CafeTech-ExchangePantip MarketChatPantownBlogGangTorakhongGameRoom


    มาร์ติน่า ฮินกีส "สวิสมิส"สุดมั่น (เจ้าเดิม!)

    http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01spo20220849&day=2006/08/22

    ย้อนหลังกลับไปเมื่อปี 1997 ตอนที่เด็กสาวชาวสวิสชื่อ มาร์ติน่า ฮินกีส ยังไม่ทันจะผ่านพ้นวันเกิดปีที่ 17 ของตัวเอง เธอก็สะสมตำแหน่งแชมป์ แกรนด์สแลม ถึง 3 รายการในรอบปีนั้นไว้ในครอบครอง อีกทั้งยังผ่านเข้าถึงรอบชิงชนะเลิศอีก 1 แกรนด์สแลมที่เหลืออยู่ได้อย่างสวยงาม

    แต่ สวิสมิส กลับมีเวลาชื่นชมความสำเร็จนั้นเพียงชั่วครู่ชั่วยาม เพราะชีวิตนักเทนนิสอาชีพของเธอกลับต้องจบลงในเวลาอันสั้น หลังจากมีอาการเจ็บเรื้อรังที่เท้าจนต้องโบกมือลาโลกสักหลาดก่อนเวลาอันควรในวัย 22 เมื่อปี 2002

    ...ก่อนหน้านี้เคยมีนักเทนนิสระดับโลกหลายคนที่แขวนแร็กเกตไปอย่างปัจจุบันทันด่วน แล้วคิด คัมแบ๊ค กลับมา แต่แทบไม่มีใครผ่านพ้นช่วงที่ 2 ของอาชีพได้อย่างราบรื่นเหมือนกับช่วงแรกเลยสักคน

    ที่น่าสนใจก็คือ ในรายของฮินกีส แม้ช่วงแรกของการคืนคอร์ตจะทุลักทุเลอยู่บ้าง แต่เธอก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ถึงจะหายหน้าหายตาไปเกือบๆ 3 ปี ฝีไม้ลายมือยังไม่ขึ้นสนิม และคว้าแชมป์ประเดิมในรายการอิตาเลียน โอเพ่น เมื่อเดือนพฤษภาคม ซึ่งเป็นแชมป์ทัวร์รายการที่ 41 ในชีวิตของเจ้าตัว

    มารอบสัปดาห์นี้ หลังจากร่วงจากอันดับท็อปเท็นเป็นครั้งแรก (นับแต่เดือนตุลาคม 1996) เมื่อ 12 ตุลาคม 2002 ฮินกีสกำลังจะกลับสู่สารบบที่ตัวเองคุ้นเคยอีกครั้งในการจัดอันดับของดับเบิลยูทีเอทัวร์หนล่าสุด...ทั้งที่เธอเพิ่งจะเริ่มต้นปีนี้ด้วยหมายเลข 999 ซะด้วยซ้ำไป!


    ถึงตรงนี้ ไมเคิล คิมเมลแมน แห่งหนังสือพิมพ์ นิวยอร์ก ไทม์ส จึงถือโอกาสนั่งคุยกับหนึ่ง สาวมั่น ผู้ขึ้นชื่อเรื่องไม่เคยเก็บปากเก็บคำนอกสนามมาแต่ไหนแต่ไรผู้นี้เสียเลย...

    ฮินกีสเริ่มต้นด้วยการพูดถึง ความสำเร็จ ณ เวลาปัจจุบันว่า "แต่ฉันยังไม่กวาดแชมป์เหมือนเมื่อก่อนเลยนะคะ แล้วก็ยังไม่ใช่มือ 1 ของโลกด้วย วงการเทนนิสมาไกลมากๆ ตั้งแต่วันที่ฉันหยุดพักไปคราวก่อน"

    แต่ถึงจะ มาไกล เช่นไร ในทรรศนะของฮินกีสแล้วมันกลับไม่ใช่โลกสักหลาดที่น่าดูน่าชมนัก

    "น่าเสียดายค่ะที่นักเทนนิสเก่งๆ หลายคนบาดเจ็บจนไม่ได้ลงเล่น ทั้งลินด์เซย์ (ดาเวนพอร์ต) โมนิก้า (เซเลส) เจนนิเฟอร์ (คาเพรียติ) แล้วก็พี่น้องวิลเลี่ยมส์ อย่าลืมนะว่าพวกเราทุกคนที่ฉันเอ่ยชื่อมาต่างก็เคยเอาชนะอเมลี โมเรสโม่ มาแล้วทั้งนั้น ...แล้วเป็นไง ดูสิตอนนี้เธอกลายเป็นมือ 1 ของโลกไปแล้ว แถมยังมั่นใจกว่าเดิมเยอะมาก ...บางทีเทนนิสมันอาจจะวัดกันตรงที่ใครจะยืนหยัดอยู่จนถึงที่สุดก็ได้ล่ะมั้ง"

    ...ถ้อยคำกระทบกระเทียบเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ที่ถือเป็นของถนัดสำหรับสวิสมิสยังคงปรากฏให้เห็นในบทสัมภาษณ์หลายส่วนหลายตอนของเธอ แม้ว่าสาวเจ้าจะผ่านพ้นสถานะของสาวรุ่นมาแล้วพักใหญ่ก็ตาม!

    อีกหนึ่งตัวอย่างที่ชัดเจนคือตอนที่เธอเผยมุมมองเกี่ยวกับวงการเทนนิสหญิงยุคนี้ว่า ตอนนี้มีคนผูกขาดเข้ารอบลึกอยู่ไม่กี่คนเท่านั้น คือโมเรสโม่ มาเรีย ชาราโพว่า และ 2 สาวเบลเยียม แต่ที่เธออยากให้จับตามองมากเป็นพิเศษคือ นิโคล ไวดิโซว่า ดาวรุ่งจากสาธารณรัฐเช็ก ซึ่งมีหน่วยก้านดีมากๆ

    และเมื่อคู่สนทนาถามว่า เธอให้ความสำคัญกับไวดิโซว่ามากกว่าสาวๆ รัสเซียนที่เคยยึดหัวหาดดับเบิลยูทีเอทัวร์อยู่ช่วงหนึ่งเชียวล่ะหรือ? ฮินกีสก็ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า "ก็มาเรียไงคะ เพราะในจำนวนสาวๆ รัสเซียนทั้งหมด ก็มีเธอนี่แหละที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจและเป็นตัวของตัวเองมากที่สุด เพียงแต่ตอนนี้เธอต้องพยายามหาตัวตนของตัวเองให้เจออีกครั้งให้ได้เท่านั้น ฉันว่าที่เธอแตกต่างจากสาวรัสเซียคนอื่นคงเป็นเพราะเธอไปอยู่ที่อเมริกาตั้งแต่เล็กๆ ล่ะมั้ง ...ก็ที่รัสเซียน่ะ เขาปฏิบัติกับสาวๆ อย่างกับพวกเธอเป็น "เจ้าหญิง" เลยนี่นา! เรื่องสภาพจิตใจมันผิดกันเยอะค่ะ"

    ...ยังมีอีกหลายเรื่องหลายประเด็นที่ฮินกีสแสดงความคิดเห็นต่อวงการเทนนิสที่เธอได้สัมผัสมา อาทิ การให้เครดิตพี่น้องวิลเลี่ยมส์ว่าไม่ได้เด่นดีที่ แรง อย่างเดียว แต่ยังมีเทคนิคและทักษะที่ยอดเยี่ยมไม่แพ้กัน ดังจะเห็นได้จากครั้งหนึ่งเธอเคยซ้อมร่วมกับเซเรน่าที่กรุงโรม และซ้อมกันเป็นชั่วโมงโดยใช้บอลไปแค่ 3 ลูกเท่านั้นเอง!

    ในตอนท้าย คิมเมลแมนจึงวกไปคุยเรื่องที่ถือเป็น ไฮไลต์ ในชีวิตนักเทนนิสของฮินกีส นั่นคือความปราชัยในเกมเฟร้นช์โอเพ่น รอบชิงชนะเลิศ เมื่อปี 1999 โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่เธอเสิร์ฟลูกแบบอันเดอร์แฮนด์ให้ สเตฟฟี่ กราฟ อดีตราชินีสักหลาดโลกชาวเยอรมัน จนโดนแฟนแอนตี้อย่างหนัก

    "ตอนนี้ฉันย้อนกลับไปมองเรื่องนั้นแล้วยิ้มกับมันได้แล้วค่ะ บอกตามตรงว่า ฉันก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าทำไมแฟนๆ ถึงได้เอาใจช่วยเธอขนาดนั้น ทั้งที่ฉันไม่ได้ไปทำร้ายใครสักหน่อย นี่ถ้าฉันเป็นฝ่ายชนะ คงไม่มีใครกลับมาพูดถึงเรื่องนี้กันแล้วมั้ง"

    "จะยังไงก็เถอะ ตอนนี้ทุกอย่างมันเป็นอดีตไปหมดแล้วค่ะ ตอนนั้นฉันอายุแค่ 17 ...เด็กผู้หญิงอายุ 17 คงจะทำตัวให้เพอร์เฟ็คต์สมใจใครไม่ได้แน่ และฉันก็ได้รับบทเรียนที่สาสมแล้ว"

    และ ณ เวลานี้ที่เธอกลับมายืนในโลกเดิม จากตำแหน่งและมุมมองที่ต่างออกไป ฮินกีสยอมรับว่าหลายอย่างเปลี่ยนไปมาก จากที่แฟนๆ บางคนเคยไม่ชอบขี้หน้าเธอ ก็เปลี่ยนมาเอาใจช่วย เพราะตอนนี้เธอกลายเป็น ม้านอกสายตา ไปแล้ว

    นั่นเองที่ทำให้เธอได้เรียนรู้ปรัชญาชีวิตที่เมื่อก่อนไม่เคยมองเห็น...

    "ถึงจะเป็นผู้ใหญ่ได้ช้าสักหน่อย ก็ยังดีกว่าเป็นเด็กไม่รู้จักโตตลอดไปนะคะ ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่า ถึงที่สุดแล้ว เราก็จะได้รับผลตอบแทนในสิ่งที่ตัวเองทำลงไป"

    ...อย่างไรก็ตาม ถึงจะยอมรับในความ เด็ก ของตัวเอง ฮินกีสก็ยังไม่วายหยอดมุขต่อท้ายตามสไตล์สาวแสบเป็นการปิดฉากว่า...

    "คุณลองดูซีดานสิคะ เห็นไหมในฟุตบอลโลกน่ะ ตอนฉันนั่งดูเขาทำอะไรอย่างนั้นลงไป ฉันก็นึกในใจทันทีว่า เขาน่ะแก่กว่าตอนฉันเป็นมือ 1 ของโลก 2 เท่าซะอีกนะนี่!!"

    หน้า 22

    จากคุณ : PAULPAWISS - [ 22 ส.ค. 49 22:01:54 ]

 
 


ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป



Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | PanTown.com | BlogGang.com