CafeTech-ExchangePantip MarketChatPantownBlogGangTorakhongGameRoom


    อังเดร อากัสซี่ ปิดฉาก21ปีแห่งความทรงจำ (ชีวิตบางส่วนที่เพื่อนๆอาจยังไม่รู้)

    http://www.matichon.co.th/matichon/matichon_detail.php?s_tag=01spo20050949&day=2006/09/05

    แม้จะไม่ใช่ตอนจบที่ **ยิ่งใหญ่** เหมือนกับเมื่อคราว **พีต แซมพราส** เพื่อนนักหวดร่วมรุ่นคว้าแชมป์ **ยูเอสโอเพ่น 2002** เป็นแกรนด์สแลมที่ 14 ก่อนปิดฉากชีวิตนักเทนนิสอาชีพของตัวเอง แต่ **ตอนจบ** ของ **อังเดร อากัสซี่** หนึ่งในนักเทนนิสที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอีกคนหนึ่งของวงการสักหลาดโลกก็เต็มไปด้วยอารมณ์ร่วมที่ยากจะลืมเลือนสำหรับเจ้าตัวและแฟนๆ ทุกคน

    ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่า กองเชียร์ 23,000 คนในอาร์เธอร์แอช สเตเดียม วันนั้น ต่างเป็นกำลังใจให้สิงห์เฒ่าวัย 36 ปี ที่แบกสังขารกัดฟันสู้กับอาการเจ็บหลังวิ่งไล่ตามทุกช็อตทุกลูกของคู่แข่งขัน

    ขณะเดียวกัน ที่อีกฟากของคอร์ต **เบนจามิน เบ๊คเกอร์** นักหวดหนุ่มชาวเยอรมันผู้เป็น **ตัวประกอบ** คนสำคัญของฉากนี้ก็สมควรได้รับเครดิตจากแฟนๆ ทั่วโลก ในฐานะที่สามารถคุมสติไม่ให้เตลิดเปิดเปิงไปกับเสียงโห่ฮาของแฟนๆ ในสนามทุกครั้งที่เขาได้แต้ม

    เกมที่เต็มไปด้วยอารมณ์ร่วมนี้สิ้นสุดลงด้วยความปราชัยของอดีตนักเทนนิสหมายเลข 1 ของโลก และเจ้าของแชมป์แกรนด์สแลม 8 รายการ 5-7, 7-6 (7-4), 4-6, 5-7 ใช้เวลาแข่งขันไป 3 ชั่วโมงเศษ

    และทันทีที่เบ๊คเกอร์เสิร์ฟเอซปิดแมตช์ ผู้ชมทั้ง 23,000 คนในสนามต่างก็พร้อมใจกันยืนปรบมือและส่งเสียงเชียร์กึกก้องราวกับว่าอากัสซี่คว้าแชมป์รายการนี้มาครองได้แล้วก็ไม่ปาน!

    ...และนั่นก็เพียงพอที่จะทำให้หนุ่มใหญ่วัย 36 ปล่อยให้น้ำตาที่สะกดกลั้นไว้นานเอ่อล้นออกมา...จนทำให้หลายๆ คนในสนามและผู้ที่ชมอยู่ทางบ้านอีกหลายสิบหลายร้อยเผลอปาดน้ำตาตามไปด้วย...

    ก่อนจะไปบรรยายถึงช่วงเวลาแห่งความทรงจำนั้นต่อ ขออนุญาตกลับไปย้อนถึงเรื่องราวชีวิตฉบับย่อของหนึ่งใน **ตำนาน** ที่มีสีสันที่สุดของวงการสักหลาดโลกกันสักเล็กน้อย...

    **อังเดร เคิร์ค อากัสซี่** เกิดในครอบครัวชาวอเมริกันเชื้อสายอิหร่าน (ปนยุโรปตะวันตก) ที่รัฐเนวาดา เมื่อปี 1970


    ตั้งแต่ยังไม่ทันรู้ความ อากัสซี่ก็ถูกกำหนดอนาคตไว้แล้วว่าจะต้องเติบใหญ่ขึ้นมาเป็นแชมป์ **แกรนด์สแลม** ทั้ง 4 รายการให้ได้ เพราะนั่นคือความใฝ่ฝันอันสูงสุดของ **เอ็มมานูเอล** พ่อของเขาซึ่งเป็นอดีตนักมวยโอลิมปิคทีมชาติอิหร่าน

    เอ็มมานูเอล หรือ **ไมค์** พัฒนาเทคนิคการสอนเทนนิสของเขาด้วยการใช้พี่ชาย 2 คนของอากัสซี่เป็น **หนูทดลอง** และเริ่มให้ลูกชายคนใหม่ของเขาคุ้นเคยกับกีฬาชนิดนี้ด้วยการผูกลูกสักหลาดไว้เหนือเปลของอากัสซี่แทนโมบาย และให้เขาหัดจับไม้พลาสติคตีลูกโป่งตั้งแต่ยังเดินไม่แข็งเสียด้วยซ้ำ

    พออายุ 5 ขวบ อากัสซี่ก็หัดเล่นเทนนิสจริงจัง และมีโอกาสได้ซ้อมมือกับตำนานของโลกสักหลาดอย่าง **จิมมี่ คอนเนอร์ส** และเมื่อเริ่มปีกกล้าขาแข็ง พ่อก็ส่งเขาไปเรียนวิชากับครูดัง **นิค บอลเลตเทียรี่** ที่ฟลอริดา ตอนอายุ 14

    อากัสซี่เทิร์นโปรในอีก 2 ปีให้หลัง ซึ่งนับจากนั้นชีวิตนักเทนนิสของเขาก็เต็มไปด้วยสีสันซึ่งต่างก็เป็น **ไฮไลต์** ไม่ว่าจะในด้านบวกหรือลบก็ตาม

    ช่วงแรกๆ นั้น แฟนเทนนิสต่างรู้จักอากัสซี่ในนาม **เจ้าหนูบลูยีนส์** ที่มาพร้อมกับรูปลักษณ์แสบซ่า ผมยาวสยายสไตล์นักร้องเพลงร็อค ใส่ตุ้มหูกับเสื้อสีฉูดฉาด จนถูกเรียกขานเป็น **กบฏ** ของวงการเทนนิสในยุคที่ยังไม่มีใครกล้าแหกกฎมากมายขนาดนั้น

    พอดีกับที่ **แคนอน** จับอากัสซี่ไปเป็นพรีเซ็นเตอร์ขายกล้องภายใต้สโลแกน "Image is Everything" มุมมองของใครต่อใครเลยเป็นไปในทางนั้นหมด

    อย่างไรก็ตาม อากัสซี่ไม่ได้มีดีแค่บุคลิกภายนอกอย่างเดียว ฝีมือของเขาเองก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ด้วยสไตล์การเล่นเบสไลน์ที่เหนียวแน่น อากัสซี่ก้าวไปคว้าแชมป์แกรนด์สแลมแรกที่ **วิมเบิลดัน** เมื่อปี 1992 ต่อเนื่องด้วยยูเอสโอเพ่นปี 1994

    อย่างไรก็ตาม ในช่วง 8 ปีแรกของชีวิตนักเทนนิสอาชีพ อากัสซี่กลับเมินการแข่งขัน **ออสเตรเลียน โอเพ่น** แกรนด์สแลมแรกของปี เช่นเดียวกับการไม่ยอมร่วมแข่งวิมเบิลดันระหว่างปี 1988-1990 โดยให้เหตุผลว่า "ระเบียบจัด" เกินไป (แต่หลายคนวิจารณ์ว่าน่าจะเป็นเพราะเขากลัวสไตล์การเล่นไม่เข้ากับคอร์ตหญ้ามากกว่า)

    ปี 1995 อากัสซี่คว้าแชมป์ออสเตรเลียน โอเพ่นหนแรกได้สำเร็จ พร้อมกับไต่ขึ้นสู่บัลลังก์มือ 1 ของโลกได้อย่างงดงาม

    แต่ยืนหยัดอยู่ในแถวหน้าของวงการได้ราว 2 ปี ชีวิตของอากัสซี่ก็ดิ่งลงจนถึงก้นเหว เพราะในปี 1997 นอกจากจะคว้าแชมป์รายการสำคัญๆ ไม่ได้เลยแล้ว อันดับโลกของหนุ่มอเมริกันยังร่วงไปอยู่ที่ 141 ของโลก ซ้ำร้ายชีวิตคู่กับดาราสาว **บรู๊ค ชีลด์** ก็มาล่มเอาพร้อมๆ กันอีก เลยกลายเป็นฝันร้ายสองต่อสำหรับเจ้าตัวเลยทีเดียว

    ...ถึงอย่างนั้น ชีวิตนักเทนนิสที่ใครๆ คิดว่าคงจะปิดฉากลงอย่างบริบูรณ์แล้วก็กลับมามีความหวังอีกครั้ง เขาเริ่มต้นด้วยการโกนหัว แล้วกลับไปไต่เต้าจากรายการระดับชาลเลนเจอร์ จนสามารถจบปี 1996 ในอันดับ 6 ของโลก (ทั้งที่เริ่มต้นปีในอันดับ 141)

    หลังจากนั้นเขาก็เดินหน้ากวาดแชมป์แกรนด์สแลมถึง 5 รายการ คือ ออสเตรเลียน โอเพ่น ปี 2000, 2001, 2003 เฟร้นช์โอเพ่น 1999 และยูเอสโอเพ่น 1999 จนกลับไปอยู่บนยอดสุดของวงการเทนนิสโลกได้อีกครั้ง พร้อมกับการสร้างผลงานเป็นนักเทนนิสชายหนึ่งใน 5 คนของโลกที่สามารถคว้าแชมป์แกรนด์สแลมได้ครบทุกรายการ 1 ครั้งเป็นอย่างน้อย

    พร้อมๆ กับที่ชีวิตในสนามกลับสู่ขาขึ้น ชีวิตส่วนตัวของเขาก็สดใสไม่แพ้กัน เมื่ออากัสซี่พบรักกับ **สเตฟฟี่ กราฟ** อดีตราชินีสักหลาดโลกชาวเยอรมัน จนตัดสินใจจูงมือกันเข้าสู่ประตูวิวาห์ในเดือนตุลาคม 2001 และมีพยานรัก 2 คน คือ **ยาเดน กิล** กับ **แจ๊ซ แอล**

    ภาพลักษณ์ของอากัสซี่ในวันนี้เปลี่ยนจากเพลย์บอยสุดซ่าเป็นแฟมิลี่แมนตัวจริงเสียงจริง เรียกว่าไม่ว่าเขาจะไปที่ไหนก็จะเห็นแต่ภาพครอบครัวอบอุ่นชนิดที่ใครต่อใครต้องอิจฉา

    ชีวิตที่เต็มไปด้วยสีสันเหล่านี้แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงกับความเรียบง่ายแต่แรงดีไม่มีตกของอัจฉริยะร่วมยุคอย่างแซมพราส และนั่นอาจเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ชาวอเมริกันและแฟนเทนนิสทั่วโลกรู้สึกมีอารมณ์ร่วมกับแต่ละแมตช์แต่ละเกมของอากัสซี่มากกว่านักหวดหลายๆ คน

    ...ตลอดระยะเวลา 21 ปีที่ผ่านจุดสูงสุดและต่ำสุดของชีวิตนักเทนนิสอาชีพมาจนถึงรอบสามของการแข่งขันยูเอสโอเพ่น 2006 อากัสซี่ในวัย 36 ปี จึงตัดสินใจโค้งคำนับและส่งจูบสุดท้ายให้กับแฟนๆ รอบสนามพร้อมน้ำตาที่ไหลอาบแก้ม

    เขาใช้เวลาหลายนาทีต่อจากนั้น บอกเล่าความในใจด้วยน้ำเสียงกระท่อนกระแท่นว่า "คะแนนบนสกอร์บอร์ดอาจจะบอกว่าผมแพ้ แต่มันไม่ได้สื่อความหมายถึงสิ่งที่ผมได้พบเจอตลอดเวลา 21 ปีที่ผ่านมาเลย ทุกๆ คนคือกำลังใจที่มีค่ายิ่งสำหรับผมทั้งในและนอกสนาม พวกคุณทุกคนต่างอวยพรให้ผมแม้ในวันที่ตกต่ำที่สุดของชีวิต นี่คือความอบอุ่น คือที่พึ่งพิงที่ผมค้นพบ และจะบันทึกความทรงจำอันมีค่านี้ไปตลอดชีวิตของผม"

    ...กล่าวกันว่า ไม่มีนักเทนนิสคนใดปรากฏตัวในโลกสักหลาดได้เข็ดฟันเท่ากับเขา และไม่มีใครโบกมือลาสถานที่แห่งเดียวกันนี้ไปได้เหมือนกับลูกผู้ชายที่มานะพยายามกว่าใครคนนี้

    และเมื่อถูกถามว่า เขาตั้งใจจะทำอะไรต่อจากนี้ อากัสซี่ก็ยิ้มและตอบด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่นมั่นคงกว่าเดิมว่า...

    "แรกสุดเลย ผมคงต้องไปอธิบายกับลูกๆ ก่อนว่าทำไมผมถึงร้องไห้เป็นเด็กๆ อย่างนี้ เพราะพวกเขาต้องไม่ชอบใจแน่ๆ ที่เห็นผมในสภาพนี้น่ะครับ!"

    หน้า 22

     
     

    จากคุณ : PAULPAWISS - [ 5 ก.ย. 49 23:27:30 ]

 
 


ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป



Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | PanTown.com | BlogGang.com