ความคิดเห็นที่ 2

วิทยาข้ามขั้นในปี 2524 เมื่อเขาตัดสินใจเซ็นสัญญาเป็นนักเตะสโมสรแฮร์ธ่า เบอร์ลิน (HERTHA BSC.) ทีมในบุนเดสลีกา ประเทศเยอรมันตะวันตก(ในตอนนั้น) และเป็นนักฟุตบอลคนแรกของไทยกับลีกอาชีพของทวีปยุโรป แน่นอนว่า นักเตะใหม่ต้องเป็น"ตัวสำรอง" ซึ่งหลังจากนั่งอยู่ในซุ้มม้านั่งตัวสำรองนาน 5 นัด วิทยาก็ได้ลงสนามเกมแรก ที่สนามโอลิมปิกนครเบอร์ลิน โดยมีแฟนลูกหนังเข้าชมกว่า 40,000 คน ในเกมแฮร์ธ่า เบอร์ลิน พบ ดุสเซสดอร์ฟ นักเตะทีมชาติในสังกัดเฮอร์ธ่า เบอร์ลิน ที่วิทยาเล่นคู่ด้วยในตอนนั้น คือ วูล์ฟกัง เครฟ หน้าที่ของวิทยา ตามคำสั่งของ"จอร์เก้น บัวร์" โค้ชของทีม คือให้ประกบ โธมัส อัลลอล์ฟ นักเตะทีมชาติเยอรมัน และสามารถทำผลงานได้ดี เกมจึงจบโดยแฮร์ธา เบอร์ลิน ชนะไปท่วมท้น 4-1
ประวัติของสโมสร ในช่วงที่วิทยาลงสนาม เขาเคยปะทะแข้งกับสุดยอดนักเตะโลกลูกหนังเมืองเบียร์ หลายคน เช่น เบิร์น ชูสเตอร์ (ปัจจุบันคือกุนซือรีล มาดริด), ไบรเนอร์ บอนฮอฟ (ปัจจุบันคือผู้ช่วยกุนซือทีมชาติเยอรมนี), เคล้าส์ ฟิชเชอร์ (ศูนย์หน้าชุดแชมป์โลก 1990) วิทยาถูกยกย่องจากนักข่าวของเยอรมัน โดยเรียกว่า "ไทยบูม" (THAI BOOM) วิทยาเล่นให้กับ แฮร์ธ่า เบอร์ลิน ในบุนเดสลีกา รวม 30 แมตช์
ชื่อเสียงของวิทยา ทำให้สโมสรนาโปลีของอิตาลี ขอซื้อตัวจากแฮร์ธา เบอร์ลิน แต่เจ้าตัวไม่สนใจย้ายถิ่น และเมื่อแฮร์ธา ตากไปเล่นลีกา 2 วิทยากลับตัดสินใจย้ายไปเล่นอยู่ในทีมลีกา 3 คือ"ซาร์บรุ๊คเค่น" และช่วยให้ทีมก้าวขึ้นสู่ลีกา 2 ได้สำเร็จ วิทยาเล่นให้กับ ซาร์บรุ๊คเค่น รวม 52 แมตช์ และยิงได้ 8 ประตู และใช้เวลาว่างเรียน"วิชาลูกหนัง" จนได้รับประกาศนียบัตรขั้นโปร ไลเซ่น (เป็นโค้ชบุนเดสลีกาได้ทันที)
วิทยา เดินทางกลับมาเมืองไทยหลังไปเล่นบอลในต่างแดนนาน 6 ปี สถานะของเขาในทีมชาติ คือ"กัปตันทีม"ชุดคว้าแชมป์ซีเกมส์ ครั้งที่ 13 ในปี 2528 ก่อนจะแขวนสตั๊ด หลังรับใช้ชาติมากว่า 100 นัด และทำประตูในนามทีมชาติ 20 ประตู
แต่ชีพจรลงเท้าอีกครั้ง..และเขากลับไปถิ่นแจ้งเกิด ประเทศญี่ปุ่น นั่นคือ เมื่อเจลีก เกิดขึ้นในญี่ปุ่น "เฮงซัง" ได้รับการทาบทามให้ไปรับตำแหน่งโค้ชสโมสรมัตสึชิตะ (ปัจจุบันคือสโมสรพานาโซนิก กัมบะ) และสามารถนำทีมครองแชมป์หลายรายการ เช่น เอ็มเพอร์เร่อร์ คัพ (F.A. CUP), รวมทั้งชนะเลิศควีนส์คัพ โดยชนะสโมสรทหารอากาศ ที่มี ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน เป็นดาราของทีมไปแบบคนประทับใจทั้งสนามศุภฯด้วยสกอร์ 4 - 3 พร้อมดึงเอา 2 นักเตะดาวรุ่งทีมชาติไทยในตอนนั้น คือนที ทองสุขแก้ว และรณชัย สยมชัย เข้าเสริมทีมในฤดูกาลต่อมา ผลงานยอดเยี่ยมของวิทยา ทำให้สมาคมฟุตบอลญี่ปุ่น เสนอให้ช่วยทำทีมระดับเยาวชน แต่เจ้าตัวเลือก"กลับบ้าน"และรับงานคุมสโมสรธนาคารกรุงเทพ พร้อมนำทีมคว้าแชมป์ไทยแลนด์ลีก ครั้งที่ 1 เป็นทีมแรก และก้าวขึ้นเป็นเฮดโค้ชทีมชาติไทย ในปี 2539 ด้วยการคว้าเหรียญทองซีเกมส์ ครั้งที่ 19 ปี 2540 ที่ประเทศอินโดนีเซีย
น่าเสียดายที่"วงการฟุตบอลไทย" ไม่มีที่ให้วิทยา เพราะแม้จะมี"ชื่อเสียง" แต่วิทยาก็มี"ชื่อเสีย" โดยเฉพาะในเกมที่เขาคุมทีมชาติไทยในการแข่งขันฟุตบอล"ไทเกอร์คัพ" ที่เวียดนาม เพราะในนัดสุดท้ายรอบแรกที่เจอกับอินโดนีเซีย ก็เป็นเกมอัปยศ เมื่อนักเตะอินโดนีเซีย ยิงเข้าประตูตัวเองเพื่อให้แพ้ทีมไทย เพราะกลัวว่าจะต้องไปเจอเวียดนามเจ้าภาพในรอบรองชนะเลิศ ในฐานะโค้ชทีมชาติไทย วิทยา ถูกสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย(เอเอฟซี) ลงโทษห้ามยุ่งเกี่ยวกับฟุตบอล ระดับชาติหลายปี การเป็น"คนบ้าบอล" ทำให้วิทยาเคยลงสมัครเป็นยายกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย แข่งกับ"วิจิตร เกตุแก้ว"..ซึ่งแน่นอนว่า คนบ้าบอลที่"จริงจังเกินไป" ไม่ได้รับการคัดเลือก
วิทยา จึงตัดสินใจไปจากเมืองไทย..อีกครั้ง โดยกลับไปญี่ปุ่น เพื่อคุมทีมโตโตริ โตโตริ เป็นทีมในดิวิชัน 3 ของญี่ปุ่น โดยเซ็นสัญญาเป็นเวลา 3 ปี โดยรับค่าตอบแทนกว่า 40 ล้านบาท นั่นคือมีสัญญาทำงานช่วงแรก 3 ปี ได้รับค่าเหนื่อยเดือนละ 1,350,000 บาท
"ทีแรกผมปฏิเสธเขาไปแล้ว เพราะทางสโมสรชลบุรี โดยคุณสนธยา คุณปลื้ม ให้เท่ากับที่โตโตริให้ แต่ทางนั้นเขาต้องการผมจริงๆ เพราะเห็นผลงานตอนผมนำทีมกัมบะ คว้าแชมป์เอ็มเพอร์เรอร์สคัพ เมื่อปี 1990 แล้วอีกอย่างผมก็ต้องการพิสูจน์ว่าฝีมืออย่างผม ทีมในญี่ปุ่นต้องการจริงๆไม่ใช่แค่สร้างกระแสหรือโม้ เป้าหมายที่เขาวางไว้คือ 3 ปี ต้องขึ้นเจลีกให้ได้" วิทยากล่าว "ผมต้องการอัพเกรดตัวเอง ความจริงผมอยู่ที่ไหนก็ได้ที่มีฟุตบอล แต่อยู่เมืองไทยก็มีอยู่เท่านี้ ไม่มีอะไรดีขึ้นเลย โดยเฉพาะโครงสร้าง ผมไปคุยกับเพื่อนๆ แอฟริกา หรือตะวันออกกลาง เขาบอกว่าโครงสร้างเขาไม่ดี แต่เราไม่ใช่แค่ไม่ดี เราไม่มีโครงสร้างเลย" วิทยากล่าว "สมัยผมไปเล่นในเยอรมนี ประเทศแถบสแกนดิเนเวีย อย่าง นอร์เวย์, ฟินแลนด์บอลยังสู้เราไม่ได้ด้วยซ้ำ แต่ตอนนี้คงไม่ต้องบอกนะ เพราะอย่าว่าแต่ระดับนั้นเลย แค่อาเซียน อีกไม่นาน สิงคโปร์, อินโดนีเซีย, ลาว ก็จะแซงเราแล้ว"
วิทยาชอบทำ"ทีมเด็ก" "ไม่ว่าจะประเทศไหนในโลก เยาวชนต้องมาก่อน ต่อด้วยระบบสร้างโค้ช แต่เราไม่ใช่ บอลไทยพุ่งเป้าไปที่ชุดใหญ่เท่านั้น เพราะเป็นที่สนใจ แต่เยาวชน ไม่เคยเหลียวแล อย่างตอนผมทำทีมชลบุรี ผมก็สร้างระดับเยาวชนให้แน่น ก่อนต่อยอดไปสู่ชุดใหญ่" "โค้ชทีมชาติชุดใหญ่ ผมไม่เอาครับ พออาจารย์ชาญวิทย์ ผลชีวิน ลาออก มีคนยกชื่อผมขึ้นมา แต่ผมไม่เอาอีกแล้ว ผมชอบทำบอลเด็ก" วิทยา เลาหกุล แสดงความมั่นใจว่า วันหนึ่งหากเขาได้เป็นนายกสมาคมฟุตบอล เขาจะรื้อระบบทั้งหมด เน้นทำทีมเยาวชน และไม่กลัวเรื่องเอกชนจะไม่สนับสนุนด้วย
ตอนนี้ผมทำอะไรไม่ได้ ขอไปเพิ่มฝีมือตัวเองที่ญี่ปุ่นก่อน ไปคนเดียวนี่แหละครับ ครอบครัวผมเป็นครอบครัวที่แปลก มีกัน4 คนพ่อ, แม่, ลูก ไม่อยู่ด้วยกัน ผมไปญี่ปุ่น ลูกสาวอยู่ฝรั่งเศส ลูกชายอยู่สหรัฐ ภรรยาผมไม่ชอบหนาว ขออยู่ประเทศไทย แต่ผมก็ไม่เหงานะ ขอให้มีฟุตบอลก็พอ ผมอยู่ได้ กับครอบครัว ถ้าคิดถึงก็โทรหากัน
นี่คือ"วิทยา เลาหกุล" นักฟุตบอลที่ผมยกย่องว่า"เก่งที่สุด" ที่เมืองไทย..เคยมี แต่"เมืองไทย" ไม่เคย"ดูแล" เขาจึงเว้นวรรคตัวเองกับฟุตบอลไทยไปคุมเอสซี โตโตริ ซึ่งมียูจิ มิซูกูจิ อดีตผู้จัดการทีมมัตสึชิตะ ในเจลีก ที่วิทยาเคยเป็น"เฮดโค้ช" และเชื่อฝีมือ จึงดึงตัวไปช่วยคุมทีม
โดย ลูกเสือหมายเลข9
ที่มา : http://www.oknation.net/blog/print.php?id=119851
จากคุณ :
Black Operation
- [
21 พ.ค. 52 21:30:10
]
|
|
|