หลังจากที่เมื่อคืน..ผมได้อิ่มเอิบใจกับผลการแข่งขันที่เราสามารถเอาชนะ เยเมน ไปได้ 1-0 อย่างที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า convincing win..ผ่านเข้าสู่รอบคัดเลือกรอบที่สามของการคัดบอลโลกไปได้สำเร็จอย่างสะใจแฟนบอลไทยหลายท่าน.. มาลองคิดๆดูแล้วช่วงระยะเวลานี้อาจจะเป็นช่วงที่ผมรู้สึกมีความสุขดีมากจริงๆกับการเชียร์ทีมชาติในรอบหลายปีที่ผ่านมา...
ผมเป็นแฟนฟุตบอลมาตั้งแต่ 10 ขวบแล้วครับ (ตอนนี้ 25) แน่นอนว่า ลีก ที่ผมให้ความสนใจก็คงเป็น ลีกทีเพื่อนๆส่วนใหญ่ในที่นี้สนใจกันละครับ....แต่อย่างไรก็ตามสิ่งที่ผมถือเป็นคติประจำตัวอย่างหนึ่งก็คือเมื่อใดก็ตามที่ฟุตบอลทีมชาติไทยลงเตะ ผมจะเคลียร์คิวเพื่อไปดูให้ได้ที่สนามเสมอไม่ว่าจะเป็นแมทช์เล็กๆหรือแมทช์ใหญ่...ถ้าไม่มีเวลาไปดูที่สนามก็จะต้องดูหน้าจอโทรทัศน์...ฟุตบอลทีมชาติสำหรับผมถือเป็น priority อันดับ 1 คำพูดจากที่ไหนสักที่ที่ว่า บอลนอกดูเอาสะใจ บอลไทยอยู่ในสายเลือด ก็คงเป็นคำจำกัดความของผมได้เช่นกัน......
วันนี้แปลกมากครับ ผมมาลองนั่งทบทวนดูว่าช่วงเวลาที่ผ่านมาสำหรับการติดตามเชียร์ทีมชาติของผมซึ่งมีทั้ง สุข,ทุกข์ และบางครั้งก็ถึงกับมีน้ำตาถ้าเป็นแมทช์ที่มีความประทับใจจริงๆ..... เลยมีอารมณ์อยากมา review ออกมาเป็นตัวหนังสือให้เพื่อนๆได้รับทราบความรู้สึกของผมกับการเชียร์ทีมไทยมาตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา...ความทรงจำที่เห็นได้ชัดอาจจะเป็นช่วงแค่ 9-10 ปีหลังสุดนะครับ...ก่อนหน้านั้นอาจจะเด็กเกินไปเลยจำความไม่ค่อยได้ 555+++
31 สิงหาคม 2541 ไทเกอร์คัพกับแมทช์อัปยศ....
.ผมยังจำภาพกองเชียร์เวียดนามเดินออกนอกสนามในขณะที่เกมการแข่งขันระหว่าง ไทย กับ อินโดนีเซีย ยังไม่จบได้เป็นอย่างดี....สิ่งที่ผมได้เห็นผ่านจอแก้วในวันนั้นก็คือการที่สองทีมพยายามแย่งกันแพ้เพื่อที่จะเลี่ยงไม่ได้ไปเจอเจ้าภาพในรอบรองชนะเลิศ !? ส่วนตัวแล้วผมมีความภูมิใจกับทีมชาติของผมมากครับ..ถึงแม้ว่าผลงานจะห่วยแค่ไหนในระดับโลก แต่ผมก็ไม่เคยจะหยุดเชียร์..แต่ถ้าพูดในระดับอาเซียน(ผมเชื่อว่า)เราไม่เป็นรองใครแน่นอน ไม่ว่าจะเล่นที่ไหนก็ตาม...
.....ความรู้สึกของผมในตอนนั้นคือ ความอับอายครับ.....ผมอับอายในทีมชาติของผมเป็นครั้งแรกตั้งแต่เกิดมา....ถึงแม้จะแพ้การแข่งขัน 6-0, 7-0 ก็ไม่เคยอายเท่านี้มาก่อนเลย....บทสรุปของทัวน์นาเมนต์นั้นก็คือไทยพลาดแชมป์ และได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์ (ด่า) จากทั่วสารทิศ....นักเตะอินโดที่บังอาจกล้ายิงประตูตัวเองในวันนั้นโดนแบนไปตลอดชีวิต....ชะตากรรมของโค้ชทีมชาติไทยในวันนั้นผมจำไม่ได้แล้วครับว่าเป็นยังไง....เพราะไม่อยากจะจำเลยจริงๆ......คนเริ่มตั้งเครื่องหมายคำถามกับทีมชาติของเราอีกครั้ง...ความศรัทธาเริ่มตกต่ำ
14 ธันวาคม 2541 เอเชียน เกมส์ กับ หนึ่งในแมทช์ที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์ฟุตบอลไทย
ดวงของทีมชาติไทยอาจจะยังไม่ถึงฆาตครับ...เพราะปลายปีเดียวกันกับศึก เอเชียน เกมส์ ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ...ทีมชาติของพวกเราได้ทำให้แฟนฟุตบอลชาวไทยมีความสุขได้เป็นสัปดาห์...กับสุดยอดแมทช์รอบ 8 ทีมสุดท้ายที่เราเฉือนชนะเกาหลีใต้ไปอย่างหวุดหวิด 2-1 ชนิดที่ไม่มีแฟนบอลคาดคิด เพราะเราเหลือผู้เล่นในสนามเพียงแค่ 9 คนเท่านั้น....จังหวะธวัชชัย ซัดไกลด้วยขวาลูกนั้นหายวาบเข้าตาข่าย...ผมมั่นใจว่าคงประทับอยู่ในความทรงจำของแฟนบอลไทยไปอีกนานเท่านาน...ถึงแม้ว่าในที่สุดแล้วเราจะได้เพียงอันดับ 4 เท่านั้นแต่ไม่มีแฟนบอลคนไหนเสียใจ...ทีมชาติไทยในขณะนั้นต้องแบกรับความคาดหวังของแฟนบอลที่เริ่มก่อตัวมากขึ้น..ว่าเราจะสามารถไปฟุตบอลโลกได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์...ศรัทธาถูกกอบกู้กลับมาในระยะเวลาอันสั้น.....และเนื่องจากนิสัยคนไทยที่ลืมง่าย..ความอัปยศในคืนที่เวียดนามจึงเป็นแค่สายลมที่พัดผ่านไป....
....ช่วงหลังจากนั้นทีมชาติไทยก็สามารถรักษาระดับผลงานได้ดีอย่างต่อเนื่อง เริ่มด้วยการคว้าแชมป์ซีเกมส์ ที่บรูไน ในปีช่วงสิงหาคม 2542 ชนิดที่ทั้งทัวนาเมนต์เสียประตูเดียว, คว้าแชมป์คิงส์คัพต้นปี 2543 ด้วยการอัดฟินแลนด์ไป 5-1, กลางปีเดียวกัน เราสามารถ qualified ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้าย Asian Cup ได้สำเร็จ ถึงแม้ว่าจะไม่สามารถผ่านรอบแรกของรายการฟุตบอลที่ใหญ่ที่สุดของเอเชียไปได้...แต่การแพ้แค่นัดเดียวในรอบแรก รวมถึงการยันเสมอ อิหร่าน ซึ่งเป็นมหาอำนาจฟุตบอลเอเชียในขณะนั้นไปได้ 1-1 ก็เพียงพอที่จะทำให้แฟนบอลมีความรู้สึกว่าเราประสบความสำเร็จแล้วในทัวน์นาเมนต์......
ปลายปี 2543 เราสามารถคว้าแชมป์ Tiger Cup มาครองได้สำเร็จ..เป็นการลบภาพความอัปยศไปได้อย่างหมดจด.....เรียกว่าแฟนฟุตบอลชาวไทยในช่วง 2 ปีหลังสุดได้อิ่มเอมใจกับความสำเร็จของทีมชาติอย่างต่อเนื่อง...
กลางปี 2544 : ...ก็มาถึงช่วงการคัดเลือกฟุตบอลโลกฉบับเอเชียที่แฟนบอลตั้งตาคอย...ทีมชาติไทยถึงแม้ว่าเราจะผ่านการ qualified ได้ไปเล่นรอบคัดเลือก 10 ทีมสุดท้ายของเอเชีย....แต่ก็ไปได้ไกลสุดเพียงแค่นั้น...เราไม่สามารถเก็บชัยชนะในรอบสุดท้ายได้เลยโดยเป็นการ เสมอ 4 แพ้ 4
.ซึ่งผลจากการแข่งขันครั้งนั้นก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเรายังไม่พร้อมในการแข่งขันระดับโลก...ทำให้เรากลับมาทบทวนตัวเองอีกครั้งว่าอยู่ในระดับไหนกันแน่...และควรจะเริ่มปรับปรุงและพัฒนาจากตรงไหน....ผมมีความร้สึกว่ากระแสในขณะนั้นไม่ได้มีการโจมตีทีมชาติไทยมากนักออกจะเป็นแนวให้กำลังใจซะด้วยซ้ำ ว่าให้เอาใหม่อีก 4 ปีข้างหน้า....กระแสความศรัทธาตกลงบ้างแต่ไม่มากเท่าไรนัก...
เมื่อเสร็จสิ้นจากภารกิจการคัดเลือกบอลโลกไปแล้ว...ในปีถัดมา 2545 ผลงานของทีมชาติไทยก็ยังลุ่มๆดอนๆ ต้นปีเราพลาดแชมป์คิงส์คัพไปอย่างหวุดหวิดต่อเกาหลีเหนือด้วยการพ่ายจุดโทษ....แต่ทีมชาติไทยก็สามารถปลอบใจแฟนบอลด้วยการคว้าแชมป์ Tiger Cup ที่สิงคโปร์และอินโดนีเซียเป็นเจ้าภาพมาครองได้ในปลายปีเดียวกัน
ปี 2546
ทีมชาติไทยสามารถคว้าได้แค่อันดับสาม คิงส์ คัพ เท่านั้น...ช่วงกลางปีเรามีแมทช์อุ่นเครื่องกับยอดทีมจากยุโรปทั้ง ลิเวอร์พูล และ รีล มาดริด ซึ่งเป็นการกระตุ้นกระแสฟุตบอลบ้านเราให้ตื่นตัวมากยิ่งขึ้นก่อนที่จะเข้าร่วมการคัดเลือกฟุตบอล Asian Cup ซึ่งจะจัดขึ้นในปีถัดไป....ถึงแม้ว่าเราจะแพ้ให้กับยักษ์ใหญ่ของยุโรปไปทั้งสองนัดแต่ก็ยิงประตูได้ทั้งสองนัดเช่นกัน....ปลายปีเราเข้าสู่ทัวน์นาเมนต์คัด Asian Cup ด้วยความมั่นใจ...แต่การคัดเลือกก็ไม่ได้ราบเรียบอย่างที่คิดเพราะเล้กแรกที่ อุซเบกิสถาน เราไม่สามารถชนะใครได้เลยทั้งสามนัด..ก่อนที่จะมาระเบิดฟอร์มในเล้กสองที่กรุงเทพโดยเก็บชัยชนะได้ทั้งสามนัดอย่างสวยงามพร้อมกับการผ่านเข้ารอบสุดท้ายได้เป็นผลสำเร็จเป็นสมัยที่ 4 ติดต่อกัน.....
9 มิถุนายน 2547: วันที่กระแสศรัทธาตกต่ำ จุดเริ่มต้นของจุดต่ำสุด....
....ก่อนทัวนาเมนต์ Asian Cup จะเริ่มขึ้น..ทีมชาติไทยมีภารกิจในทัวนาเมนต์คัดเลือกฟุตบอลโลกที่ เยอรมัน ปี 2549
ซึ่งจะว่าไปแล้วเป็นเวิร์ลคัพที่เราจะดูมีความหวังมากที่สุดแล้ว..เพราะจากการต่อสู้กันในระดับบริหารของ FIFA กับ AFC และจากผลงานของเกาหลีใต้ที่คว้าอันดับ 4 จากฟุตบอลโลกครั้งก่อน..ทำให้ทวีปเอเชียได้สิทธิส่งทีมเข้าร่วมถึง 4 ทีมครึ่ง...และการคัดเลือกรอบสุดท้ายของโซนเอเชียจะมีทีมเข้าร่วมเพียง 8 ทีมเท่านั้นจาก 10 ทีมในครั้งก่อน...นั่นหมายความว่าทีมที่ได้อันดับรองบ๊วยของ 2 กลุ่มในรอบสุดท้าย..ยังมีโอกาสได้ไปฟุตบอลโลก ! ความคาดหวังของแฟนบอลชาวไทยถูกเพิ่มมากขึ้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน.....
....ก่อนแมทช์กับเกาหลีเหนือวันนั้น...เราพึ่งบุกไปอัดเยเมนถึงบ้านมาอย่างสวยงามถึง 3-0
ทีมชาติไทยลงเล่นแมทช์นี้ในราชมังคลากิฬาสถานด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม และมีความมุ่งมั่นอย่างที่สุด...
....หลังแมทช์วันนั้น...เราพ่ายให้กับเกาหลีเหนือด้วยสกอร์ที่ขาดลอยถึง1-4
.ผมมองไปที่แฟนบอลรอบๆตัวผมในคืนนั้น..ทุกคนพูดไม่ออก..ความรู้สึกของทุกคนแสดงออกมาทางสีหน้าได้เป็นอย่างดี...แฟนบอล hardcore บางคนถึงกับกลั้นน้ำตาไม่อยู่ ...ไม่มีใครคาดคิดว่าเราจะแพ้ในบ้าน...และแพ้มากมายถึงขนาดนี้ในช่วงเวลาที่ความมั่นใจขึ้นถึงขีดสุด....สำหรับผมแล้วมันเป็นผิดหวังพอๆกับการเสียสิ่งที่เป็นที่รักไปสิ่งหนึ่งเลยทีเดียว.... ถึงแม้ว่าในทางทฤษฎีแล้วยังมีโอกาสผ่านเข้ารอบ..แต่ในทางปฏิบัติไม่มีใครมั่นใจว่าเราจะทำได้อีกแล้ว.... ผมกลัวว่าความศรัทธาในตัวทีมชาติของเราจะตกต่ำลงอีกครั้ง
ซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง...ถึงกับกล่าวถึงความผิดหวังในเกมนัดนั้นในช่วงต้นของหนังสืออัตชีวะประวัติ "ชีวิตตีลังกา" ของเขาเลยทีเดียว
ในวันนั้นหลังจากหมด 90 นาที ผมเดินตามลูกทีมเข้าห้องแต่งตัวเป็นคนสุดท้าย....ผมทรุดตัวลงกับพื้นในห้องพัก...เสื้อเบอร์ 13 ถูกถอดวางไว้...เสื้อวันนี้เปียกชุ่มจนผมไม่แน่ใจว่านอกจากเหงื่อแล้ว ในนั้นมันยังชุ่มด้วยน้ำตาด้วยหรือเปล่า ------ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง
หลังจากนั้นเราได้เข้าร่วมการแข่งขัน Asian Cup แต่ดูเหมือนว่าทุกสิ่งจะเป็นใจให้สิ่งต่างๆเลวร้ายมากขึ้นกว่าเดิม เราตกรอบแรกอีกครั้งชนิดที่เก็บไม่ได้แม้แต่คะแนนเดียวเลย
สองเดือนถัดมาหลังจากนั้นเราบุกไปแพ้เกาหลีเหนืออีกครั้งด้วยสกอร์ 4-1 ดับความฝันไปฟุตบอลโลกที่ใกล้เคียงสุดของเราไปอย่างเจ็บปวดที่สุด....
ปลายปีเราเข้าร่วมการแข่งขัน Tiger Cup ที่มาเลย์เซีย ซึ่งเราเป็นแชมป์เก่ามา....แต่ในศึกครั้งนี้เราตกรอบแรก...ไม่ว่าจะเป็นเพราะปัญหาอะไรก็ตาม....แต่ทีมชาติไทยในช่วงนั้นเผชิญกับวิกฤตศรัทธาอย่างถึงขีดสุดแล้ว..... (มีต่อครับ)
แก้ไขเมื่อ 19 พ.ย. 50 08:02:40
แก้ไขเมื่อ 19 พ.ย. 50 04:29:45
จากคุณ :
เอล มอโร่
- [
19 พ.ย. 50 04:21:26
]