ความคิดเห็นที่ 5

ข่าวประจำวันที่ 09/11/2008
*-*-*-*-*-*- *-*-*-*-*-*- *-*-*-*-*-*- *-*-*-*-*-*- *-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*-*
รายงานการแข่งขัน: อาร์เซนอล 2 - 1 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เกมนี้เริ่มต้นท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง และจบลงภายใต้ท้องฟ้าที่สดใส เช่นเดียวกับฤดูกาลของอาร์เซนอล
ในการแถลงข่าวก่อนเกม อาร์แซน เวนเกอร์ต้องเผชิญกับคำถามเกี่ยวกับโอกาสในการลุ้นแชมป์ของทีมของเขา และพอจะคาดเดาได้เลยว่าพวกเขาคงจะตัดอาร์เซนอลออกจากทีมที่มีโอกาสคว้าแชมป์ในทันทีหากพลาดท่าแพ้ง่ายๆต่อแชมป์เก่าในนัดนี้
สุดท้ายแล้วอาร์เซนอลก็เอาตัวรอดจากเกมที่สู้กันอย่างถึงพริกถึงขิงนัดนี้ได้พร้อมทั้งชัยชนะที่สมควรได้รับ ซึ่งจะต่อลมหายใจครั้งใหม่ให้กับทีมในฤดูกาลนี้
ซาเมียร์ นาซรี่ทำคนเดียวสองประตูโดยลูกแรกเกิดขึ้นในนาทีที่ 22 จากการยิงแฉลบ และลูกที่สองมาจากการต่อบอลทำเกมกันอย่างเหนือชั้นของอาร์เซนอลในต้นครึ่งหลัง
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้ครองบอลเยอะและการทำเกมของพวกเขาก็ยอดเยี่ยม อย่างไรก็ตามพวกเขาก็ทิ้งโอกาสที่ทำได้ไปหลายต่อหลายครั้ง ประตูเดียวของพวกเขามีขึ้นก่อนหมดเวลาปกติ 45 วินาทีจากลูกวอลเลย์ของราฟาเอลตอนที่พวกเขาเดินหน้าบุกแบบไม่มีอะไรจะเสียแล้ว
แน่นอนว่าเกมที่ยอดเยี่ยมเพียงนัดเดียวไม่สามารถส่งผลต่อทั้งฤดูกาลได้ สามคะแนนของอาร์เซนอลในเกมนี้ทำได้แค่เพียงชดเชยกับการพ่ายแพ้อย่างน่าผิดหวังที่บ้านสโต๊คเมื่อสัปดาห์ก่อนเท่านั้น
แต่การที่ทุกคนจับจ้องมองดูการตอบสนองของทีมของเวนเกอร์อยู่ นี่คือคำตอบที่สำคัญอย่างยิ่ง
ก่อนเกมนี้เวนเกอร์รู้ว่าเขาขาดนักเตะไปแล้ว 5 คนแน่ๆ และต้องตัดสินใจเกี่ยวกับความฟิตของนักเตะอีก 5 คนด้วย
สุดท้ายแล้วมานูเอล อัลมูเนีย, บาการี ซานญ่า, ธีโอ วอลค็อตต์, มิกาแอล ซิลแวสตร์ และวิลเลี่ยม กัลลาสต่างก็ผ่านความฟิตกลับมาลงสนามเป็นตัวจริงได้ทั้งหมด
มีเพียงเอ็มมานูเอล อเดบายอร์, เอ็มมานูเอล เอบูเอ้, โรบิน ฟาน เพอร์ซี่, โทมัส โรซิคกี้ และเอดูอาร์โดเท่านั้นที่ลงเล่นไม่ได้
เวนเกอร์ส่งอาบู ดิยาบี้ลงไปเป็นหน้าต่ำที่ยืนอยู่หลังนิคลาส เบนดท์เนอร์ โดยมีนาซรี่กับวอลค็อตต์ทำเกมทางริมเส้น และเชส ฟาเบรกาสกับเดนิลสันเป็นมิดฟิลด์คู่กลาง
แผงหลังทั้ง 4 เป็นนักเตะฝรั่งเศสทั้งหมด ดังนั้นโคโล ตูเร่จึงมีชื่อเป็นเพียงตัวสำรอง
การพบกันของทั้งสองทีมถือเป็นเกมสำคัญเสมอ แต่หลังจากปัญหาต่างๆที่อาร์เซนอลประสบมาในช่วงหลังๆ มันดูเหมือนจะเพิ่มความสำคัญขึ้นไปอีกมาก เมื่อดูจากการที่เพิ่งอยู่ในเดือนพฤศจิกายน คะแนนจากเกมนี้จะยังไม่ใช่ปัจจัยชี้ขาดอะไร แต่นักเตะของเวนเกอร์ต้องการแสดงความมุ่งมั่นของพวกเขาในการจะลุ้นแชมป์ต่อไปให้เห็น
เกมเกือบจะเริ่มในแบบที่เลวร้ายที่สุดสำหรับอาร์เซนอล เมื่อภายใน 90 วินาทีแรกซิลแวสตร์ก็จ่ายคืนหลังเบาเกินไปจนอัลมูเนียถูกเวย์น รูนี่ย์กดดันจนต้องตัดสินใจใช้มือรับบอล อันเดอร์สันยิงฟรีคิกจากด้านในขอกรอบเขตโทษไปติดกำแพงกระดอนออกมาถึงไมเคิ่ล คาร์ริคที่อยู่ริมกรอบเขตโทษ เขายิงซ้ำหลุดกรอบไปนิดเดียว
แมนฯยูฯทำเกมบุกได้ดีกว่าอย่างที่คาด พวกเขาส่งบอลเข้าไปตุงตาข่ายได้ในนาทีที่ 8 เมื่อคริสเตียโน่ โรนัลโด้เปิดบอลเรียดจากฝั่งขวาเข้าไป ปาร์จีซุงวิ่งข้ามบอลหลอกทำให้ลูกเลยไปถึงรูนี่ย์ที่ได้ซัด อัลมูเนียปัดเอาไว้ได้แต่ลูกไปเข้าทางดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟที่ซ้ำเข้าไป ยังโชคดีสำหรับอาณ์เซนอลที่หัวหอกชาวบัลแกเรียอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า
นาทีที่ 11 เบนดท์เนอร์ได้โหม่งลูกโยนจากฝั่งซ้ายของกาแอล กลิชี่ข้ามคานออกไป ห้านาทีหลังจากนั้นนาซรี่ก็โยนบอลเข้าไปในลักษณะเดียวกัน แต่ทั้งดิยาบี้และเบนดท์เนอร์ขึ้นโหม่งไม่ถึง
บางทีโอกาสที่ดีที่สุดของอาร์เซนอลก่อนจะได้ประตูแรกอาจจะมาถึงในนาทีที่ 15 เมื่อเอ๊ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์ชกบอลออกมาไม่ดีจนลูกไปตกใส่ดิยาบี้ที่ยิงสวนกลับไปทันทีแต่บอลแฉลบออกหลัง
จังหวะที่สำคัญที่สุดอาจจะมาถึงในอีกสองนาทีต่อจากนั้น เมื่อรูนี่ย์ได้ยิงเหน่งๆจากจังหวะการทำเกมกันอย่างสวยงามของแมนฯยูฯ แต่ไม่เข้า
ประตูของอาร์เซนอลมาถึงเมื่อปาทริซ เอฟร่าทำฟาวล์ซานญ่าที่ริมเส้นฝั่งขวา ฟาเบรกาสตักบอลไปที่เสาไกลซึ่งเนมานย่า วิดิชสกัดไปเข้าทางนาซรี่ มิดฟิลด์ชาวฝรั่งเศสยิงเรียดอัดกลับเข้าไปในเขตโทษที่มีนักเตะอยู่กันแออัด และบอลก็ไปแฉลบขาแกรี่ เนวิลล์พุ่งผ่านมือฟาน เดอร์ ซาร์เข้าไป
มันคือสิ่งที่อาร์เซนอลต้องการแต่งานของพวกเขาก็ยังเหลืออีกเยอะ ลูกยิงเรียดของปาร์คทำให้อัลมูเนียต้องโชว์ซูเอร์เซฟป้องกันเอาไว้ แต่ทีมเยือนก็ยังคงเดินเกมบุกกดดันอย่างต่อเนื่อง
ก่อนหมดครึ่งแรก 8 นาทีดิยาบี้พาบอลลุยขึ้นไปก่อนจะถูกไมเคิ่ล คาร์ริคเสียบล้ม แต่ผู้ตัดสินฮาวเวิร์ด เว็บบ์ไม่เป่าฟาวล์และภาพรีเพลย์ก็แสดงให้เห็นว่าเขาตัดสินผิด
อาร์เซนอลเรียกความมั่นใจที่ถูกบั่นทอนลงไปในช่วง 10 วันที่ผ่านมากลับคืนมาได้ทีละน้อยๆ พวกเขาทำเกมกดดันได้อย่างต่อเนื่องในช่วงท้ายครึ่งแรก และน่าจะทำประตูนำห่างออกไปอีกด้วยเมื่อกลิชี่โยนบอลเข้าไปแต่วอลค็อตต์เตะวืดจนบอลหลุดออกหลังไปนิดเดียว
มันเริ่มจะกลายเป็นการย้อนหลังไปสู่การพบกันระหว่างอาร์เซนอลกับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดเมื่อหนึ่งทศวรรษก่อน ซึ่งเต็มไปด้วยความสับสนอลหม่านและเกิดเหตุการณ์ต่างๆขึ้นมากมาย
ซานญ่า, กัลลาส และเอฟร่าต่างรับใบเหลืองไปก่อนจะจบครึ่งแรก และอาจจะมีใบเหลืองอีกหลายใบในครึ่งหลัง มันให้ความรู้สึกถึงเกมในลักษณะนั้น
และเมื่อครึ่งหลังเริ่มต้นไปเพียงไม่กี่นาทีมันก็เหมือนจะบอกว่าวันนี้น่าจะเป็นวันของอาร์เซนอล
ภายใน 90 วินาทีแรกเจ้าถิ่นจ่ายบอลทำเกมกันได้อย่างต่อเนื่องจนกระทั่งฟาเบรกาสจ่ายให้นาซรี่ที่ริมกรอบเขตโทษ เขาซัดเต็มข้อตุงตาข่าย
นักเตะวัย 21 ปีวิ่งดีใจไปที่ริมสนามก่อนจะถูกเพื่อนร่วมทีมเข้ามารุมล้อม มันเป็นช่วงเวลาของความยินดีที่อยากจะยับยั้งไว้ได้
อย่างไรก็ตามมันก็เกือบจะจบลงอย่างรวดเร็วเมื่อปาร์คเปิดบอลให้โรนัลโด้ที่เสาไกล และปีกแมนฯยูฯก็วอลเลย์ด้วยข้างเท้าหลุดเสาไปนิดเดียว เป็นอีกหนึ่งจังหวะสำคัญของเกม
ขณะที่สกอร์ 1-0 ถือว่ายอดเยี่ยมและสกอร์ 2-0 ถือว่าวิเศษสุด ทั้งสองลูกก็ยังไม่ได้ทำให้เกมจบลง ทีมเยือนยังคงทำเกมรุกได้มากกว่าในเกมนี้ แต่ถึงจะอย่างนั้นอัลมูเนียก็ไม่ต้องออกแรงมากนัก
ดิยาบี้ได้ขึ้นโหม่งตัดหน้าฟาน เดอร์ ซาร์แต่บอลข้ามคาน โดยถึงตอนนี้อาร์เซนอลใช้จังหวะเคาน์เตอร์แอทแท็กตอบโต้เป็นส่วนใหญ่ เพราะแมนฯยูฯเป็นฝ่ายเดินเกมรุกเพื่อหวังแก้ประตูคืนให้ได้
เมื่อครึ่งหลังผ่านไปครึ่งทางอัลมูเนียก็ต้องได้รับการปฐมพยาบาลอยู่นานหลังถูกคาร์ริคเตะโดนหัวอย่างไม่เจตนาในจังหวะที่ทั้งคู่ต่างเข้าเล่นบอลที่มาจากลุกเตะมุม
เมื่อถึงตอนนั้นเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสันพยายามแก้เกมด้วยการส่งทั้งราฟาเอล, ไรอัน กิ๊กส์ และคาร์ลอส เตเวซลงลงสนามไปก่อนที่เกมจะเข้าสู่ช่วง 15 นาทีสุดท้าย
แม้แมนฯยูฯจะยังบุกกดดันอยู่ แต่อาร์เซนอลก็น่าจะได้จุดโทษในนาทีที่ 74 เมื่อวิดิชดูเหมือนจะดึงนาซรี่จนล้มลงในจังหวะที่เขาเกือบจะมีโอกาสทำแฮตทริกได้
เมื่อเหลือเวลาอีก 10 นาทีเวนเกอร์ก็เปลี่ยนตัวบ้างโดยส่งอเล็กซ์ ซงลงไปแทนวอลค็อตต์และฟาเบียนสกี้ก็ลงไปแทนอัลมูเนียที่มีอาการบาดเจ็บ
นายทวารชาวโปแลนด์ไม่มีงานให้ทำมากนักก่อนที่จะต้องเข้าไปเก็บบอลจากก้นตาข่ายเมื่อเหลือเวลาอีก 45 วินาที โดยแมนฯยูฯต้องดันกองหลังขึ้นมาช่วยเกมรุกถึงในเขตโทษแล้ว และหนึ่งในนั้นคือราฟาเอลที่ได้วอลเลย์จากริมเขตโทษเข้าประตูไป
มันเกิดขึ้นเพียงไม่กี่วินาทีก่อนที่ผู้ตัดสินที่ 4 จะชูป้ายบอกเวลาของการทดเจ็บออกไปถึง 6 นาที
มันเคยเป็นช่วงเวลาที่สั่นคลอนฤดูกาลนี้ของอาร์เซนอลมาก่อน แต่จริงๆแล้วครั้งนี้เจ้าถิ่นมีโอกาสดีกว่า โดยเฉพาะจากจังหวะที่เบนดท์เนอร์เลี้ยงบอลเข้าไปยิงข้ามคาน
เสียงนกหวีดยาวดังขึ้นไม่นานหลังจากนั้น อาร์เซนอลกลับมาได้ แม้ว่าจริงๆพวกเขาจะยังไม่เคยหลุดวงโคจรไปเลยก็ตาม
อาร์เซนอล: มานูเอล อัลมูเนีย (ลูคาซ ฟาเบียนสกี้ 78), บาการี ซานญ่า, วิลเลี่ยม กัลลาส, กาแอล กลิชี่, มิกาแอล ซิลแวสตร์, อาบู ดิยาบี้ (โคโล ตูเร่ 85), ธีโอ วอลค็อตต์ (อเล็กซานเดอร์ ซง 77), เชส ฟาเบรกาส, เดนิลสัน, ซาเมียร์ นาซรี่, นิคลาส เบนดท์เนอร์
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด: เอ๊ดวิน ฟาน เดอร์ ซาร์, แกรี่ เนวิลล์ (ราฟาเอล ดา ซิลวา 63), ริโอ เฟอร์ดินานด์, เนมนย่า วิดิช, ปาทริซ เอฟร่า, คริสเตียโน่ โรนัลโด้, ไมเคิ่ล คาร์ริค, ปาร์คจีซุง, โอลิเวียร่า อันเดอร์สัน (ไรอัน กิ๊กส์ 72), เวย์น รูนี่ย์ (คาร์ลอส เตเวซ 76), ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ
ที่มา Arsenal.com แปลโดย Thailand.Arsenal.com
จากคุณ :
YesterdayOnceMore
- [
9 พ.ย. 51 11:23:33
]
|
|
|