Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com  


 
รำลึกยอดนักเตะยุค 90 โรแบร์โต บาจโจ (Roberto Baggio) - เทพบุตรเปียทองคำ  

ช่วงนี้ยิ่งดูบอลโลก ก็ต้องนึกถึงสุดยอดนักเตะที่เคยฉายแสงบนเวทีบอลโลกในอดีต และเมื่ออิตาลีตกรอบแรกไป แม้ว่าจะไม่ได้เป็นแฟนทีมอิตาลีเท่าไหร่นัก แต่ก็ชวนให้นึกถึงบุรุษผู้นี้ เลยขอรำลึกถึงนักเตะหมายเลข 10 ตลอดกาลของทีมชาติอิตาลีสักหน่อย


โรแบร์โต้ บาจโจ (Roberto Baggio)

สัญชาติ - อิตาลี
ตำแหน่ง - กองหน้า

สโมสรที่เคยสังกัด
ปี                  สโมสร            นัด (ประตู)
1982-1985    วิเซนซ่า           36 (13)
1985-1990    ฟิออเรนติน่า     94 (39)
1990-1995    ยูเวนตุส           141 (78)
1995-1997    เอซี มิลาน        51 (12)
1997-1998    โบโลญญ่า        30 (22)
1998-2000    อินเตอร์มิลาน    42 (9)
2000-2004    เบรสชา           95 (45)

รวม                                   489 (218)  


ติดทีมชาติ    1988-2004     56 (27)


โรแบร์โต บาจโจ เกิดเมื่อปี พ.ศ. 2510 (ค.ศ.1967) เมืองวิเซนซ่า ประเทศอิตาลี เขาเป็นนักฟุตบอลที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดไปทั่วโลกคนหนึ่งเมื่อช่วงยุค 90 และได้รับการยกย่องว่าเป็นโกลเด้นบอยแห่งวงการฟุตบอลอิตาลี เป็นไอดอลที่ดีทั้งในสนามและนอกสนาม รวมถึงเป็นแรงบันดาลใจให้เด็กๆในอิตาลีหลายคน เขามีเอกลักษณ์โดดเด่นซึ่งเป็นที่จดจำคือการไว้ผมเปีย ทำให้เขาได้รับการตั้งฉายาว่าสื่อว่า เทพบุตรเปียทองคำ

บาจโจหรือที่คนไทยรู้จักในตอนแรกว่าบักโจ้นั้น เริ่มต้นเส้นทางการเป็นนักฟุตบอลอาชีพกับสโมสรเล็กๆอย่างวิเซนซ่า ซึ่งเป็นทีมสโมสรบ้านเกิด ใช้เวลาไม่นานเขาก็สามารถแสดงความสามารถและอัจฉริยะเชิงลูกหนัง ให้แฟนๆได้ชม แม้จะยิงประตูได้ไม่มากนักก็ตาม จากนั้นในปี 1985 ฟิออเรนติน่าก็ซื้อตัวเขาไปร่วมทีม และนั่นเองคือจุดเริ่มต้นของการก้าวสู้เส้นทางแห่งสตาร์ลูกหนัง บาจโจใช้เวลาไม่นานในการโชว์ลีลาการเล่นบอลอันสวยงามในฐานะกองหน้าตัวต่ำ จนกลายเป็นขวัญใจของชาวฟลอเรนซ์นับจากนั้น จากนั้น ตราปัตโตนี่ ก็เรียกเขาติดทีมชาติอิตาลี เพื่อเข้าร่วมฟุตบอลโลก 90 ที่อิตาลีเป็นเจ้าภาพ ในฐานะกองหน้าดาวรุ่งพุ่งแรงที่สุดของยุคนั้นอีกด้วย โดยเขาได้รับหน้าที่ในการเป็นตัวทำเกม คอยสนับสนุนการทำประตูให้แก่สคิลลาชี่ กองหน้าตัวหลักของทีมชุดนั้น

อิตาลีชุด 90 ทำผลงานได้ดีกระท่อนกระแท่นในรอบแรก แต่หลังจากผ่านเข้ารอบสองมาได้ บาจโจก็สำแดงเดช โดยประตูที่เขายิงใส่เชกโกสโลวาเกีย ด้วยการเลี้ยงหลบผู้เล่นของเชกโกกว่า 4-5 คนจากครึ่งสนามนั้นขึ้นทำเนียบเป็นหนึ่งในประตูที่สวยที่สุดในฟุตบอลโลกครั้งนี้ และยังรวมไปถึงฟุตบอลโลกในทุกครั้งอีกด้วย

แม้ว่าทีมชาติอิตาลีจะทำได้เพียงแค่อันดับที่สาม เพราะไปพ่ายต่ออาร์เจนตินาที่นำทัพโดยมาราโดน่า ในรอบรองชนะเลิศ แต่ชื่อของบาจโจก็ขึ้นสู่ทำเนียบกองหน้าระดับโลกแล้วอย่างเต็มตัว และส่งผลให้ยูเวนตุสคว้าตัวเขาไปร่วมทีมด้วยค่าตัวเป็นสถิติในตอนนั้น

ระหว่างนั้นยูเวนตุสกำลังพยายามสร้างทีมขึ้นมาเพื่อต่อกรและเขย่าบัลลังก์ของเอซีมิลาน ซึ่งกำลังเข้าสู่ยุคยิ่งใหญ่ ภายใต้การคุมทีมของช้าคคี่และต่อด้วยคาเปลโล่ แม้ว่าบาจโจจะไม่สามารถช่วยยูเวนตุสคว้าสคูเต็ตโต้มาครองได้ แต่ก็สามารถพายูเวนตุสออกไปบินสูงในเวทีมยุโรปและคว้าแชมปูยูฟ่าคัพมาครองในปี 93 ด้วยฟอร์มสุดยอดของบาจโจ ทั้งสร้างเกม จ่าย และยิงประตูสวยงามมากมาย จนผลงานในปีนั้นส่งให้เขาได้รับรางวัล บัลลงดอร์ และกลายเป็นนักเตะที่เก่งกาจที่สุดคนหนึ่งของโลกในเวลานั้น และบาจโจก็กลายเป็นนักเตะชาวอิตาลีคนที่ 4 ในประวัติศาสตร์ที่ได้ตำแหน่งบัลลงดอร์มาครอง

จากนั้นในปี 94 บาจโจก็สวมเสื้อเบอร์ 10 เข้าร่วมทีมชาติอิตาลีเพื่อสู้ศึกฟุตบอลโลกอีกครั้งที่สหรัฐอเมริกา แต่หนนี้ทีมชาติอิตาลีมาในสภาพไม่สมประกอบเท่าใดนัก เหตุเพราะนักเตะตัวหลักหลายคนมีอาการบาดเจ็บ และฟอร์มตก ตัวบาจโจเองก็เริ่มมีปัญหาอาการบาดเจ็บรบกวน ทำให้ช่วงแรกโชว์ฟอร์มไม่ได้ดีนัก แต่กระนั้นเขาก็ยังสามารถแบกทีมชาติ ด้วยการเป็นคีย์แมนในการสร้างเกมและยิงประตูสำคัญในแต่ละนัด ช่วยพาอิตาลีตะลุยผ่านเข้าถึงนัดชิงชนะเลิศได้ชนิดเหนือความคาดหมาย โดยเฉพาะในนัดรองชนะเลิศซึ่งอิตาลีพบกับบัลกาเรียและถือเป็นการปะทะกันของสองกองหน้าตัวต่ำที่ดีที่สุดในยุคนั้นระหว่างบาจโจและสตอยคอฟนั้น บาจโจสามารถยิงประตูชัย เอาชัยชนะมาให้อิตาลีได้ 2-1 ด้วยลูกยิงในสไตล์ของเขาด้วยการลากจากหน้าเขตโทษแล้วตัดเข้าใน จากนั้นปั่นไซด์โค้งด้วยเท้าขวาเข้าเสาสอง เสียบมุมอย่างสวยงาม

ส่วนในนัดชิงชนะเลิศซึ่งต้องเจอกับบราซิลชุดภายใต้การนำของโรมาริโอ ยอดดาวยิงที่เก่งกาจที่สุดในช่วงเวลานั้น บาจโจถูกคาดหมายว่าจะสร้างความมหัศจรรย์อีกครั้งหลังจากทำมาแล้วตลอดเส้นทาง แต่เขาก็ไม่สามารถทำได้ และเมื่อจบเกม เสมอ 0-0 ถึงช่วงยิงจุดโทษตัดสิน บาเรซี่กัปตันทีมยิงลูกโทษคนแรกและพลาดไป ทำให้สถานการณ์ของอิตาลีตกเป็นรองทันที และเมื่อบาจโจต้องก้าวเข้ามายิงเป็นคนสุดท้าย บาจโจซึ่งได้ชื่อว่าเป็นจอมสังหารจุดโทษมาตลอด กลับยิงข้ามคานออกไป ทำให้อิตาลีพ่ายแพ้ไปในนัดชิงชนะเลิศนี้ และภาพของบาโจที่พลาดจุดโทษนั้นก็ติดตาผู้ชมทั่วโลกมาถึงตอนนี้

แม้จะทำพลาด แต่เมื่อบาจโจกลับมาอิตาลี ก็แทบไม่มีใครโทษเขา แต่หลังจากนั้นอาการบาดเจ็บซึ่งเริ่มมาในช่วงหลังก็กำเริบหนัก ในปี 94-95 เขาลงสนามให้ยูเวนตุสน้อย ประกอลกับยูเวนตุสค้นพบดาวดวงใหม่ซึ่งถูกยกย่องว่าจะเป็นนิวโกลเด้นบอยของอิตาลี นั่นคือ อเล็กซานโดร เดลปิเอโร่

เมื่อจบฤดูกาลนั้น แม้ว่ายูเวนตุสจะได้แชมป์มาครอง แต่ บาจโจก็ถูกขายออกไป และเป็นเอซีมิลานที่ดึงเขามาร่วมทีมเพื่อไปผนึกกำลังร่วมกับ เวอาห์และซาวิซเซวิซในแดนหน้า แม้ว่าในปี 95-96 บาจโจจะมีปัญหาบาดเจ็บรบกวน และโชว์ฟอร์มไม่สม่ำเสมอนัก แต่เมื่อช่วงเวลาที่ทีมต้องการ เขาก็ทำให้ได้และกลับมาทำผลงานได้ดีอีกครั้งในช่วงท้ายฤดูกาล ส่งให้มิลานคว้าแชมป์ไปครองในปีนั้น พร้อมกับการออกจากทีมของคาเปลโล่ ผู้ซึ่งไม่ค่อยอยากใช้งานบาจโจเท่าไหร่นัก

จากนั้นเมื่อยูโร 96 เริ่มขึ้น ซ้าคคี่ซึ่งเป็นผู้จัดการทีมตัดสินใจไม่เรียกตัวบาจโจติดทีมชาติ ขณะที่เดลปิเอโร่ก็บาดเจ็บ ช้าคคี่จึงหันมาใช้งาน โซล่าเป็นเพลยเมคเกอร์แทน แต่ผลกลับเป็นว่า อิตาลีตกรอบแรกไปแบบสุดช็อค เมื่อทำได้เพียงเสมอกับเยอรมันในนัดสุดท้ายขชองรอบแรก

ในปีต่อมา ตาบาเรซ เข้ามาคุมทีมแทน และประกาศใช้บาจโจเป็นตัวหลัก แต่กลายเป็นว่าทีมทำผลงานไม่ดี และตาบาเรซต้องถูกไล่ออกไปเพียงไม่กี่นัด และเป็นช้าคคี่ที่กลับเข้ามาทำทีม แต่มิลานช่วงนั้นเหมือนกลับเข้าสู่ขาลง นักเตะบาดเจ็บและฟอร์มตกทั้งทีม บาจโจเองก็พบปัญหาบาดเจ็บเดิมๆจนแทบไม่ได้ลงสนาม

ในที่สุด ปี 97-98 บาจโจจึงตัดสินใจย้ายทีมเพื่อต้องการโอกาสในการลงสนามอย่างต่อเนื่อง สำหรับโอกาสการติดทีมชาติไปบอลโลก 98 อีกสักครั้ง เขาย้ายไปโบโลญญ่า ทีมเล็กๆซึ่งไม่ได้มีลุ้นอะไร แต่กลับเป็นว่า ที่นี่เองทำให้บาจโจได้ระเบิดฟอร์มยอดเยี่ยม เขาลงสนามไป 30 นัด และยิงได้ถึง 22 ประตู เป็นดาวซัลโวอันดับสามในปีนั้น และยังช่วยให้โบโลญญ่าคว้าอันดับไปเล่นยูฟ่าคัพได้ด้วย

เมื่อระเบิดฟอร์มสุดยอดเช่นนี้ออกมาได้ แฟนบอลทั่วประเทศอิตาลีจึงเรียกร้องให้ เซซาเร่ มัลดินี่ ผู้จัดการทีมชาติเรียกเขากลับมาติดทีมอีกครั้ง และมัลดินี่ก็ยอมทำตามเสียงเรียกร้อง บาจโจได้กลับมาติดทีมชาติอิตาลี ลุยฟุตบอลโลก 98 ที่ฝรั่งเศส แต่เขารู้ตัวดีกว่า ครั้งนี้เขาไปในฐานะตัวสำรองเขาเดลปิเอโร่ซึ่งเอาเสื้อเบอร์ 10 ของทีมชาติซึ่งเขาเคยใส่มาตลอดไปครองแทนแล้ว

กระนั้น เดลปิเอโร่กลับไม่สามารถโชว์ฟอร์มได้ดีเหมือนในยูเวนตุส เขาไม่สามารถช่วยทำเกมให้อิตาลีได้ดีนัก และในนัดที่เจอกับชิลีในรอบแรก อิตาลีตามอยู่ 1-2 ช่วงท้ายเกม บาจโจจึงถูกเปลี่ยนตัวลงไปแทนเดลปิเอโร่ และเป็นบาจโจนี่เองที่ทำให้ทีมได้แฮนบอล ซึ่งนำไปสู่จุดโทษ แล้วก็เป็นเขาที่รับหน้าที่ยิงจุดโทษเป็นครั้งแรกให้ทีมชาติหลังจากพลาดไปเมื่อนัดชิงปี 94 และในครั้งนี้เขาทำไม่พลาด ทำให้อิตาลีตามตีเสมอชิลีได้สำเร็จ ส่งผลสำคัญต่อการผ่านเข้ารอบสองของอิตาลีหลังจากนั้น

สุดท้าย อิตาลีก็ต้องหยุดที่รอบแปดทีมสุดท้ายเมื่อไปพ่ายต่อฝรั่งเศส ด้วยการถูกยิงในช่วงต่อเวลาพิเศษ แต่ในภาพรวมแล้วบาจโจโชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมมาก ทำให้โมรัตติ ประธานสโมสรอินเตอร์ ตัดสินใจคว้าตัวเขามาร่วมทีมโดยหมายจะให้มาประสานงานกับโรนัลโด้ในแดนหน้า เพื่อพาอินเตอร์คว้าแชมป์มาครองในฤดูกาล 98-99 ให้ได้ ซึ่งการจับคู่กันของบาจโจและโรนัลโด้ซึ่งกำลังจะเกิดขึ้นนั้นเป็นที่กล่าวขวัญและสร้างความตื่นเต้นแก่แฟนบอลกัลโช่และทั่วโลกมาก

แต่ทุกอย่างกลับเป็นตรงข้าม เพราะโรนัลโด้ประสบปัญหาบาดเจ็บอย่างหนักหลังจากฟุตบอลโลก และไม่ได้ลงสนามอีกเลย ตัวบาจโจเองก็มีอาการบาดเจ็บรบกวน และไม่ได้รับโอกาสให้ลงสนามเท่าไหร่นัก แต่ทุกครั้งที่เขาได้ลงสนาม ก็สามารถลงไปวาดลวดลายให้แฟนๆได้ตะลึงทุกครั้ง ในนัดที่อินเตอร์พ่ายมิลานไปแบบหมดรูป 1-3 นั้น เขาถูกส่งลงสนามในช่วงท้ายเกม และเป็นคนทำประตูตีไข่แตกให้อินเตอร์ได้

จากนั้น บาจโจซึ่งเริ่มรู้ตัวว่าคงไม่มีที่ในอินเตอร์อีก กระนั้นเขาก็ยังตอบแทนให้แฟนๆอินเตอร์ซึ่งสนับสนุนเขามาตลอด ด้วยการทำสองประตูสำคัญในเกมสุดท้ายของฤดูกาล ทำให้ทีมเฉือนปาร์ม่าและคว้าตั๋วไป UCL ในฤดูกาล 99-2000 มาได้ จากนั้นเขาจึงย้ายทีมอีก โดยคราวนี้เขาเลือกย้ายไปอยู่กับทีมเล็กๆเพื่อการันตีโอกาสการลงสนาม โดยกล่าวกันว่าบาจโจในตอนนี้ขอเพียงโอกาสการได้ลงไปเล่นฟุตบอลในสนามเท่านั้น เขาไม่ได้คาดหวังเรื่องการคว้าแชมป์อะไรอีก และเป็นเบรสชา ทีมเล็กๆนอกสายตาซึงต้องดิ้นรนหนีตกชั้นในแต่ละปี ดึงเขาไปร่วมทีม

แต่การมาเบรสชา ทำให้บาจโจแสดงให้โลกได้เห็นอีกครั้งว่า หากไม่มีปัญหาบาดเจ็บ และได้รับโอกาสลงสนาม บาจโจก็ยังคงเป็นนักเตะระดับสุดยอดเสมอ ช่วงสี่ปีที่อยู่กับเบรสชา เขาทำให้สโมสรเล็กๆแห่งนี้ได้ลืมตาอ้าปาก ไม่ต้องดิ้นรนหนีตกชั้น แต่สามารถเกาะกลุ่มอยู่แถวกลางถึงครึ่งบนของตารางลีค และได้ไปเล่นในยุโรปได้ บาจโจยังมีอิทธิพลทำให้บรรดากองหน้าที่ร่วมงานกับเขาที่เบรสชากลายเป็นกองหน้าระดับพระกาฬ เช่น อิกลี่ ทอเร่ ซึ่งเป็นกองหน้าร่างสูงฝีเท้าดาดๆชาวอัลแบเนีย สามารถยกระดับกลางเป็นกองหน้าดาวยิงชั้นดีและยิงประตูได้มากมาย เพราะการเล่นคู่กับบาจโจนั่นเอง ตัวบาจโจเองยังสามารถทำประตูให้เบรสชาได้ทั้งหมด 45 ประตูในช่วงหลายปีที่อยู่กับเบรสชา

แฟนบอลทั่วอิตาลีต้องการเห็นบาจโจกลับมาติดทีมชาติอีกครั้ง และตราปัตโตนี่ ผู้จัดการทีมชาติในเวลานั้นก็ทำเซอร์ไพร์สแฟนบอลทั้งประเทศด้วยการเรียกเขากลับมาติดทีมชาติ แม้จะเป็นเพียงนัดอุ่นเครื่องก็ตาม โดยแฟนบอลอิตาลีถึงกับยืนทำ Standing Overtion ให้บาจโจเมื่อจบเกม

บาจโจสร้างสถิติ กลายเป็นนักเตะอิตาลีที่สามารถทำประตูในฟุตบอลโลกถึงสามสมัย โดยปี 90 ยิงได้ 2 ประตู ปี 94 ยิงได้ 5 ประตู และปี 98 ยิงได้ 2 ประตู รวมทั้งหมด 9 ประตู ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย เทียบเท่ารอสซี่ และวิเอรี่ ซึ่งทำได้เท่ากัน โดยเขาติดทีมชาติทั้งหมด 56 นัด ยิงได้ 27 ประตู สูงสุดเป็นอันดับ 4 ตลอดกาลของอิตาลี

สไตล์การเล่นของบาจโจนั้น เป็นตามแบบฉบับของกองหน้าตัวต่ำ หรือเพลยเมคเกอร์คลาสสิคซึ่งเป็นตำแหน่งที่โด่งดังมากในช่วงยุค 80-90 และบาจโจได้รับการยกย่องว่าเป็นนักเตะที่ดีที่สุดในตำแหน่งนี้ของอิตาลี และเป็นอันดับต้นๆของโลก เขามีทีเด็ดการทำเกม จ่ายบอล ยิงประตู และการเล่นลูกฟรีคิก ครบเครื่อง ข้อเสียเพียงอย่างเดียวของบาจโจเห็นจะเป็นเพียงความแข็งแกร่งของร่างกาย ซึ่งส่งผลให้เขาได้รับบาดเจ็บอยู่บ่อยครั้งในช่วงปลายอาชีพ

ในด้านบุคลิกส่วนตัว บาจโจเป็นสุภาพบุรุษ ที่วางตัวดีทั้งในและนอกสนาม เขาเป็นที่รักจากแฟนบอลทั่วอิตาลี และได้รับการยกย่องอย่างสูง แม้ว่าเขาประสบความสำเร็จในระดับสโมสรน้อยเกินกว่าระดับฝีเท้าของเขา และไม่เคยพาทีมชาติได้แชมป์อะไรเลยก็ตาม แต่แฟนๆทั่วอิตาลีก็ยังรักและยกย่องเขามาถึงทุกวันนี้ และบาจโจยังเป็นเสมือนไอดอลลูกหนังที่ทำให้เกิดกองเชียร์อิตาลีขึ้นทั่วโลกชนิดก้าวกระโดดในยุคนั้น

เพิ่มเติมอีก ในช่วงที่เขาเริ่มประสบปัญหาบาดเจ็บเรื้อรังนั้น บาจโจได้เริ่มหันมาศึกษาและปฏิบัติตัวตามแนงทางศาสนาพุทธ โดยเฉพาะนิกายเซนของญี่ปุ่น ซึงเขาเคยให้สัมภาษณ์ว่าตั้งแต่หันมานับถือพุทธแล้ว เขาสามารถปล่อยวางและระงับเรื่องอาการบาดเจ็บนี้ได้มาก แม้แม่ของเขาต้องการให้เขากลับมาเป็นคริสต์เหมือนเดิม เขาก็ปฏิเสธ ภรรยาของเขาซึ่งเคยขอร้องเช่นนี้ภายหลังก็ลองหันมาศึกษาทางพุทธตามด้วย และก็พบว่ามันสามารถช่วยเยียวยาอาการปวดของบาจโจได้ เธอจึงหันมานับถือตามเขา

การที่บาจโจนับถือพุทธนี้ อาจเป็นอีกสาเหตุเล็กๆอย่างหนึ่งที่ทำให้คนไทยและชาเอเซียที่นับถือพุทธ ยิ่งนิยมชมชอบในตัวเขามากขึ้นในสมัยนั้น เพราะแทบไม่เคยมีนักฟุตบอลยุโรปชื่อดังคนไหนออกมาประกาศว่าตนนับถือศาสนาพุทธแบบาจโจมาก่อน

มีคนกล่าวว่า สีเสื้อของบาจโจไม่ใช่ ฟิออเรนติน่า ยูเวนตุส มิลาน วิเซนซ่า โบโลญญ่า หรือเบรสชา แต่เสื้อที่แท้จริงของบาจโจคือ เสื้อทีมชาติอิตาลีหรืออัซซูรี่นั่นเอง

แก้ไขเมื่อ 27 มิ.ย. 53 22:26:05

แก้ไขเมื่อ 27 มิ.ย. 53 18:47:37

แก้ไขเมื่อ 27 มิ.ย. 53 18:08:02

แก้ไขเมื่อ 27 มิ.ย. 53 17:50:19

 
 

จากคุณ : eagle1000
เขียนเมื่อ : 27 มิ.ย. 53 17:37:07




ข้อความหรือรูปภาพที่ปรากฏในกระทู้ที่ท่านเห็นอยู่นี้ เกิดจากการตั้งกระทู้และถูกส่งขึ้นกระดานข่าวโดยอัตโนมัติจากบุคคลทั่วไป ซึ่ง PANTIP.COM มิได้มีส่วนร่วมรู้เห็น ตรวจสอบ หรือพิสูจน์ข้อเท็จจริงใดๆ ทั้งสิ้น หากท่านพบเห็นข้อความ หรือรูปภาพในกระทู้ที่ไม่เหมาะสม กรุณาแจ้งทีมงานทราบ เพื่อดำเนินการต่อไป



Pantip-Cafe | Pantip-TechExchange | PantipMarket.com | Chat | PanTown.com | BlogGang.com