลงทุนโดยอาศัยจุดเด่นของการวิเคราะห์ทางปัจจัยพื้นฐานมาช่วยในการสรรหาหุ้นดี มาลงทุน ซึ่งหลักการในการสรรหาหุ้น หรือบริษัทที่น่าลงทุน เหมือนกับหลักการของ บัฟเฟตต์ ทุกประการ แต่อาจจะไม่เข้มงวดเท่าก็ได้ และที่เพิ่มเติมคือ จะต้องเป็นบริษัทที่นิยมเทรดกันพอสมควร คือให้มีระลอกคลื่น เพื่อที่จะได้ทำ FTA ได้
จากนั้นก็อาศัยแนวคิดหลัก หรือเคล็ดวิชาเดียวกับ DSM คือ ทำอย่างไรให้เงินจำนวนเท่าเดิม มีจำนวนหุ้นเพิ่มขึ้นมาได้ เพื่อเพิ่มโอกาสในการรับเงินปันผลให้มากขึ้น แต่วิธีการแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง โดยผมจะใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิค มาช่วยเพิ่มจำนวนหุ้น
จากกฎการลงทุนของ DSM 3ข้อ 1. ห้ามขาดทุน 2. ถ้าไม่เข้าใจให้อ่านข้อ 1 3. ถ้าไม่เข้าใจให้อ่านข้อ 1 ซ้ำอีกครั้ง
แต่ถ้าขาดทุน คุณเด่นศรี แนะนำให้ทำดังนี้ 1. เมื่อราคาลงจากต้นทุนที่เราซื้อ 2 ช่อง ให้ขายหุ้นออก 10 % 2. ให้กำหนดจุดซื้อคืนไว้ที่ 3 ช่อง จากราคาที่ขายไป
รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ DSM หาอ่านได้ที่คลับเพื่ออิสรภาพทางการเงิน
ก่อนจะขึ้นกฎการลงทุนของ FTA ท่านที่ไม่เคยรู้จักคลื่นอีเลียตมาก่อน ให้หยุดอยู่ตรงนี้ แล้วหาหนังสือ การวิเคราะห์หลักทรัพย์ทางเทคนิค มาอ่านดูก่อน แล้วค่อยกลับมาอ่านบทความนี้ต่อไป ไม่เช่นนั้นท่านจะงงเต๊ก
ส่วนกฎการลงทุนของ FTA คือ 1. ห้ามขาดทุน คือให้ซื้อที่จุดเริ่มต้นของภาวะตลาดกระทิง นั่นคือซื้อที่จุดเริ่มต้นของคลื่น 1 ย่อย ของคลื่น 1 ใหญ่ 2. ถ้าขาดทุน ให้ขาย 20% ที่แนวรับแรกที่เส้นราคามันหลุดลงไปทันที และขายทุก 20% เมื่อทะลุแนวรับต่อไปลงไป 3. ให้ไปซื้อคืนที่แนวรับที่เส้นราคาไม่สามารถลงต่อไปได้ คือโดนปุ๊บ กระเด้งทันที ด้วยเงินทั้งหมดที่ขายออกไป 4. หากกำไร ถ้าเป็นภาวะตลาดกระทิง คลื่น 1-5 ย่อย ขึ้นยังไงก็ไม่ขาย จะขายก็ต่อเมื่อ 4.1 หมดคลื่น 5 ย่อย ในคลื่นลูก 1, 3, และ5 ใหญ่ แล้วไปซื้อคืนที่คลื่น C ย่อย ในคลื่นลูก 2 และ 4ใหญ่ 4.2 ชนแนวต้านเส้นขนาน 2 ครั้งแล้วไม่ผ่าน คืออาจจะเกิดการฟอร์มตัวเป็น Double Top (ถือว่าเป็นคลื่นล้มเหลว ซึ่งอยู่ในกฎอีเลียต) 4.3 สิ้นสุดภาวะตลาดกระทิง คือที่คลื่น 5 ย่อย ของคลื่น 5 ใหญ่ 5. ภาวะตลาดหมี คลื่น 1-5 ย่อย ลงยังไงก็ไม่ซื้อ จะซื้อก็ต่อเมื่อ 5.1 หมดคลื่น 5 ย่อย ในคลื่นลูก A และ C ใหญ่ และไปขายที่คลื่น C ย่อย ของคลื่น B ใหญ่ 5.2 ชนแนวรับเส้นขนาน 2 ครั้งแล้วไม่ผ่าน คืออาจจะเกิดการฟอร์มตัวเป็น Double Bottom 5.3 สิ้นสุดภาวะตลาดหมี คือที่คลื่น 5 ย่อย ของคลื่น C ใหญ่
กฎข้อ 2 และ 3 เกิดจากการวิเคราะห์กฎข้อ 1 ผิด เพราะคิดว่าราคากลับตัวเป็นภาวะกระทิงแล้ว พอขาดทุน จึงให้แก้ไขด้วยวิธีดังกล่าว จนกว่าจะมองลูกคลื่นถูกภาวะ แล้วค่อยเริ่มนับคลื่นใหม่
และการซื้อขายในแต่ละครั้ง ให้ซื้อขาย 20% เท่านั้น (ผมใช้แบบนี้ ท่านจะใช้สูตรอื่นก็ไม่ว่ากัน)
หากท่านไม่ถนัด หรือไม่ชอบใช้คลื่นอีเลียต ซึ่งเป็นหนึ่งใน Advance Technical
FTA ก็สามารถประยุกต์ใช้กับ Basic Technical ได้มากมายหลายเครื่องมือ ไม่ว่าจะเป็น MACD, SSTO, RSI, EMA ฯลฯ ขึ้นอยู่กับผู้ใช้จะเซทค่าเป็นเช่นใด
ทีนี้ ปัญหาก็คือ ถ้าใช้คลื่นอีเลียต จะนับคลื่นยังไงให้ถูกต้อง แล้วตลาดหมีกับกระทิง มันมีก็มีทั้งหมียักษ์ กระทิงยักษ์ หมีใหญ่ กระทิงใหญ่ หมีกลาง กระทิงกลาง หมีเล็ก กระทิงเล็ก ฯลฯ จะใช้กระทิงไหนดี
ผมจะใช้ภาพมุมมองของกราฟ 1 ปีเป็นหลัก แต่ก่อนจะดูภาพเล็ก ผมจะมองที่ภาพยักษ์ใหญ่เสียก่อนเพื่อให้รู้ว่า ตอนนี้เราอยู่ในคลื่นลูกใดของภาวะตลาดยักษ์
เรามาลองดูภาพกัน
จากคุณ :
หมากเขียว
- [
2 ก.พ. 48 11:49:01
]
|
|
|